วันที่ พุธ กุมภาพันธ์ 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นิติรัฐ เจตนารมณ์และจิตวิญญาณของกฎหมาย


นิติรัฐ  เจตนารมณ์และจิตวิญญาณของกฎหมาย

ยามใดที่สังคมมีปัญหาเพราะกฎหมายยื่นมือมาไม่ถึง หรือแม้จะมีเจ้าหน้าที่ (ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองระดับสูง หรือข้าราชการตำแหน่งใหญ่หรือเล็ก) แต่เจ้าหน้าที่เหล่านั้นไม่ทำหน้าที่ที่เหมาะสม หรือไม่ก็อาจจะทำตัวเป็นปัญหาของสังคมเสียเอง ไม่ว่าจะโดยไม่ทำหน้าที่ (nonfeasance) ทำโดยไม่มีอำนาจหน้าที่ (malfeasance) หรือทำหน้าที่โดยมิชอบ (misfeasance) คนไทยเรียกปรากฏการณ์นี้มาแต่โบราณแล้วว่า “บ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป”  ถ้าสภาวะนี้เป็นอยู่ชั่วครู่ชั่วยามก็ไม่สู้กระไรนัก แต่ถ้าเป็นอยู่ยาวนานหรือถาวรก็อาจจะถึงขั้นเป็น “อนาธิปไตย” (anarchy)

ถ้าระบบการเมืองมีผู้ปกครอง ก็ต้องดูว่าปกครองโดยระบอบใด ถ้าเป็นบ้านเมืองสมัยโบราณซึ่งผู้ปกครองเป็นองค์อธิปัตย์ (sovereign)และอยู่เหนือกฎหมาย ผู้ปกครองก็ใช้อำนาจได้โดยแทบไม่มีขีดจำกัด และเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ ผลจะเกิดขึ้นแก่สังคมก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้ปกครองจัดอยู่ในประเภทใด เป็นธรรมราชา (benevolent monarch)  ทรราชย์ (tyrant)  อภิชนาธิปัตย์ (aristocrats)  หรือคณาธิปัตย์ (oligarch) ฯลฯ

ผู้ปกครองหรือรัฐบาลระบบการเมืองสมัยใหม่ โดยเฉพาะระบอบประชาธิปไตยส่วนใหญ่มักจะเชิดชูหลัก “นิติรัฐ” (rule of law) คือหลักที่ปกครองโดยกฎหมาย และผู้ปกครองอยู่ใต้กฎหมาย หรืออำนาจที่ผู้ปกครองใช้จะต้องกำหนดและเป็นไปตามหลักกฎหมาย นั่นหมายความว่า ฐานะของสถาบันกฎหมายได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นหลักหรือกรอบในการทำหน้าที่ของผู้ปกครองแทนที่จะให้ปกครองโดยอำเภอใจ เท่ากับเป็นการสร้างระบบหรือหลักการ (ธรรมาธิษฐาน) ขึ้นมาแทนการยึดตัวบุคคลหรือบุคคลาธิษฐาน ถ้าเรื่องที่ถูกใจไม่ถูกกฎหมายก็ทำไม่ได้ ในทำนองเดียวกัน การทำหน้าที่ตามกฎหมายบางกรณีก็อาจจะฝืนใจของผู้ปฏิบัติ หากบทบัญญัติแห่งกฎหมายรับรองสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคลไว้ ผู้ปกครองซึ่งดูเหมือนจะใหญ่โตเป็นไม้ซุง ก็ย่อมไม่อาจจะละเมิดสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชนซึ่งเปรียบเสมือน “ไม้ซีก” ได้ ฉะนั้น บทบาทของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองไม่ว่าจะเป็นระดับการเมืองหรือราชการประจำในฐานะผู้บังคับใช้หรือปฏิบัติตามกฎหมาย (law execution) พึงปฏิบัติตามหลักนิติธรรม (lawful หรือ legality)  นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ถ้าอยู่ในบทบาทนิติบัญญัติก็จะต้องบัญญัติหรือแก้ไขกฎหมายตามแนวทางที่ท่านพุทธทาสได้ชี้แนวทางไว้ ว่าต้องยึดถือ “ประโยชน์ของประชาชน” เป็นใหญ่

