วันที่ พฤหัสบดี กุมภาพันธ์ 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

~::แล้วเราจะพบกัน...ที่อิสตันบูล::~


~::แล้วเราจะพบกัน...ที่อิสตันบูล::~

สัญลักษณ์ธงชาติของประเทศตุรกี

Meet me in Istanbul -- เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาเรื่องแรกในชีวิตการเรียนมหาวิทาลัยของเลฉันเลยก็ว่าได้  แล้วก็เป็นเรื่องที่รู้สึกประทับใจ หากแต่ครั้งนั้นไม่ได้ประทับใจความงดงามของเมืองอิสตันบูลมากนัก ทั้งๆ ที่หนังสือก็พาไปเที่ยวสถานที่สำคัญๆในเมืองอิสตันบูลหลายต่อหลายที่  แต่ฉันก็เลือกที่จะจดจำเรื่องราวของพระเอกกับนางเอกของเรื่อง เรื่องเริ่มต้นจากพระเอกได้พบเจอหนุ่มน้อยชาวเติร์กที่ไปเรียนหนังสือต่างประเทศ และได้กลับมาเยี่ยมบ้าน โดยได้ที่นั่งติดกับพระเอกที่มาเมืองนี้ครั้งแรกเพื่อมาเยี่ยมคู่หมั้น ซึ่งมาทำงานที่อิสตันบูล    ทั้งคู่กลายเป็นเพื่อนคุยระหว่างการเดินทางและกลายมาเป็นคนที่ให้ความช่วยเหลือในการพานางเอกหลบหนี จากการทำงานส่งออกเครื่องตกแต่งบ้าน แต่เบื้องหลังเป็นการลักลอบค้ายาเสพติด

เรื่องราวสนุก จนวางไม่ลง ทำให้ฉันจดจำชื่อเมืองอิสตันบูล ได้เป็นอย่างดี จนบางครั้งรู้สึกได้ว่าเป็นเมืองที่มีเสน่ห์เมืองหนึ่ง โดยแทบไม่รู้จักเมืองนี้ด้วยซ้ำ.....ถ้าจะมีบางคนหลงรูป หลงรักใครทันทีที่เห็นรูป อาการนั้นก็คงเหมือนกันกับที่ฉันได้ยินชื่อเมือง อิสตันบูล เป็นแน่

ไม่นึกไม่ฝันว่าวันนึงฉันจะได้มีโอกาสไปเยือนเมืองแห่งนี้    ฉันแอบดีใจจนเนื้อเต้นทีเดียว (แต่ก็ต้องเก็บอาการไว้หน่อย เกรงว่าจะเป็นอันตราบต่อหน้าที่การงานได้)

อิสตันบูลเป็นเมืองท่าที่สำคัญของประเทศที่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งเอเชียและยุโรป อย่างประเทศตุรกี (ที่สมัยเรียนสับสนกับคำว่าไก่งวงเสมอๆ)

                        

หมอกหนายามเช้าตรู่ ขณะเครื่องบินลงจอดที่สนามบินเมืองอิสตันบูล

เราบินตรงสู่สนามบินเมืองอิสตันบูล ด้วยอาการหลับเป็นตาย  รู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่เครื่องบินต่ำลงเพื่อเตรียมลงจอด รู้สึกได้ถึงความเย็นของอากาศ ยิ่งเห็นหมอกหนาด้านนอกด้วยแล้ว  สภาพอากาศที่ฉันตรวจสอบมา คือ 12 องศานั้น จะเชื่อได้ไม๊เนี่ย ฉันคิดในใจ

และแล้วความหนาวก็มาเยือน เราออกจากสนามบินด้วยแท๊กซี่จากสนามบินไปยังโรงแรมที่เราจองไว้

สองข้างทางเริ่มสว่างขึ้นพอที่จะมองเห็นดอกไม้สีสันสดใสริมทาง รวมถึงเครนยกสินค้าที่ฉันเดาว่าน่าจะเป็นท่าเรือของที่นี่

