วันที่ อังคาร กุมภาพันธ์ 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เล่าไว้เมื่อคราวไปรัสเซีย (รัสเซีย-ท่องแดนหมีขาว 5)


ตะลอนเซนปีเตอร์สเบิร์ก เวนิชแห่งยุโรปตะวันออก (รัสเซีย-ท่องแดนหมีขาว   5 )

การเดินทางโดยรถไฟก็มาถึงสถานีปลายทางดังหวังคือ สถานี Nevsky Prospect  ชื่อสถานีเหมือนชื่อถนนที่เราจะต้องเดินขึ้นไป เดินออกจากรถไฟ เดิน แล้วก็เดิน มาขึ้นบรรไดเลื่อนที่สูง ยาว และลึก  และขึ้นมาด้านบนของสถานี จะมาพบถนนเนฟสกี้(Nevskiy Pr.) สภาพถนนก็เนื่องแน่นไปด้วยรถในฐานะเป็นเมืองใหญ่ ผู้คนก็เดินกันขวักไขว่

ชีพจร “รองเท้า” ได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง เธอเดินนำ เราเดินตาม (แต่คงไม่ต้องร้องเพลงของพงษ์เทพ กระโดนชำนาญนะ ...ชีวิตฉันมีแต่หมานำ ฉันก้าวตามตามหมาเดิน...) เดินไปสักนิด จะเห็นหอนาฬิกาขนาดใหญ่กลางเมือง  ที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับ โรงแรม Grand Hotel Europe เดินถัดไป ก็จะข้ามสะพานข้ามคลองขนาดย่อม ๆ ที่ชื่อกริโบเยโดวา (Griboyedova)   แลเห็นวิหารโบสถ์คาซาน(Kazan Cathedral)  เป็นรูปโค้งครึ่งพระจันทร์  (ดูให้เป็นพระจันทร์ล่ะ) อดไม่ได้ที่จะรบเร้าไกด์สาว(มาก) Lena ว่าขอเข้าไปชมหน่อย เธอก็เล่นมุกใจดีอีกเช่นเคย “ด๋า” แล้วพาเข้าไป 

ด้านหน้ามีรูปอนุสาวรีย์ ยืนหน้าโบสถ์ซ้ายขวา มีหิมะคลุมอยู่ขาวเป็นไร ๆ ก็หน้าหนาวนี่นา ถามสาวเจ้า ได้ความเบา ๆ ว่า ชื่อ นายพลคูตูซอฟ  นึกในใจโบสถ์นี้คงเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินมาสักการะแน่เลย ต้องให้นายพลมายืนเฝ้า

สืบความเพิ่มเติมได้ว่า ศพของนายพลฝังที่นี่ ...ทำไมต้องฝังที่นี่..(คิดใจใจ)...มีเรื่องเล่าขานกันว่า ท่านนายพลเคยมาสวดมนต์ตรงที่ตั้งโบสถ์ในปัจจุบัน  ก่อนยกทัพไปลุยศึกกับนโปเลียน แห่งฝรั่งเศส ในปี พ.ศ.2355 (ค.ศ.1812)  เห็นว่า หลุมศพยังประดับด้วยธงชัยเฉลิมพลกับสินศึกของที่ระลึกจากชัยชนะของกองทัพรัสเซีย

อาจกล่าวได้ว่าโบสถ์คาซาน  จึงเป็นเหมือนอนุสาวรีย์แห่งชัยชนะครั้งนั้นด้วย  ส่วนรูปหล่อท่านนายพล ได้ถูกหล่อขึ้นและนำมาตั้งเป็นอนุสรณ์สถานใน  พ.ศ.2416   รวมทั้งขุนพลร่วมรบอีกท่านในการรบครั้งนั้นคือ เจ้าชายมิคาอิล บาร์เคลย์ เดอ ทอลลี่  หรือพูดง่าย ๆ อนุสรณ์สถานวีรบุรุษสงครามนโปเลียนปี พ.ศ.2355