ข้อสำคัญก็คือ คำว่า “ประชาชน”ไม่ใช่ประชาชนกลุ่มหนึ่ง แม้จะระดมกันมาจำนวนมหาศาล แต่หมายถึง “สาธารณชน” หรือประชาชนทั้งมวล การทำหน้าที่ในบทบาทของฝ่ายบริหารก็เช่นเดียวกัน แม้ผลของการดำเนินนโยบายสาธารณะ หรือแผนงานโครงการใดอาจจะเป็นไปเพื่อบุคคลบางกลุ่ม แต่ต้องให้แน่ใจว่า กระบวนการตัดสินนโยบายนั้น ๆ เพื่อบุคคลกลุ่มนั้นเป็นการจัดสรรทรัพยากรโดยผ่านแว่นหรือกรอบอ้างอิงหรือตัวแบบของส่วนรวม

อย่างไรก็ดี วัฒนธรรมหรือพฤติกรรมของนักการเมืองหรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของไทยมีอยู่ไม่น้อยที่เบี่ยงเบนไปจากหลัก “นิติรัฐ” และ “นิติธรรม”  ผู้มีอำนาจมักจะอ้างหลักเหล่านี้ในโอกาสที่ต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติตามคำสั่งหรือความต้องการของตน แต่ในยามที่ตนเป็นผู้ใช้อำนาจ ดูเหมือนจะกลายเป็นหลงลืมหลักการดังกล่าว กลับหันไปใช้ในวัฒนธรรมหรือพฤติกรรมแบบอัตตาธิปไตย (autocracy) หรืออำนาจนิยม (authoritarian)  มีผู้พยายามอธิบายว่าเป็นลักษณะที่ตกทอดมาจากวัฒนธรรมหรือค่านิยมแบบ “เจ้าขุนมูลนาย” หรือ “ศักดินา” สมัยโบราณ นำไปสู่การสร้างเครือข่ายของระบบอุปถัมภ์หรือระบบเครือญาติ (cronyism) ขนาดมหึมา ซึ่งจะเป็นต้นตอของการคอรัปชั่นหรือการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ (abuse) หลากหลายรูปแบบตั้งแต่กรณีเล็กน้อย เช่นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ กฎหมายหรือกรรมวิธีของทางการไปจนถึงการเปิดเผยความลับ การกำหนดหรือล้อคเงื่อนไขหรือคุณสมบัติ (specifications) ในการประมูลหรือรับเหมาโครงการของราชการตั้งแต่ขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ การเป็นเจ้าของหรือมีหุ้นส่วนหรือมีความสัมพันธ์กับนิติบุคคลหรือบุคคลผู้ทำธุรกิจหรือมีนิติสัมพันธ์กับราชการแบบผลประโยชน์ทับซ้อน (conflict of interest) ขึ้นไปจนถึงการแก้ไขระเบียบ กฎเกณฑ์ สัญญาหรือแม้กระทั่งบทบัญญัติของกฎหมายให้เอื้อประโยชน์แก่โครงการหรือธุรกิจที่ผู้มีอำนาจมีผลประโยชน์อยู่ (vested interest)

ฐานะของกฎหมายในระบบการเมืองไทยเป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร (civil law) โดยยึดถือจารีตประเพณีเป็นปัจจัยเสริม คณะผู้พัฒนาระบบกฎหมายไทยสมัยใหม่น่าจะใช้วิจารณญาณเป็นอย่างดีแล้วในการเลือกใช้ระบบกฎหมายนี้ (ทั้ง ๆ ที่กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ องค์บิดาของกฎหมายไทยสำเร็จการศึกษาจากประเทศที่ใช้ระบบจารีตประเพณี หรือ common law) กฎหมายระบบนี้อาจจะช่วยปกป้องสังคมไทยจากปัญหาหลายประการ แต่ก็ไม่ถึงกับปลอดปัญหาไปเลยทีเดียว ผู้ใช้หรือผู้อ่านกฎหมายบางกลุ่มเป็นนักนิตินิยม (legalist) ขนานแท้ ยึดถือบทบัญญัติกฎหมายเป็นค่านิยมสูงสุด และนิยมตีความกฎหมายตามตัวอักษร (letter) ไม่ใคร่สนใจเจตนารมณ์ (spirit) ของกฎหมาย หรือปรัชญาพื้นฐานที่หนุนหลังกฎหมายอยู่ การใช้กฎหมายทำนองนี้อาจจะนำไปสู่สถานการณ์ที่อ่านกฎหมายไม่ครบถ้วน อาจจะยึดมั่นบทบัญญัติบางตอน บางมาตรา บางฉบับ ทั้ง ๆ ตามความเป็นจริงอาจจะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องบัญญัติไว้หลายมาตรา หรือปรากฏในกฎหมายหลายฉบับ แต่แน่นอนที่สุด วิญญูชนหรือสาธุชนทั้งปวงย่อมยอมรับว่าสถาบันตุลาการเป็นแหล่งหรือข้อยุติของข้อพิพาททางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายแพ้หรือชนะคดีก็ตาม

