วันที่ พุธ กุมภาพันธ์ 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คุยข่าว-เล่าข่าว ในสายตา blogger


สองเรื่องนี้ลงในคอลัมน์"ออกอากาศ"ของเนชั่นสุดสัปดาห์

ตอนที่ 1 ลงเมื่อสัปดาห์ก่อน

ตอนที่ 2 จะลงสัปดาห์นี้ (แต่ให้คุณๆ อ่านก่อน)

และอยากได้ความคิดเห็นจากคุณๆ ด้วยค่ะ ขอบคุณล่วงหน้านะคะ

คุยข่าวเล่าข่าวกันอีกครั้ง 1

กลุ่มมีเดียมอนิเตอร์หรือโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม ออกบทความเรื่อง "รายการคุยข่าว:ปัญหาทางวารสารศาสตร์" สรุปความโดยย่อ(เพราะเนื้อที่ในคอลัมน์มีจำกัด)ได้ว่า เพราะสังคมรีบเร่ง เวลาติดตามข่าวมีไม่มาก ผู้ประกาศข่าวจึงมีหน้าที่เรียบเรียงและย่อยข่าวสารให้อยู่ในรูปที่รับง่ายกว่า มีเดียมอนิเตอร์บอกว่า สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการพูดคุยมากกว่าการอ่านเลยเป็นปัจจัยส่งเสริมความนิยมให้รายการคุยข่าว

มีเดียมอนิเตอร์พูดถึงเหตุผลการกำเนิดรายการคุยข่าวเล่าข่าวสรุปได้ความว่า เพราะสังคมรีบเร่ง เวลาติดตามข่าวมีไม่มาก ผู้ประกาศข่าวจึงมีหน้าที่เรียบเรียงและย่อยข่าวสารให้อยู่ในรูปแบบที่ง่ายกว่า และบอกด้วยว่า สังคมไทยเป็นสังคมการพูดคุยมากกว่าการอ่านเลยเป็นปัจจัยส่งเสริมความนิยมให้กับการคุยข่าว

มีเดียมอนิเตอร์เขียนสมการไว้ว่า

รายการอ่าน/รายงานข่าว คือ

= ผู้ประกาศ+ข่าว+ด้วยวิธีการรายงาน+ปราศจากอคติ/ความคิดเห็น

= ข้อเท็จจริง-ภายใต้บรรยากาศเคร่งขรึม จริงจัง เป็นทางการ

แต่

รายการคุย/เล่าข่าว คือ

= พิธีกรข่าว+ข่าว+ด้วยวิธีการเล่าเรื่อง+มีอคติ/ความคิดเห็น

= ข้อคิดเห็น-ภายใต้บรรยากาศเป็นกันเอง สบายๆ ไม่เป็นทางการ   

มีเดียมอนิเตอร์กล่าวไว้ในบทความว่า ปัญหาของการคุยข่าวเล่าข่าวในทางวารสารศาสตร์ (ซึ่งดิฉันเลือกสรุปความจากบางข้อหลักๆ) คือ ข้อเท็จจริงและความคิดเห็นจะผสมปนเปกันไป เพราะกลวิธีการเล่าเรื่องจากการทำความเข้าใจ จำ และรับรู้เรื่องราว แล้วแปลงออกมาในรูปความเข้าใจของผู้เล่าซึ่งมีการตีความส่วนตัว จึงเกิดเป็นช่องว่างให้ความรู้สึกส่วนตัวปะปนมากับเนื้อหาข่าว ข่าวจึงไม่ใช่ข่าว แต่เป็นความเข้าใจของผู้เล่าซึ่งอาจมีอคติและความคิดเห็นในเชิงให้คุณให้โทษ 