มหาวิหารนี้ตั้งชื่อตามภาพจำหลักแม่พระคาซาน ที่เป็นที่เคารพบูชาของชาวรัสเซียในศตวรรษที่ 16 ซาร์ปาเวลที่ 1 พระราชโอรสของแคทเธอรีนมหาราชินี  มีพระบรมราชโองการให้สร้างวิหารนี้ขึ้นเนื่องจากพระองค์ทรงประทับใจวิหารเซนต์ปีเตอร์แห่งวาติกันเป็นอย่างยิ่ง โดยสถาปนิกผู้ออกแบบก่อสร้างคืออันเดร วาโรนิคิน ผู้ที่อดีตเป็นทาสในเรือนเบี้ยของท่านเคาต์สโตรกานอฟ  

วิหารยอดฝีมือทาสแห่งนี้ลงมือก่อสร้างระหว่างปี 1801-1811 ตามสไตล์นีโอคลาสสิก แบบอเล็กซานดรีน  แต่ว่าทำไปทำมาชักเริ่มจะเหมือนมหาวิหารเซนต์-ปีเตอร์ เฉพาะโดมกับระเบียง ยอดโดมสูง 90  เมตร  ที่ต้นเสาเรียงเป็นแถวๆ  นับได้ 96 ต้น  แล้วส่วนอื่น  ๆ ก็สถาปนิก ผสม “สถาปนึก” ที่ผสมผสานออกมาสวยงามอย่างลงตัวในแบบคาซานปัจจุบันที่เห็นนั่นแหละ

ตรงผนังด้านขวามือทางเข้าจะมีนักบุญและบูรพกษัตริย์ เช่น จอห์น แบ๊บติสต์, เจ้าชายวลาดิมีร์,อเล็กซานเดอร์ เนฟสกี้ เป็นต้น

เมื่อเดินผ่านประตูใหญ่ ๆ เข้าไปชมด้านในก็ต้องบอกว่า “อึ้ง”แถม “ทึ่ง” แต่ไม่ถึงกับ “เสียว” เพราะในความคิดเดิม “รัสเซียกับศาสนา” ไม่น่าจะไปด้วยกัน แต่เมื่อเห็นชาวรัสเซียทุกวัย  ไปต่อแถวเข้าไปจุดเทียน ขอพร นั่งระลึกถึงพระเจ้า  ซื้อของที่ระลึกของโบสถ์ก็ต้องบอกว่า “ศาสนาอยู่ในใจ” เพราะรัสเซียปกครองด้วยคอมมิวนิสต์เกือบ 80 ปี  ศาสนาถูกห้าม แต่เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากคอมมิวนิสต์เป็นเสรี ใน พ.ศ.2534  “ทำนบ” แห่งศรัทธาและความเชื่อเดิมจึงกลับมา ประมาณว่าห้ามกายได้ แต่ใจ “ไม่” เข้าไปชมความงาม ไปเทียนบูชา  และนั่งด้วยอาการสงบกันอย่างไม่ขาดสาย   ถ้าคิดไม่ออกก็ลองนึกถึงวัดหลวงพ่อโสธร  วัดไร่ขิง อารมณ์ประมาณนั้น ยังไม่รวมที่ไปไหว้แมวห้าขา หมาสองหูน๊ะจ๊ะ

ด้านในก็เหมือนประภาคารท้องพระโรงที่อลังการงานสร้างไปอีกแบบ เสาสูงกลมใหญ่ กลึงจากหินฟินนิช สีชมพู  มีรูปวาดขนาดใหญ่โค้งแบบอลังการงานสร้าง  ถ้ายังนึกไม่ออกก็ลองนึกถึงที่นั่งอนันตสมาคมผสมไปด้วย แต่ของไทยขนาดจิ๋วกว่าเยอะ (ดูภาพประกอบ)