เรือประมงหลากหลายขนาดจอดอยู่นิ่งในวันที่ทะเลและฟ้าหม่น อากาศหนาว

นกบินเพื่อหาอาหารของมัน แม้ในวันที่อากาศเย็นยามเช้าๆ ที่ใครๆ ก็ยังไม่อยากลุกจากเตียงอุ่นๆ

สภาพภูมิประเทศของอิสตันบูล ค่อนข้างเป็นเนินเขาลูกเล็กลูกใหญ่สลับกันไป รถที่นี่ส่วนใหญ่จึงเป็นรถเกียร์ธรรมดา

ระหว่างทาง ภาพอาคารทรงสูงแบบนี้ มีให้เห็นเป็นระยะๆ แสดงให้เห็นถึงศาสนาอิสลามที่รุ่งเรือง

เราถึงโรงแรมอีกประมาณ 1 ชั่วโมงถัดมา ฉันแอบหลับไปอีกแล้ว หลังจากถือกล้องถ่ายรูปได้ไม่กี่รูป ก่อนอากาศหนาวจะทำให้มือขี้เกียจถือกล้อง เปลี่ยนเป็นกอดอกหลับปุ๋ยอยู่เบาะหลัง ปล่อยให้หัวหน้าฉันคุยกับคนขับรถไป

เมื่อหมอกเริ่มจาง อ่าวมาร์มาราเริ่มเผยโฉมให้เราได้เห็น

แสงแดดแรกหลังหมอกหนา เผยให้เห็นบ้านเมืองสีสันสดใส บริเวณรอบอ่าวแห่งนี้

อีกมุมหนึ่งของห้องพักที่ทำให้เห็นว่า เขตชานเมืองแห่งนี้กำลังพัฒนาด้วยสิ่งก่อสร้างและที่อยู่อาศัย

อิสตันบูล (Istanbul) เป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศตุรกี ซึ่งถูกคิดว่าเป็นเมืองหลวงของตุรกีเสมอๆ เพราะเป็นเมืองใหญ่ และมีชื่อเสียง แต่เมืองหลวงจริงๆ ชื่อ กรุงอังการา 

.

อิสตันบูล ตั้งอยู่บริเวณช่องแคบบอสฟอรัส (Bosphorus) ซึ่งทำให้อิสตันบูลเป็นเมืองสำคัญเพียงเมืองเดียวในโลก ที่ตั้งอยู่ใน 2 ทวีป คือ ทวีปยุโรป (ฝั่ง Thrace ของบอสฟอรัส) และ ทวีปเอเชีย (ฝั่งอนาโตเลีย)

.

ในอดีต อิสตันบูลเป็นเมืองสำคัญของชนเผ่าจำนวนมากในบริเวณนั้น จึงส่งผลให้อิสตันบูลมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไป เช่น ไบแซนเทียม, คอนสแตนติโนเปิล, สแตมโบล เป็นต้น

เมืองไบแซนเทียม(Byzantium) สร้างโดยชาวกรีกเมื่อ 667 ปีก่อนคริสตกาลโดยตั้งชื่อตามกษัตริย์ Byzas เมืองไบแซนเทียมถูกครอบครองและทำลายโดยจักรวรรดิโรมัน

.

ต่อมาจักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราชแห่งจักรวรรดิโรมันได้ย้ายมาสร้างกรุงโรมใหม่ (Nova Roma) ที่ไบแซนเทียม แต่คนส่วนมากมักนิยมเรียกว่าเมือง "คอนสแตนติโนเปิลมากกว่า ในภายหลังจักรวรรดิโรมันตะวันออกที่มีเมืองหลวงคือคอนสแตนติโนเปิลมักถูกเรียกว่า จักรวรรดิไบแซนไทน์ คอนสแตนติโนเปิลเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปยุคนั้น หลังสงครามครูเสดครั้งที่ 4 คอนสแตนติโนเปิลถูกยึดและเผาทำลาย ก่อนจะถูกยึดกลับคืนได้ในภายหลัง

หลังจากล่มสลายของกรุงโรมและจักรวรรดิโรมันตะวันตก คอนสแตนติโนเปิลกลายเป็นเมืองหลวงเพียงแห่งเดียวของจักรวรรดิไบ แซนไทน์ และเป็นศูนย์กลางของศาสนาคริสต์นิกายกรีกออเธอร์ด็อกซ์ โดยมีสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่อย่างเช่น โบสถ์ฮาเจีย โซเฟีย

.

