วันที่ พุธ กุมภาพันธ์ 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ซ้อมแผนฉุกเฉินในสถานการณ์จริง ระบบEMS ช่วยเหลือยามฉุกเฉินได้จริงหรือ(พิจิตร)


เมื่อคืนวานนี้ กำลังนั่งทำงานอยู่ที่บ้าน  ได้ยินเสียง "โครม" มาจากหน้าบ้าน  ซึ่งเป็นซอยคอนกรีตตัดผ่านหน้าบ้าน  จึงได้เดินออกไปดู  ห่างจากบ้านไป 100 เมตร  เห็นยายกับหลานบ้านใกล้เคียงกัน กำลังช่วยกันดูรถจักรยานยนต์ที่ตกถนนซอย  ช่วงนั้นเป็นเวลา 3 ทุ่มเศษแล้ว ทำให้มืดมองไม่เห็นว่าใครเป็นใคร  ถามผู้บาดเจ็บที่นั่งอยู่กับพื้นถนน  เดินไม่ได้ จึงรู้ว่าเป็นหลานชายเราเอง  เพิ่งกลับมาจากสากเหล็ก  กำลังจะเข้าบ้าน ซ้อนจักรยานยนต์กันมาสองคน  มาถึงที่เกิดเหตุเกิดชนก้อนหินที่เขาซ่อมประปา แล้วเทคอนกรีตใหม่  นำก้อนหินมาวางอยู่ข้างถนนกันไม่ให้คนขับรถเหยียบคอนกรีตที่เทใหม่   ทำให้หัวเข่ามีแผลลึก แต่ไม่ถึงกระดูก   อีกคนมีแผลถลอกทั่วลำตัว  แต่ไม่สาหัสอะไรมาก

จึงประสานขอรถยนต์ของเพื่อนบ้านนำส่งโรงพยาบาลวังทรายพูน  ระหว่างเดินทางไปโรงพยาบาล  ชุมชนเราจัดตั้ง"ศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยบ้านเนินหัวโล้ "  เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย   จึงคิดว่าน่าจะใช้กรณีนี้ เป็นกรณีทดลองเรื่องการประสานงานกับศูนย์ EMSของโรงพยาบาลวังทรายพูนหรือ EMS จังหวัดพิจิตรดู ซึ่งจะทำให้เราได้รู้ระบบการช่วยเหลือฉุกเฉินด้วย  เลยใช้มือถือกด 1669  เพื่อประสานให้เขาเตรียมเจ้าหน้าที่และรถเข็นรับผู้บาดเจ็บ  ซึ่งเราเองคิดว่าผู้ป่วยไม่มีอาการบาดเจ็บสาหัสอะไร  แต่ก็เดินไม่ได้  เราก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรมากนัก   โทรฯไปตามหมายเลขที่เคยได้ยินเขาโฆษณา "เจ็บป่วย ฉุกเฉิน เรียก 1669 " แต่เสียงที่ยินกลับปรากฎว่าเสียงผู้หญิงที่มารับสายบอกว่า "โรงพยาบาลพุทธฯค่ะ"  ซึ่งหมายถึงโรงพยาบาลพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก  เราเลยงง   เราอยู่จังหวัดพิจิตร  แต่โทรไปติดพิษณุโลก จึงพยายามโทรเข้าโรงพยาบาล 6-7 ครั้ง ก็ไม่มีใครรับสาย

เกิดเหตุ21.35 น. เราใช้เวลาอยู่ในที่เกิดเหตุประมาณ 20 นาที  นำผู้บาดเจ็บขึ้นรถเวลา 21.55 นาที  ถึงโรงพยาบาลวังทรายพูนประมาณ 22.10 นาที  กว่าเจ้าหน้าที่จะออกมารับ หารถเข็น  นำผู้บาดเจ็บเข้าไปนอนรอในห้องฉุกเฉิน ก็ใช้เวลาอีกกว่า 10 นาที ถึงจะเริ่มรักษาราว 22.20 น.  