        เมื่อเก็บบรรยากาศ แต่ไม่ได้ภาพ เพราะมีป้ายเป็นรูปกล้องและวีดีโอ พร้อมกากบาท ก็ได้แต่เกรงใจป้าย แต่อยากได้ภาพ  จึงได้แต่ฝืนใจเดินกลับออกมาหลังเก็บบรรยากาศด้วยสายตาและอารมณ์อย่างเพียงพอแล้ว  เมื่ออกมาจะเห็นฝั่งตรงข้ามเป็นรูปโดมทรงสูง มีลูกโลกขนาดใหญ่ด้านบนหลังคาเป็นเอกลักษณ์ ถึงไม่ใหญ่เมื่อเทียบกับอาคารอื่น ๆ  ถามสาวเจ้าว่าเป็นอะไร เธออธิบายว่าเป็นร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดของเซนต์-ปีเตอร์สเบอร์ก เราฟังไปพร้อมสบตา...เธอคงรู้ว่าเราต้องการอะไร จึงเดินนำข้ามฟากอีกฝั่งของถนน แบบว่าไม่ต้องร้องขอพี่จัดให้  “ชักเริ่มรู้ใจ”  ดูในร้านแล้วหนังสือเยอะส่วนใหญ่เป็นภาษารัสเซีย ไปจับ ๆ ดู หนังสือมีหลากหลาย มีทุกแผนก ทั้งประวัติศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ นวนิยาย (อ่านไม่ออกหรอกแต่ดูจากปกและภาพประกอบ) ด้านในเป็นหนังสือเด็ก ชั้นสองเมื่อเข้าก็จะมีหนังสืออ่านทั่วไป ชั้นบนและใต้ดินเป็นหนังสือเฉพาะทางมากขึ้น ชั้นบนมีร้านน้ำชา กาแฟ ขนมให้รับประทานและอ่านหนังสือ  ทุกชั้นจะมีมุมและโต๊ะให้นั่งอานหนังสือ    มองออกไปจะเห็นวิหาร Kazan  ฝั่งตรงข้าม และอาคารในบริเวณรอบ ๆ จากมุมสูง

ระหว่างเดินทางเท่าที่สังเกตคนรัสเซียชอบอ่านหนังสือ  ขนาดบนรถเมย์  รถไฟ คนเบียดกันเป็นหนอน ป้ายรถเมย์ ก็ยังอ่านหนังสือตลอด สมาธิดี ความสนใจในการอ่านสูง  ถ้าพี่ไทยอ่านหนังสือเยอะ ๆ   ก็จะคิดไกล ไฝ่สูง และมองระบบการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ทั้งโครง ปัญหาต่าง ๆ คงคลายได้ดีนะครับ  มีสถิติเฉลี่ยคนไทยอ่านหนังสือปีละ 2 เล่ม เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ ที่เฉลี่ย 40-50 เล่ม/ปี  หรือเวียดนามที่กำลังมาแรง  60 เล่มต่อปี คิดเอาว่า “ความรู้” จะมีพลังสร้างชาติขนาดไหน

        อยู่ในร้านหนังสือก็หยิบหนังสือมาเล่มหนึ่งเป็นภาษาอังกฤษ ที่ชื่อว่า “Saint Petersburg and Its Environs” หยิบมาพลิก ๆ ดูก็ได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เมืองเซนต์-ปีเตอร์สเบอร์ก สร้างโดยพระเจ้าซาร์ปีเตอร์ ที่ 1  ที่วัยหนุ่มเมื่อเป็นยุวกษัตริย์ปลอมตัวเดินทางท่องยุโรป แล้วหลงไหลเสน่ห์ของยุโรป กลับมาริเริ่มสร้าง “หน้าต่างสู่ยุโรป” ด้วยการย้ายเมืองหลวงมาเซนปีเตอร์ และสร้างเมืองใหม่ทั้งหมด  ตรงกับช่วงสมัยสมเด็จพระเจ้าสือ แห่งราชวงศ์พลูหลวงขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ที่ 29 กรุงศรีอยุธยา  พ.ศ.2246  ในรัชสมัยของพระเจ้าเสือมีเหตุการณ์ช่วยจำคือการประหารชีวิต พันท้ายนรสิงห์

        เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบอร์ก ตั้งตามชื่อ นักบุญปีเตอร์ อีกความหมายหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระเจ้าชาร์ปีเตอร์ด้วย  เมืองแห่งนี้ในอีกชื่อหนึ่งเรียกว่า “เวนิชยุโรปเหนือ” ก็ได้ เพราะด้วยสภาพของบ้านเมืองที่ตั้งอยู่ติดแม่น้ำเนวา ทีมีต้นกำเนิดจากทะเลสาบลาโดกา อยู่ห่างออกไปประมาณ 75  กิโลเมตร ไหลไปทางตะวันตกออกสู่อ่าวฟินแลนด์ นอกจากนี้แม่น้ำเนวายังเชื่อมกับคลอง  68  คลอง  มีเกาะใหญ่น้อยกว่ากว่า 42  เกาะ    มีสะพานข้ามคลองเชื่อมแต่ละเกาะ 460 สะพาน ช่วงนี้หน้าหนาวน้ำในคลองเป็นน้ำแข็ง แม้แต่แม่น้ำเนวาก็ยังเป็นน้ำแข็ง  เคยเห็นภาพนั่งเรือชมเมืองและคลอง ก็งามอย่างที่พรรณา  แต่เปรียบไม่ได้กับนั่งเรือชมคลองแสนแสบหลอก...เพราะดำ เหม็น..จ๊ะ

        ก่อนข้ามสะพานอยู่ด้านซ้ายมือจะมองเห็นโบสถ์อีกหลังหนึ่งโทนขาว เป็นจุดเด่น   ทำไมจึงรู้ว่าเป็นโบสถ์เพราะมี “กางแขน” อยู่ด้านบน แต่รูปทรงแปลกกว่าโบสถ์ในแบบรัสเซียทั่วไป ด้วยความสนใจ มองตาสาวเจ้าอีกครั้งหนึ่ง พร้อมซะม้ายไปทางโบสถ์ เธอก็เหมือนรู้ใจ เข้าขาดีเหรือเกิน ชักยังไง ยังไง จะเสียความบริสุทธิ์ เหมือนปลากัดก็ตรงสบตากันบ่อย ๆ เสียละมั้ง

        โบสถ์นี้รูปทรงต่างจากโบสถ์รัสเซียทั่วไป   รูปทรงที่เรียบง่ายแต่มีเอกลัษณ์ เมื่อเข้าไปด้านในก็มีที่นั่งสำหรับร่วมพิธี ต่างระดับสามชั้นเหมือนอัฒจันทร์ดูกีฬา  ขณะเข้าไปมีนักดนตรี กำลังซ้อมเพลงสวดเปียนโน 4-5 คน  เท่าที่ป้ายบอกไว้ว่าโบสถ์นี้ ชื่อ St.Petri แต่เดิมเป็นโบสถ์ที่ตั้งอยู่ในชุมชนต่างชาติ เช่น ชาวดัชท์  ฝรั่งเศส เยอรมัน  ที่เข้ามาประกอบอาชีพและตั้งถิ่นฐานอยู่ในรัชเซียยุคแรก ๆ  ในโบสถ์มีห้องสำหรับเรียนหนังสือ มีนิทรรศการคล้าย ๆ ให้ความรู้ นำภาพเก่า ๆ เกี่ยวกับกิจกรรมในโบสถ์ การเรียนหนังสือ เรียนศาสนาของสมาชิกมาจัดแสดง  เดินกลับออกจะสังเกตทางด้านซ้ายจะเห็นรูปปั้นครึ่งท่อน ที่เขียนไว้ว่า Goethe (พ.ศ.2292-2375) เป็นภาษารัสเซียและเยอรมัน  เกอเธ่ เป็นนักวรรณคดี นักปรัชญา นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ส่วนจะเกี่ยวข้องอะไรกับโบสถ์หรือไม่นั้น บอกไปตามตรงว่าไม่ทราบ หากคนไทยไม่คุ้น ให้นึกไปได้เลยว่าสถาบันเกอเธ่ในเมืองไทย ที่สถานทูตเยอรมัน คือสถานที่เรียน และสอบวัดระดับความรู้ภาษาเยอรมันก่อนที่พี่น้องไทย จะมาเยอรมันนั่นแหละมีที่มาจาก เกอเธ่ ผู้นี้