ภายหลัง สุลต่านเมห์เม็ดที่ 2ได้บุกยึดกรุงคอนสแตนติโนเปิล ตัวเมืองได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่อีกครั้งใต้อิทธิพลของวัฒนธร รมแบบมุสลิม ชื่อของเมืองเปลี่ยนเป็นอิสตันบูล ในสมัยของจักรวรรดิออตโตมัน

ตุรกีใช้หน่วยเงินท้องถิ่น เป็น เตอร์กิช ลีรา

ข้อมูลที่หาได้จากินเตอร์เนตที่ฉันถือติดมาด้ว

.

ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ยังเป็นช่วงที่อยู่ในฤดูหนาว ที่นี่เวลาต่างจากบ้านเรา 5 ชั่วโมง ป่านนี้ที่เมืองไทยคงไกล้พักเที่ยงแล้วล่ะ

.

วันนี้หลังจากติดต่องานแล้ว ก็จะเป็นวันเดียวที่ได้สำรวจอิสตันบูล ฉันจดชื่อสถานที่ที่คิดว่าจะต้องไปเยือนมาแล้วด้วย บ่ายนี้แะ อินสตันบูล เมืองในความทรงจำที่พระเอกอุตสาหะตามช่วยเหลือนางเอก...ที่ต้องหลบซ่อนตัวจากผู้ร้ายไปตามสถานที่ต่างๆที่สำคัญ เช่น Blue Mosque , Hagia Sophia ต้องได้ไปเยือนสักครั้ง ฉันหวังเช่นนั้น

.

ธนบัตรเตอร์กิซ ลีรา

 

เอาละ........ได้เวลาตามเรื่องราวของชายหนุ่มที่มาช่วยคู่หมั้นของเขาที่ถูกหลอกให้ลักลอบค้าขายยาเสพติดก็เริ่มขึ้นจากแผนที่ในมือ แท็กซี่คือพาหนะที่ดีที่สุด เนื่องจากอิสตันบูลยังไม่มีรถไฟฟ้า ผู้คนส่วนใหญ่ก็ใช้รถส่วนตัว

.

แท็กซี่ที่เราหาได้บ่ายวันนั้น พูดภาษาอังกฤษไม่คล่อง แต่ก็มีน้ำใจมากที่พยายามเข้าใจเรา และก็ไปส่งได้ถูกที่ซะด้วย

              

                                     สวนสาธารณะที่ต้นไม้ทิ้งใบไปหมด

                

แต่เบื้องล่างมีดอกไม้สีสันสดใส ที่ไม่ทำให้เส้นทางสายนี้ เหน็บหนาว หมองหม่นจนเกินไปนัก

             

.

มารู้ตัวอีกที พวกเราเดินมาผิดทางแน่ๆ เพราะคนเริ่มน้อยลงๆ  เรื่อยๆ อาจจะเป็นเพราะอากาศหนาวมาก ผู้คนก็เลยออกมาเดินข้างนอกกันน้อยและก่อนที่จะเริ่มต้นเดินใหม่    โต๊ะเล็กๆ และหญ้าเขียวๆ ดึงฉันให้เข้าไปดูไกล้ๆ.

.

.

"ตรงนี้มีทะเลด้วยพี่ "ฉันตะโกนบอกหัวหน้าที่ยืนรออยู่ไม่ไก

.