จากกรณีนี้ ทำให้รู้ว่าเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน  การประสานงานคงไม่สะดวกเหมือนตอนที่เราซ้อมแผนช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างที่เคยซ้อมกัน  เพราะนั้นเรารู้ล่วงหน้า แต่กรณีอย่างนี้เราไม่ได้รู้ล่วงหน้า จึงตั้งข้อสังเกตุสาเหตุที่พบดังนี้     

1.การที่เราโทร 1669 ไปติดที่โรงพยาบาลพูทธชินราชนั้น  อาจเป็นเพราะมือถือที่เราใช้  อยู่ในพื้นที่เสาสัญญาณที่ตั้งอยู่ในเขตตำบลไทรย้อย อำเภอเนินมะปราง  จังหวัดพิษณุโลก  

2.วิทยุสื่อสารลูกข่ายที่เราใช้ ไม่สามารถส่งสัญญาณติดต่อโรงพยาบาลได้ เพราะระยะทางจากที่เกิดเหตุถึงโรงพยาบาลไกลกันถึง 9 กิโลเมตร  กำลังส่งไม่ถึง   

3.ผู้บาดเจ็บกรณีนี้ไม่สาหัส  ญาติจึงไม่ได้เร่งรีบหรือรีบร้อนนัก  แต่หากเป็นผู้ป่วยที่สาหัส  แต่เมื่อเจอกับระบบการประสานงานที่เกิดขึ้นตามที่กล่าวข้างต้น   ผู้บาดเจ็บหรือผู้ป่วยอาจจะเสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล

4.มาทราบภายหลังว่า ที่โทรฯติดต่อโรงพยาบาลไม่ได้ เพราะเมื่อกดเบอร์แล้วระบบจะให้กดหมายเลขภายใน 111 = 3ตัว  แต่เรากด11 แค่ 2 ตัว  เนื่องจากระหว่างที่เรานั่งในกะบะหลังของรถ   ลมพัดแรงมา  จึงได้ยินเสียงจากระบบอัตโนมัติไม่ชัดเจน

ก็ลองคิดในฐานะญาติผู้บาดเจ็บสาหัส ถ้าไม่รู้จะประสานใคร  ทำอะไรไม่ถูก   ผู้บาดเจ็บจะเป็นอย่างไร   

ผมซึ่งต้องบริหารศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยบ้านเนินหัวโล้ ที่ยังไม่มีความพร้อมที่จะรับส่งผู้บาดเจ็บเอง เพราะไม่มีรถฉุกเฉินประจำศูนย์ฯ  แต่ต้องรอรถชาวบ้าน   ซึ่งต้องเห็นใจ  เนื่องจากชาวบ้านที่ผมอยู่  เขาเข้านอนแต่หัวค่ำ  การปลุกในช่วงที่เขากำลังหลับสบาย  จึงต้องล่าช้าหน่อย  ในการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ  จะเรียกรถอนามัย ช่วงกลางคืนก็ปิดทำการ   จะโทรให้รถโรงพยาบาลมารับ  ก็กว่าจะวิ่งเข้ามาที่เกิดเหตุ 9 กิโล  วิ่งออกไปอีก 9 กิโล รวม 18 กิโลเมตร  หากระบบโทรศัพท์ติดขัดอย่างข้างต้น  คงทำให้เสียสุขภาพจิตแก่ญาติผู้บาดเจ็บไม่น้อยเลย   เมื่อไปถึงโรงพยาบาลก็จะอารมณ์เสียได้ 

ระหว่างทาง เมื่อโทรฯเข้าโรงพยาบาลไม่ได้ ก็ลองโทร 1669 พิจิตรใหม่อีกครั้ง น่าจะเข้าถึงตลาดวังทรายพูน(อยู่พื้นที่เสาสัญญาณโทรศัพท์ของจังหวัดพิจิตร) จึงขอให้ช่วยประสานกับโรงพยาบาลวังทรายพูนด้วย ว่ามีผู้บาดเจ็บกำลังเดินทางไปที่โรงพยาบาล ช่วยเตรียมเจ้าหน้าที่และรถเข็นไว้ด้วย   แต่ศูนย์ฯไม่ประสานให้  โดยบอกว่าไปถึงโรงพยาบาล  เดี๋ยวเจ้าหน้าที่เขาช่วยเอง