        เดินต่อมาจะถึงสะพานที่สองข้ามคลองมอยก้า(Moyka) เดินต่อไปอีกเล็กน้อย จะเห็นอาคารขนาดใหญ่ด้านขวามือ จุดสังเกต  คือจะมีคนเดินกันขวักไขว่  มีประภาคารขนาดใหญ่อาคารคณะเสนาธิการทหาร เป็นตึกโค้งทอดยาวอยู่ตรงข้ามกับพระราชวังฤดูหนาว ทรงนีโอคลาสสิค สีเหลือง ตรงประตูทางเข้าเป็นวงโค้งด้านบนมีรถม้าชัยและรูปปั้นหันหน้าเข้าหาพระราชวังเฮอมิทาจ ทั้งหมดออกแบบโดยคาร์โล รอสซี (1775-1849)    

        โอ้โห...เสาหินแท่งใหญ่..Hermitage…จตุรัสพาเลช...พระราชวังฤดูหนาว...

ในที่สุดก็มาถึง Hermitage ขอให้ทุกท่านเข้าไปชมความงามพร้อมกัน.....(โปรดติดตามตอนต่อไป)


แผนที่ของเมือง st.petersburg ที่แสดงให้เห็นถึงผังเมือง ที่ประกอบด้วยคูคลอง รวมทั้งเกาะเล็กเกาะน้อย กับชื่อที่มาของชื่อ "เวนิชยุโรปตะวันออก"

พระเจ้าปีเตอร์มหาราช ผู้สร้างมหานคร St.petersburg อนุสาวรีย์จะอยู่ทางด้านหน้ามหาวิหาร Isac ติดกับแม่น้ำเนวา


คลองในฤดูหนาวช่วงเดือนมกราคม ที่มีน้ำแข็งปกคลุมเสน่ห์อีกแบบของผู้มาเยือน


คลองที่ผ่านกลางเมืองอีกเส้น ที่มองไกล ๆ จะเห็นโบสถ์หยดเลือด หรือในชื่อว่า Church of Our on Spilled  Blood สร้างบริเวณที่พระเจ้าอเลกซานเดอร์ที่ 2 ถูกลอบปลงพระชนม์


อีกมุมหนึ่งของคลองใจกลางเมือง เพื่อยืนยันว่านี่แหละเวนิชยุโรปตะวันออก

ถนนเนฟสกี้ ที่ใคร ๆ ก็เดินกัน





เมื่อโผล่จากสถานีรถไฟใต้ดินกลางเมือง เดินไปสักหน่อยจะพบร้านหนังสือใหญ่กลางเมือง มีหนังสือให้เลือกอย่างคับคั่ง ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับมหาวิหาร คาซาน จุดสังเกตด้านบนหลังคาจะมีลูกโลกอย่างที่เห็น และคนรัสเซียอีกชาติหนึ่งที่ชอบอ่านหนังสือ

วิหาร คาซาน Kazan ศาสนสถานสำคัญอีกแห่งหนึ่งของชาวรัสเซียที่จะเห็นภาพชาวรัสเซียไปจุดเทียน เข้าแถวเพื่อไปยังแท่นบูชา นั่งด้วยการสงบ  ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับร้านหนังสือกลางเมือง

ท่านนายพลยืนเฝ้าหน้าวิหารคาซาน สถานที่ท่านเคยมาสวดมนต์ก่อนออกรบ อาจเรียกได้ว่าอนุสาวรีย์แห่งชัยชนะก็คงไม่ผิด

โบสถ์ St.Petri เป็นโบสถ์ที่ไม่ใช่นิกาย Catheral แบบรัสเซีย ซึ่งเป็นจุดรวมของชาวต่างชาติที่ไม่ใช่รัสเซีย เช่น ดัทช์ ฝรั่งเศส เยอรมัน ในอดีต
 
ภาพบรรยากาศในโบสถ์ St.petri



มหาวิหาร Smolney ศิลปกรรมร่วมสมัยของการเมือง St.petersburg ซึ่งจัดเป็นศาสนสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งที่ผู้เดินทางมาเที่ยวไม่ควรพลาด

โดย โมไนยพจน์

 

กลับไปที่ www.oknation.net