มีเดียมอนิเตอร์กล่าวอีกว่า การเล่าข่าวมักอาศัยข้อมูลจากหนังสือพิมพ์จึงเป็นการทำลายคุณสมบัติเด่นของสื่อโทรทัศน์เรื่องความสด ทันสมัย ปิดท้ายด้วยข้อที่บอกว่า เกิดภาวะปรสิตในระบบข้อมูลข่าวสาร ทำให้ระบบสื่อสารมวลชนและสังคมไทยไม่พัฒนา เพราะผู้เล่าไม่ต้องรับผิดชอบการทำข่าว เพียงแต่ทำหน้าที่อ่านและรายงาน (จากหนังสือพิมพ์) เมื่อไม่ได้ทำข่าวเองจึงไม่จำเป็นต้องร่วมรับผิดชอบหรือตระหนักต่อความยากลำบากในการทำข่าวที่ต้องลงไปค้นคว้าข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ไม่ต้องลงแรงสืบค้นเอกสาร ภาพถ่าย มิต้องเผชิญกับภาวะอันตรายจากการทำข่าว เพียงแต่ซื้อหนังสือพิมพ์วันละไม่กี่ร้อยก็สามารถทำรายการข่าวและขายเวลาโฆษณาได้นาทีละแสนสองแสน ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการผลิตชข่าว เช่น ข่าวเจาะ ข่าวสืบสวน ข่าวคอร์รัปชั่น ที่ควรแจกจ่ายให้กับทีมข่าวกลับตกไปอยู่ที่ค่าตัวผู้เล่าข่าวผู้คุยข่าวค่าตัวแพงเพียงไม่กี่คน ภาวะปรสิตสื่อนี้ย่อมทำให้ผู้ปฏิบัติงายข่าวโทรทัศน์แบบรายการคุยข่าวเล่าข่าวย่อมขาดความเข้าใจและตระหนักในจรรยาบรรณ จริยธรรมทางวิชาชีพไป หรือคำนึกถึงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

เมื่อไม่ได้ทำข่าวเอง ก็ไม่ตระหนักในจริยธรรมสื่อมวลชนและความรับผิดชอบต่อสังคม เมื่อไม่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม ก็ทำให้สังคมไม่พัฒนาไปในทางที่ควรจะเป็น

ในระบอบสังคมแบบประชาธิปไตย ความหลากหลายของข้อมูลและความคิดเห็น เป็นสิ่งที่จำเป็น แต่หากผู้ชมเปิดหน้าจอโทรทัศน์และเจอแต่รายการคุยข่าวเล่าข่าว ก็ทำให้ผู้ชมขาดทางเลือกในการรับชมข่าวสารข้อเท็จจริงล้วนๆ ไป กลายเป็นสังคมข้อมูลข่าวสารที่มีความคิดเห็นปนเปื้อน บิดเบือน  

การที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์พูดถึงความเป็นห่วงว่ารายการคุยข่าวจะมาชี้นำความคิดผู้คนในสังคมนั้นมีส่วนจริงอยู่ไม่น้อย แต่การแก้ไขปัญหาที่โยนความผิดให้สมาคมวิชาชีพลงมารับผิดชอบนั้น อาจไม่เพียงพอ องค์กรสื่อโทรทัศน์นั่นเองที่ควรรับเอาเรื่องนี้ไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไข เพราะประเด็นปัญหาทางวารสารศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากรายการคุยข่าวเล่าข่าวนั้นไม่ใช่เรื่องที่ "เบาๆ สนุกๆ ไม่ซีเรียส" แต่กลับเต็มไปด้วย "ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคมข้อมูลข่าวสารที่อ่านเปลี้ยและอันตรายในสังคมประชาธิปไตย" รายการคุยข่าวทำให้ผู้ชมเสพติดความคิดเห็น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงอีกต่อไป

ทั้งหมดคือเนื้อหาแบบสรุปความจากการรายงานของมีเดียมอนิเตอร์ที่มีความยาวมากกว่านี้ค่ะ แต่เนื้อที่มีจำกัด จึงจำเป็นต้องเลือกประเด็นและรวบความมาไว้ภายในกรอบให้พอ ซึ่งคุณๆ หาอ่านได้จากเว็บไซต์หลายแห่งนะค

ตัวพิมพ์หนาที่เน้นไว้ในคอลัมน์ครั้งนี้ สัปดาห์หน้าดิฉันจะคุยเรื่องนี้ในฐานะคนข่าว นักข่าว ผู้ประกาศข่าว และพิธีกรข่าวกันบ้างค่ะ

และตอนที่ (2) ดิฉันเขียนไว้ว่า

“คุยข่าว” และ ”เล่าข่าว” กันอีกครั้ง (2)