ซึ่งมันตรงกันข้ามกับความคิดของเรา  ที่คิดว่าถ้าประสานงานให้โรงพยาบาลรู้ล่วงหน้า  เตรียมเจ้าหน้าที่และรถเข็น  รู้รายละเอียดของผู้บาดเจ็บล่วงหน้า  จะช่วยร่นระยะเวลาเตรียการช่วยเหลือให้เร็วขึ้น  จาก 10 นาทีเหลือ 5 นาที  ก็คงดี

ในขณะที่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลอาจจะเห็นผู้บาดเจ็บมารับบริการ ในสภาพการบาดเจ็บที่หนักๆแตกต่างกัน มามากจนเคยชิน  จึงไม่แสดงอาการอะไร  แต่กลับกัน ความรู้สึกของญาติที่เห็นญาติของตัวเองเจ็บปวด  ย่อมห่วงใยกันเป็นธรรมดา  จึงสร้างความร้อนรุ่มในอารมณ์ตลอดเวลา  ดังนั้นผมก็เห็นใจทั้งผู้รับบริการและผู้ให้บริการ

จากกรณีนี้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลวังทรายพูนให้บริการดีพอสมควร 

จากปัญหาทั้งที่กล่าวมาข้างต้นและที่ไม่ได้กล่าวถึง   ทำให้ผมรู้ เข้าใจระบบEMS  1669  มากขึ้น 

ระบบEMS  1669 มีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยเหลือชีวิตผู้บาดเจ็บ  ดังนั้นชาวบ้านเองควรรู้ไว้บ้าง  ชุมชนช่วยกันดูแลช่วยเหลือกันเองบ้าง  ไม่ควรรอให้แต่รัฐมาจัดเตรียมให้ทั้งหมด  ส่วน เจ้าหน้าที่เองก็ควรใส่ใจ เข้าใจหัวอกของญาติผู้ป่วยบ้าง เขาย่อมมีความห่วงใยในญาติของเขาเป็นธรรมดา  มากกว่าการทำงานตามหน้าที่ไปวันๆหนึ่ง   อีกทั้งรัฐควรจัดระบบต่างๆที่เกี่ยวข้องให้สมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ

การที่ผมนำมาเล่านี้ ก็ไม่ได้หวังอะไรมาก  เพียงอยากเห็นระบบEMS ของเราพัฒนา  ชาวบ้านได้รับความพึงพอใจจากการบริการของเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ  มากกว่า จะมาบ่นถึงการบริการที่ขาดความไส่ใจในสภาพจิตใจของญาติผู้บาดเจ็บ  อาจจะบอกได้ว่า ถ้าบริการดี มีน้ำใจ  ผู้ป่วยหายไปครึ่งหนึ่งแล้ว ญาติเองก็มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นไปกว่าครึ่งแล้วเช่นกัน ไม่ต้องหน้าบึ้งใส่กัน  รัฐเองก็ต้องวางระบบให้ง่าย เมื่อเกิดเหตุเจ็บป่วย ฉุกเฉิน ตาสีตาสายายมียายมาสามารถเรียกใช้ได้อย่างทันท่วงที  อีกทั้งชาวบ้านเองก็ต้องเรียนรู้ในการเตรียมพร้อมช่วยเหลือเพื่อนบ้านอย่างสม่ำเสมอ  ไม่จำเป็นต้องให้เกิดเหตุ  ถึงไม่มีอุบัติเหตุหรือสาธาณณภัยเกิดขึ้น  เรียนรู้ไว้บ้างก็ไม่เสียหลาย

จึงถือเป็นการซ้อมแผนในสถานการณ์จริง  ที่ไม่ต้องการให้เกิดบ่อยนัก   ขอบอก

โดย สื่อชุมชน

 

กลับไปที่ www.oknation.net