"น่าจะเป็นช่องแคบบอสฟอรัส ที่แบ่งระหว่างเอเชียกับยุโรปไงพี่ "  "ตรงนี้น่าจะเป็นจุดชมวิวได้สวยเลยนะเนี่ย เวลาอากาศดีๆ"

.

.

.

สะพานที่เห็นลางๆ เป็นสะพานที่รถสามารถขับผ่านไปมา ระหว่างทวีปเอเชียและทวีปยุโรป (เท่จริงๆ ขับรถข้ามสองทวีปในระยะเวลาครึ่งชั่วโมง)

.

"ถ่ายรูปแป๊บนะคะ เดี๋ยวตามไป" ฉันบอกพี่หัวหน้า  นี่แหละนิสัยเสียของฉันอย่างนึง ก็คือ การมีโลกส่วนตัวแว้บในการเก็บความทรงจำผ่านทางภาพถ่าย หรือ จากสายตาด้วยการมอง ซึ่งมักจะลืมคนอื่นไปว่า อาจจะไม่ได้ชอบเหมือนเร

." น่า....แป้บเดียวเอง" ฉันเข้าข้างตัวเองเสมอ พร้อมกับรีบเดินตามไป

      

โรงแรมข้างทางระหว่างทางเดินไปยัง Blue Mosque

Blue Mosque ในวันฟ้าหม่น

แล้วเราก็ไปถึงที่หมาย ที่ตั้งใจว่าจะต้องไปชมให้ได้ หนึ่งในนั้น คือ Blue Mosque มัสยิดสุลต่านอาห์เมด ซึ่งเป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในอิสตันบูล เราต้องถอดรองเท้าใส่ถุงพลาสติก เดินหิ้วไปด้วย เนื่องจากข้างในปูพรมถึง 1500 ผืน

ยิ่งใหญ่จริงๆ ถือเป็นมัสยิดที่สวยงามมากๆ ในความรู้สึกของฉัน

บริเวณด้านหน้ามัสยิด เตรียมที่นั่งกลางแจ้งไว้ด้วย สำหรับผู้ที่มาทำพิธีตามศาสนา

ภายในของมัสยิด Blue Mosque ที่ยังใช้เป็นสถานที่ทำพิธีทางศาสนาตามปกติ

        

ตุรกี มีชื่อเสียงในด้านของพรม และเซรามิค 

        

ภายในตกแต่งด้วยหลอดไฟ ทำให้เห็นลวดลายวาดเซรามิคที่นำมาติดผนัง เป็นลวดลายแปลกตา สวยงาม

         

         

อากาศข้างในอุ่นกว่าข้างนอก จนไม่อยากจะเดินออกมาเลย.....แต่ไม่ได้นะ เรายังมันัดกับสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของโลก ฮาเจีย โซเฟีย ที่จะต้องไปเยือนอีกที่

           

เพดานและฝาผนังที่ตกแต่งด้วยเซรามิคที่สวยงาม ที่สุลต่านต้องการทำให้สวย ยิ่งใหญ่กว่า ฮาเจีย โซเฟีย

เราคืนถุงพลาสติกที่ใส่รองเท้าที่ทางออกของ Blue Mosque ก่อนที่จะรีบจ้ำไปอีกฝั่ง เพื่อเยือน ฮาเจีย โซเฟีย ระหว่างนั้นมีคนมาคุยด้วย แล้วก็พยายามจะพาเราไปดูร้านค้าเค้าให้ได้ แต่เราก็ปฎิเสธไป นักท่องเที่ยวน่าจะเจอลักษณะแบบนี้เเยอะหมือนกันเท่าที่สังเกต ก็อาจจะต้องระวังหน่อ

ด้านนอกของฮาเจีย โซเฟีย(Hagia Sophia) หรือ อยา โซเฟีย (Aya sofya) มีความหมายว่า วิสุทธิปัญญา (Holy Wisdom) ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ ครั้งแรกเป็นโบสถ์คริสต์ ต่อมาเป็นมัสยิด ต่อมาจึงโอนเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อไม่ให้เกิดการขัดแย้งกันระหว่าง ศาสนา อยู่ตรงข้ามกับมัสยิด Blue Mosque (ตั้งใจสร้างเพื่อเทียบกันแบบจะๆ)