สถาบันตุลาการเป็นเสาหลักหนึ่งใน 3 ประการของบ้านเมืองในระบอบประชาธิปไตยควบคู่กับสถาบันนิติบัญญัติ และสถาบันรัฐบาลหรือสถาบันบริหาร สมาชิกของระบบนิติบัญญัติและระบบบริหารเป็นนักการเมืองผู้ “อาสา” เข้ามาดูแลหรือธำรงรักษาสาธารณประโยชน์ (public interest) ก็สมควรจะทำหน้าที่ให้ได้ตามความคาดหวังของระบบและของสังคม หากมีนักการเมืองที่เขลา คือแยกไม่ออกระหว่างประโยชน์ส่วนรวมกับประโยชน์เฉพาะ หรือคนโกงที่รู้ทั้งรู้ แต่ตั้งใจจะแสวงอำนาจควบคุมสถาบันทั้งสองและใช้อำนาจและอิทธิพลที่ได้มาในการแสวงประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้องวงศาคณาญาติโดยมิชอบ บ้านเมืองย่อมสั่นคลอนหรือระส่ำระสาย ส่วนสถาบันตุลาการประกอบด้วยสมาชิกที่มีวิชาชีพที่เป็นอิสระและไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่ก็ไม่วายที่จะมีข่าวกรณีที่ผู้มีอิทธิพลทางการเมืองและหรือทางเศรษฐกิจพยายามจะสอดแทรกเข้าไปในสถาบันตุลาการ โดยทั่วไป เรามักจะได้ยินได้ฟังเรื่องราวของผู้ผ่านคดีกับศาล ไม่ว่าจะเป็นฐานะโจทก์หรือจำเลย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายชนะหรือแพ้คดี มักจะแถลงยอมรับคำตัดสิน บ้างก็มีความสำนึกในความผิดจากการพิจารณาคดีของตน จะเห็นว่ามีน้อยรายที่ไม่ยอมรับ หรืออาจจะมีบางรายที่ยอมรับแบบภาคเสธ คือยอมรับเฉพาะคดีที่ชนะ แต่ไม่ยอมรับผลคดีที่แพ้

เพื่อยืนยันหรือตอกย้ำถึงความสำคัญของกฎหมายว่าไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือ (tools) เพื่อรักษาระเบียบในสังคม หากแต่วิญญาณ (spirit) หรือความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายเป็นเสมือนเสาหลักหรือหลักเมือง (pillar) ที่ธำรงความอยู่รอดของสังคมไว้ นักต่อสู้เช่นมหาตมะ คานธี, มาร์ติน ลูเธอร์ คิง,เนลสัน แมนเด็ลล่า และอองซาน ซูจี ล้วนได้รับการยกย่องจากโลกว่าเป็นผู้มีอุดมการณ์ เป็นอุดมการณ์ที่สูงส่ง และบุคคลเหล่านี้กล้ายืนหยัดต่อสู้กับอำนาจรัฐเพื่ออุดมการณ์เหล่านั้น นักสู้อีก 2 รายที่ควรจารึกไว้ไม่ได้ต่อสู้เพียงเพื่อพิทักษ์อุดมการณ์ของตน แต่ยอมพลีชีพเพื่อพิทักษ์ความศักดิ์สิทธิของกฎหมายบ้านเมือง

