วันที่ พุธ กุมภาพันธ์ 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

db ถ้าไม่มีความรัก.. 01.2009




<<  ถ้าไม่มีความรัก ข้าพเจ้าก็ไม่มีความสำคัญแต่อย่างใด >>  
     by.. C.Francis   
 

ในจดหมายถึงชาวโครินธ์ นักบุญเปาโลได้สอนเรื่องความรักอย่างเข้มข้น เพราะชาวโครินธ์คิดว่ามีพระพรจากพระจิตเจ้าที่สำคัญกว่าความรัก นักบุญเปาโลรู้ถึงท่าทีของชาวโครินธ์เป็นอย่างดี ดังที่ท่านได้เขียนว่า “ท่านทั้งหลายปรารถนาจะได้พระพรของพระจิตเจ้า” (1คร14:12) ความปรารถนาที่จะได้รับพระพรจากพระจิตเจ้ายิ่งขึ้น เพื่อจะก้าวหน้าในชีวิตจิตก็เป็นสิ่งที่ดี แต่นักบุญเปาโลต้องเตือนชาวโครินธ์ว่า พวกเขาเรียงลำดับความสำคัญของพระพรพิเศษจากพระจิตเจ้าไม่ถูกต้อง เพราะเขาคิดว่าพระพรพิเศษสูงสุดของพระจิตเจ้าคือ “การพูดภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจ”   

ในปัจจุบันนี้ เราเข้าใจยากว่า ทำไมชาวโครินธ์จึงคิดเช่นนี้ เพราะสำหรับเราความหมายของคำว่า “จิต” คือความสำนึกหรือสติปัญญา แต่สำหรับคนโบราณ “จิต” หมายถึง ลมปราณ หรือลมหายใจ เป็นพลังลึกลับที่ผลักดันมนุษย์ ซึ่งชาวโครินธ์คิดว่า “การพูดภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจ” แสดงอย่างชัดเจนว่า เขาได้รับพลังของพระจิตเจ้าผู้ทรงผลักดันมนุษย์ให้ทำบางสิ่งบางอย่างโดยไร้สติไม่คำนึงถึงเหตุผล เขาปรารถนาที่จะได้มีความรู้สึกว่า พลังของพระจิตเจ้าเข้าไปในตัวเขา ทำให้เป็นอิสระจากการใช้เหตุผล พิจารณาความถูกต้องของกิจการที่กำลังกระทำ   

ชาวโครินธ์จึงปรารถนาที่จะได้รับพระพรพิเศษของพระจิตเจ้าในความหมายนี้ และถือว่าการพูดภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจ เป็นการแสดงอย่างชัดเจนที่สุดว่า พระจิตของพระเจ้าสถิตอยู่ในตัวเขา เพราะพระองค์ทรงผลักดันให้พูดจาที่ไม่มีใครเข้าใจ พ้นจากกฏเกณฑ์ของภาษา เป็นภาษาที่ทั้งผู้พูดและผู้ฟังไม่อาจเข้าใจได้ ไม่เป็นภาษาต่างประเทศ แต่เป็นภาษาใหม่โดยสิ้นเชิง เป็นภาษาที่ไม่มีแม้กระทั่งหลักไวยกรณ์   

พระพรของพระจิตเจ้าอีกประการหนึ่งที่ชาวโครินธ์ตีคุณค่าสูงคือ “การประกาศพระวาจา” เพราะเขาถือว่า การกระทำเช่นนี้แสดงว่า เขาอยู่ภายใต้อิทธิพลของพระจิตเจ้าผู้ทรงดลใจให้เขาพูด ในกรณีนี้ คำพูดของเขาเป็นภาษาที่เข้าใจได้ นักบุญเปาโลเขียนไว้ว่า “คนที่พูดภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจ ไม่พูดสำหรับมนุษย์เพราะไม่มีผู้ใดเข้าใจ แต่พูดสำหรับพระเจ้า พระจิตเจ้าทรงดลใจเขาให้พูดถึงเรื่องลึกล้ำ ส่วนผู้ประกาศพระวาจานั้นพูดให้มนุษย์ฟัง เพื่อเสริมสร้าง ตักเตือน และให้กำลังใจ ผู้พูดภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจเสริมสร้างตนเอง ส่วนผู้ประกาศพระวาจาเสริมสร้างพระศาสนจักร “ (1คร14:2-4)    

พระวาจาที่ประกาศนั้นเป็นภาษาที่เข้าใจได้ แต่ในเวลาเดียวกัน ทำให้ผู้ฟังสับสนงุนงง เพราะพูดจากการดลใจของพระจิตเจ้า ไม่เป็นเพียงการพูดตามประสามนุษย์ ดูเหมือนว่าวาจาที่ประกาศยิ่งทำให้ผู้ฟังสับสนงุนงงมากเท่าใด ก็ยิ่งเป็นเครื่องหมายแสดงว่า วาจานั้นมาจากพระจิตเจ้ามากเท่านั้น เมื่อชาวโครินธ์ชุมนุมกัน เขาให้ความสำคัญมากแก่พระพรพิเศษเหล่านี้จากพระจิตเจ้า หลายคนคงจะต้องการประกาศพระวาจา และอีกบางคนพูดภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจ จึงสร้างความวุ่นวายในที่ประชุม ยิ่งกว่านั้น เขาถือว่าพระพรพิเศษ 2 ประการนี้มีคุณค่ามากกว่าความรัก 