ความเก่าแก่ดูได้จากอิฐที่นำมาก่อสร้าง

โดมตรงกลางปิดเพื่อซ่อมแซม แต่ภายในฮาเจีย โซเฟีย ก็ยังคงร่องรอยความเจริญของศาสนาได้เป็นอย่างดี

สัญลักษณ์ของศาสนาอิสลามติดบนผนังภายใน

ในขณะที่ภาพวาดพระแม่มารีอยู่ถัดกันไปไม่ไกล ซึ่งถือเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะเห็นในสถานที่อื่นๆ

ภาพวาดพระแม่มารีบนเพดาน และการตกแต่งกระจกแก้วสีภายใน

ภาพวาดตกแต่งภายในที่ทรุดโทรมตามกาลเวลาไป แต่ก็ยังคงเห็นถึงความงดงาม

แสงสว่างยามเย็นจากภายนอกส่องเข้ากระทบซุ้มประตูโค้งของฮาเจีย โซเฟีย ได้บรรยากาศเหงา

โคมไฟรูปทรงแปลกตาให้แสงสว่างและความอบอุ่นภายในอาคาร

ภายในยังเป็นที่แสดงประวัติบุคคลสำคัญและอื่นๆ อีกมากมาย เสียดายที่เรามาใกล้เวลาปิดทำการ

มุมนี้ยังคงคึกคักจากนักท่องเที่ยวชาวจีน ที่มาเสี่ยงทายจากการหมุนมือตนเอง โดยใช้หัวแม่มือเป็นจุดศูนย์กลาง คงนับจำนวนคนเสี่ยงทายได้ยาก หากดูจากวงกลมบนเสาที่เป็นร่องรอยของการหมุน

บรรยากาศภายนอกเย็นยะเยือก

เรารีบเร่งเดินกลับออกมาด้าน แกรด์บาร์ซา หรือ ตลาดขายของที่ระลึก

ตลาดแห่งนี้ช่างคึกคัก ผิดกับด้านนอก คงเป็นเพราะอากาศหนาวเย็น ผู้คนก็เลยเข้ามาช็อบปิ้งกันแทนที่จะไปเดินรับลมหนาวด้านนอก

ตลาดเต็มไปด้วยสินค้า เช่น พรม เซรามิก เครื่องประดับ ผ้าพันคอ แต่พวกเราเริ่มเหนื่อยจากการเดินทาง จึงเดินชมได้ไม่กี่ร้านและตกลงที่จะจบทริปตามรอยพระเอก เพียงเท่านี้ก่อน

ตั้งใจจะเก็บภาพขณะนั่งแท็กซี่กลับ แสงไฟจากบ้านพักอาศัยที่ปลูกสลับกันไปตามเนินเขา สวยงามแปลกตา แต่สภาพแสงน้อย พร้อมกับฝนที่ตกลงมา บวกกับความเหนื่อยล้า ทำให้ฉันได้มีโอกาสถ่ายภาพอีกครั้ง ก็เป็นภาพยามค่ำคืนของเวิ้งอ่าวมาร์มารา จากหน้าต่าง

ฉันนึกถึงตอนจบของเรื่องสั้น meet me in Istanbul พระเอกช่วยนางเอกออกมาจากบริษัทฯ ที่ลักลอบส่งยาเสพติด และได้กลับไปแต่งงานกัน แอบนึกอิจฉานางเอกของเรื่องเล็กๆ ก่อนนึกขำตัวเอง

ฉัน ......ได้แต่หวังในใจ ว่าจะได้มาเยือนที่นี่อีกสักครั้ง

แล้วเราจะได้พบกัน......ที่อิสตันบูล

***************************************************************************************

Recorded by : Rosefinchy

โดย Rosefinchy

 

กลับไปที่ www.oknation.net