ชวนคุยต่อจากคราวก่อนที่ดิฉันสรุปเนื้อหาบทความของกลุ่มมีเดียมอนิเตอร์หรือโครงการศึกษาและเฝ้าระวังสื่อเพื่อสุขภาวะของสังคม ในหัวข้อ “รายการคุยข่าว:ปัญหาทางวารสารศาสตร์” ไว้ในคอลัมน์สัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งดิฉันเห็นด้วยในหลายประเด็นแต่ก็เห็นต่างในหลายประเด็นเช่นกัน และดิฉันกล่าวไว้ตั้งแต่ตอนต้นเลยค่ะว่า มุมมองเหล่านี้มิได้อิงจากตำราและทฤษฎีใดทางวารสารศาสตร์ แต่ได้จากการทำงานจริงล้วนๆ...จริงที่การคุยข่าวเล่าข่าวเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีเพื่อนำเสนอข่าวในรูปแบบใหม่ให้น่าสนใจ เข้าใจง่าย และใกล้ชิดผู้ชมมากขึ้น และพบว่าผู้รับข่าวเองก็ต้องการรูปแบบที่เป็นทางเลือกในการเสนอข่าวที่ต่างไป จะเพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตที่เร่งรีบหรือเป็นทางออกของความจำเจก็แล้วแต่ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จในชั้นแรกของการคุยข่าวเล่าข่าว เพราะอย่างน้อยการสื่อสารทำได้จบกระบวนการคือสารถึงผู้รับ

อย่างแรก รายการการอ่าน/รายงานข่าวไม่ได้ปราศจากอคติและความคิดเห็นร้อยเปอร์เซ็นต์ถ้าผู้เสนอต้องการใส่ลงไปในข่าวจริงๆ ซึ่งทำได้แนบเนียนยิ่งกว่าเพราะการนำเสนอดูเคร่งขรึม จริงจัง และเป็นทางการ ในทางกลับกัน รายการคุย/เล่าขาวไม่ได้มีเฉพาะอคติและความคิดเห็นอย่างที่เขียนไว้ในสมการ เพราะเนื้อหาหลักก็คือการเสนอเนื้อข่าวที่เกิดขึ้น ส่วนการบวกความคิดเห็นหรือมากจนกลายเป็นอคติก็พบได้แต่ไม่ทุกกรณีและไม่ทุกคนที่ทำงานเล่าข่าว 

เมื่อความคิดเห็นหรืออคติเกิดขึ้นในข่าว ผู้ชมก็เข้าใจไม่ยากว่าความคิดเห็นหรืออคตินั้นเกิดขึ้นที่ตัวผู้เล่าข่าวไม่ใช่เนื้อข่าว อย่างที่เราก็เห็นกันว่า ผู้คุยข่าว/เล่าข่าวก็มักจะโดนแบ่งข้างจับวางที่ทางให้ว่าเชียร์ใครไม่ชอบใคร (ชัดเจนในการรายงานข่าวการเมือง) ก็มีทั้งคนเห็นด้วยและเห็นแย้ง หรือชอบและไม่ชอบคนเล่าข่าวคนนั้นๆ  

รายการเล่าข่าวบางรายการวางรูปแบบนำเสนอโดยให้พิธีกรข่าวแต่ละคนมีบุคลิกต่างกันเพื่อแสดงความเห็นต่อหนึ่งข่าวต่างกัน เหมือนเป็นตัวแทนของผู้ชมแต่ละกลุ่มได้พูดแทนใจในรายการ ซึ่งบางรายการเวิร์คแต่บางรายการก็ไม่เวิร์ค เพราะคนอาจเชื่อได้ว่าพิธีกรคนนั้นคิดอย่างนั้นเป็นอย่างนั้นจริงๆ และก็จะเป็นตัวพิธีกรที่รับบทหนักต่อกระแสวิจารณ์และต่อต้าน ทั้งที่เขาเองก็อาจไมได้คิดอย่างที่พูดในรายการก็ได้ 