เมื่อนักบุญเปาโลพบสถานการณ์เช่นนี้ของกลุ่มคริสตชนที่เมืองชาวโครินธ์ เขาจำเป็นต้องตักเตือนให้แสวงหาความรัก มากกว่าการแสวงหาพระพรพิเศษของพระจิตเจ้า “ท่านทั้งหลายจงพยายามแสวงหาพระพรพิเศษที่ประเสริฐยิ่งกว่านี้เถิด ข้าพเจ้าจะขอชี้ทางที่ดีกว่าให้ท่าน แม้ข้าพเจ้าพูดภาษาของมนุษย์และของทูตสวรรค์ได้ ถ้าไม่มีความรัก ข้าพเจ้าก็เป็นแต่เพียงฉาบหรือฉิ่ง ที่ส่งเสียงอึกทึก แม้ข้าพเจ้าจะประกาศพระวาจา เข้าใจธรรมล้ำลึกทุกข้อ และมีความรู้ทุกอย่าง หรือมีความเชื่อพอที่จะเคลื่อนภูเขาได้ ถ้าไม่มีความรัก ข้าพเจ้าก็ไม่มีความสำคัญแต่อย่างใด แม้ข้าพเจ้าจะแจกจ่ายทรัพย์สินทั้งปวงให้แก่คนยากจน หรือยอมมอบตนเองให้นำไปเผาไฟเสีย ถ้าไม่มีความรัก ข้าพเจ้าก็มิได้รับประโยชน์ใด   

ความรักย่อมอดทนมีใจเอื้อเฟื้อ ไม่อิจฉา ไม่โอ้อวดตนเอง ไม่จองหอง ไม่หยาบคาย ไม่เห็นแก่ตัว ความรักไม่ฉุนเฉียว ไม่จดจำความผิดที่ได้รับ ไม่ยินดีในความชั่ว แต่ร่วมยินดีในความถูกต้อง ความรักให้อภัยทุกอย่าง เชื่อทุกอย่าง หวังทุกอย่าง อดทนทุกอย่าง ความรักไม่มีสิ้นสุด แม้การประกาศพระวาจาจะถูกยกเลิก แม้การพูดภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจจะยุติ แม้ความรู้จะหมดสิ้น เพราะเรารู้อย่างไม่สมบูรณ์ และประกาศพระวาจาอย่างไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อสิ่งที่สมบูรณ์มาถึง ความไม่สมบูรณ์จะสูญสิ้นไป
   

เมื่อข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก ข้าพเจ้าก็พูดจาเหมือนเด็กๆ คิดเหมือนเด็กๆ ใช้เหตุผลเหมือนเด็กๆ แต่เมื่อข้าพเจ้าเป็นผู้ใหญ่ ข้าพเจ้าก็เลิกประพฤติเหมือนเด็ก ในเวลานี้เราเห็นพระเจ้าเพียงรางๆ เหมือนเห็นในกระจกเงา แต่เมื่อถึงเวลานั้น เราจะเห็นพระองค์เหมือนพระองค์ทรงอยู่ต่อหน้าเรา เวลานี้ข้าพเจ้ารู้อย่างไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อถึงเวลานั้น ข้าพเจ้าจะรู้แจ้งเหมือนที่พระองค์ทรงรู้จักข้าพเจ้า ขณะนี้ยังมีความเชื่อ ความหวัง และความรักอยู่ทั้ง 3 ประการ แต่ที่ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใดทั้งหมดคือ ความรัก” (1คร12:31-13:13) 

คำยืนยันนี้ของนักบุญเปาโล เป็นพื้นฐานของชีวิตคริสตชน สิ่งที่มีค่ามากที่สุดคือ ความรัก เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ที่พระเจ้าทรงมอบแก่เรา และเราต้องรับด้วยความรู้คุณ นักบุญเปาโลมีความมั่นใจว่า ความรักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่สำคัญมาก จนกระทั่งเขาชอบพระพรแห่งความรักมากว่าพระพรอื่นใด เช่น ในจดหมายถึงชาวกาลาเทีย นักบุญเปาโลให้ความสำคัญอย่างมากแก่อิสรภาพของคริสตชน เนื้อหาสำคัญของจดหมายก็คือ การปกป้องอิสรภาพของคริสตชนจากผู้ที่ต้องการบังคับทุกคน ให้ปฏิบัติตามธรรมบัติญัติของโมเสส แต่ในตอนท้ายของจดหมายท่านพูดถึงความรักว่า “พี่น้องทั้งหลาย พระเจ้าทรงเรียกท่านให้มารับอิสรภาพ ขอเพียงแต่อย่าใช้อิสรภาพนั้น เป็นข้อแก้ตัวที่จะทำตามใจตน แต่จงรับใช้ซึ่งกันและกันด้วยความรัก” (กท5:13) ดังนั้น อิสรภาพมีความสำคัญรองลงมาจากความรัก เพราะมนุษย์พบอิสรภาพที่แท้จริงในความรัก 

นักบุญเปาโลเคยพูดว่า “แม้ว่าข้าพเจ้าเป็นอิสระ ข้าพเจ้าก็ยอมเป็นทาสรับใช้ทุกคน” (1คร9:19) เป็นความรักที่ชวนเขาให้ยอมเป็นทาสรับใช้ทุกคน โดยแท้จริงแล้ว ผู้ยอมเป็นทาสรับใช้ผู้อื่นเช่นนี้ แสดงว่าเขามีอิสรภาพสุดขีด เป็นผู้ที่ดำเนินชีวิตเพื่อความรัก ยอมรับใช้ผู้อื่นด้วยความรักและรู้สึกว่า ตนเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า ด้วยอิสรภาพเต็มเปี่ยมที่พระจิตเจ้าประทานให้... 

โดย sdcenter

 

กลับไปที่ www.oknation.net