 รายหนึ่งคือโสคราตีส ปรัชญาเมธีชาวกรีกสมัยก่อนคริสตกาล (ปี 470 – 399 ก่อน ค.ศ.) เขาเป็นชาวเอเธนส์ อาณาจักรที่ริเริ่มระบอบประชาธิปไตยเป็นครั้งแรกกว่าศตวรรษก่อนสมัยของเขา อย่างไรก็ดี ในช่วงชีวิตของโสคราตีสเป็นช่วงที่อาณาจักรเอเธนส์เผชิญกับวิกฤติครั้งใหญ่ต่อเนื่องกันหลายครั้ง โดยเฉพาะสงครามเปโลโปนเนเชียนกับอาณาจักรสปาร์ตา โสคราตีสเองก็เคยรับใช้ชาติโดยสมัครเป็นทหารเข้าร่วมรบในสงครามกับสปาร์ตาถึง 3 ครั้ง อาณาจักรประชาธิปไตยเอเธนส์เคยผ่านการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นส่วนหนึ่งของสมาพันธรัฐเดลอส เปลี่ยนแป็นจักรวรรดิเอเธนส์ และเคยมีรัฐบาลสามสิบทรราชย์ปกครองภายหลังเอเธนส์พ่ายแพ้แก่สปาร์ตาเมื่อปี 404 ก่อน ค.ศ. ในแง่ชีวประวัติ บทบาทโสคราตีสที่ชัดเจนคือเป็นนักปรัชญาที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ปฏิบัติการเรียนและสอนความรู้ในที่สาธารณะโดยไม่เรียกค่าตอบแทน (และไม่ปรากฏว่าเขามีรายได้หลักจากแหล่งใด) วิธีการแสวงความรู้อันมีชื่อเสียงของเขา ที่เรียกว่า Socratic method คือการสอบถามและแลกเปลี่ยนวาทกรรมกับคู่สนทนาแบบวิภาษวิธี (dialectic) โดยผลของกรรมวิธีนี้ เขาได้สร้างความรู้สึกเสียหน้าหรือความรู้สึกไม่ดีแก่คู่สนทนาจำนวนมาก  ก่อนที่โสคราตีสจะเสียชีวิตไม่นานนัก เอเธนส์กลับมาเป็นรัฐประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่งในขณะที่โสคราตีสไม่ได้นิยมประชาธิปไตย มีเหตุการณ์ที่ทำให้เขาถูกกล่าวหาต่อศาลประชาชนด้วยข้อหาที่ไม่ชัดเจนนัก คือไม่นับถือเทพเจ้าและมอมเมาเยาวชน แต่ในที่สุดเขาถูกพิพากษาประหารชีวิต โดยวิธีการให้ดื่มยาพิษ ข้อที่น่าสนใจก็คือ ช่วงเวลาที่ได้พิพากษากับช่วงเวลาลงโทษทอดยาวมาก ซึ่งมีทั้งเวลา โอกาสและขบวนการที่จะช่วยเหลือให้หลบหนีไปไม่ต้องรับโทษ ข้อที่น่าสนใจคือวิธีคิด ความเชื่อและความกล้าหาญของเขา ซึ่งประจักษ์จากคำตอบที่เขาตอบแก่พรรคพวกผู้ที่ตั้งใจจะพาเขาหลบหนีว่า “กฎหมายนั้นมีทั้งกฎหมายที่ดีและกฎหมายที่ชั่วร้าย วิญญูชนควรปฏิบัติตามกฎหมายที่ดีและปฏิเสธกฎหมายที่ชั่วร้าย แต่วิญญูชนต้องยอมรับโทษทัณฑ์ของกฎหมายเพื่อรักษาจิตวิญญาณของกฎหมาย (spirit of law) ไว้” [1]

อีกรายหนึ่งคือพันท้ายนรสิงห์ วีรชนคนไทยที่รู้จักกันดี พันท้ายนรสิงห์เป็นข้าราชบริพารตำแหน่งนายท้ายเรือพระที่นั่งของพระเจ้าเสือ หรือสมเด็จพระเจ้าสรรเพชญ์ที่ 8 (พ.ศ.2246 – 2251) ในการปฏิบัติหน้าที่ของเขาในการถือท้ายเรือพระที่นั่งเอกชัยเสด็จทางชลมารคตามคลองโคกขาม (พื้นที่จังหวัดสมุทรสาครปัจจุบัน) ในปี 2247 การทำหน้าที่ของพันท้ายนรสิงห์ทำให้หัวเรือพระที่นั่งชนต้นไม้ ซึ่งตามกฎมณเฑียรบาล นายท้ายเรือต้องมีโทษถึงประหารชีวิต แม้พระมหากษัตริย์จะพระราชทานอภัยโทษ แต่พันท้ายนรสิงห์กราบทูลให้ทรงลงโทษเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิของกฎมณเทียรบาลไว้

คดีเหล่านี้พึงเป็นอุทาหรณ์ของผู้เคลื่อนไหวหรือ ส.ส.ผู้ร่างกฎหมาย (law maker) เพื่อคนส่วนน้อย ผู้บริหาร (implementer) ที่ละเมิดกฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง หรือผู้หลบหนีคดี (the fugitive) เพื่อพ้นผิดว่า เขามิได้ละเมิดกฎหมายหรือหลักการเพียงเล็กน้อย แต่เป็นการบ่อนทำลายหลักการพื้นฐานอันเป็นเสาหลักที่ค้ำยันสังคมไว้ และมีความสำคัญไม่แพ้หลักเมือง



[1] โกวิท วงศ์สุรวัฒน์, บทความใน มติชนรายวัน 22 กุมภาพันธ์ 2549

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

โดย ปฐม_มณีโรจน์

 

กลับไปที่ www.oknation.net