ในคอลัมน์สัปดาห์ก่อนที่ดิฉันเน้นตัวพิมพ์หนาไว้ ขอพูดถึงแบบรวบความเพราะเนื้อที่มีจำกัด เช่น ที่มีเดียมอนิเตอร์กล่าวว่า “อาจมีอคติและความคิดเห็นในเชิงให้คุณให้โทษ” หรือ “สังคมข้อมูลข่าวสารที่มีความคิดเห็นปนเปื้อน บิดเบือน”  หรือ “รายการคุยข่าวทำให้ผู้ชมเสพติดความคิดเห็น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงอีกต่อไป” 

ดิฉันมองว่า ในเบื้องต้นที่เรานำรายการคุยข่าวเล่าข่าวมาใช้ในการเสนอข่าว อาจเกิดข้อห่วงใยที่มีเดียมอนิเตอร์กล่าวบ้าง แต่ไม่ใช่อีกแล้วในตอนนี้ เพราะผู้ชมเองก็เข้าใจและแยกแยะได้ว่ามีอะไรในรายการคุยข่าวเล่าข่าวบ้าง ที่สำคัญเราได้เห็นว่าผู้ชมได้แสดงความคิดเห็นของตัวเองในสื่อยุคใหม่ โดยเฉพาะในอินเทอร์เน็ตหรือแม้แต่บนหน้าจอรายการข่าวผ่านทางเอสเอ็มเอส (ของจริงบ้าง จัดตั้งบ้าง...ก็แล้วแต่) สังคมต้องการการแสดงความคิดเห็น ผู้ชมมีตัวตนมากกว่าเมื่อก่อน เพราะรูปแบบการรายงานข่าวเอื้ออำนวย อย่างแรกที่เราทำสำเร็จคือ คนชมข่าวมากขึ้น อีกอย่างคือ คนมีความคิดเห็นต่อข่าวในสังคมมากขึ้น ที่สำคัญการตรวจสอบข่าวอยู่ในมือผู้ชมนอกเหนือจากนักข่าว และการตรวจสอบสื่อมวลชนก็อยู่ในมือผู้ชมด้วยเช่นกัน 

“ผู้เล่าไม่ต้องรับผิดชอบการทำข่าว เพียงแต่ทำหน้าที่อ่านและรายงาน” หรือ“ขาดความเข้าใจและตระหนักในจรรยาบรรณ จริยธรรมทางวิชาชีพไป หรือคำนึกถึงน้อยกว่าที่ควรจะเป็น” หรือ “ไม่ตระหนักในจริยธรรมสื่อมวลชนและความรับผิดชอบต่อสังคม” ที่เขียนไว้ในรายงานฉบับนี้ดูจะใจร้ายกับคนทำงานอยู่สักหน่อย แต่ดิฉันยังเชื่อว่ามีเดียมอนิเตอร์คงไม่ตั้งใจเหวี่ยงแหตัดสินคนในวิชาชีพนี้ทั้งหมด แต่ก็ต้องปฏิเสธอย่างจริงจังว่า ถ้ามีอย่างที่มีเดียมอนิเตอร์บอกจริง คงเป็นส่วนน้อยมาก และผลงานจะเป็นตัวบอกว่าแต่ละคนยึดมั่นต่อจริยธรรมวิชาชีพและรับผิดชอบการทำงานรับใช้สังคมเพียงใด

ประเด็นสุดท้าย ดิฉันและอีกหลายคนในงานข่าวโทรทัศน์ไม่สนับสนุนให้มีการอ่านหนังสือพิมพ์ในรายการข่าวโทรทัศน์เช่นกัน เพราะนั่นคือข่าวเก่าหลายชั่วโมงมาแล้ว แต่ข้อจำกัดของรายการข่าวเช้า คือ อาจไม่เกิดอะไรขึ้นเลยตลอดคืน ซึ่งก็ต้องรายงานข่าวเดิมเป็นหลัก แต่ก็หนีได้ด้วยการตามความคืบหน้าและเพิ่มรายละเอียดข้อมูลในข่าวนั้น  อีกมุมคือเราใช้หนังสือพิมพ์เป็นส่วนหนึ่งหรือส่วนเสริมได้บ้าง ไม่จำเป็นต้องตัดตอนไปเลย

blogger คิดเห็นว่ายังไงกันบ้างคะ

(ขอบคุณรูปจากคุณWorryAboutYouค่ะ)

 

โดย จอมขวัญ

 

กลับไปที่ www.oknation.net