วันที่ ศุกร์ กุมภาพันธ์ 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บทความเก๋า เก๋า.. เผื่อเป็นทางออกแก่สังคมไทย.. ปัญหาใหญ่แก้ง่ายเพียงใจตัวเอง (จบข่าว)


ภาพ การจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่น จาก www.japan.so01.com

ได้ยินได้เห็นเรื่องราวในเมืองไทย บ้านเรา หลายปี ต่อมาจนปัจจุบัน...การเมือง สังคม วุ่นวายไม่รู้จบ.. อนิจจา

ในกรุง ฝ่ายการเมืองกับข้าราชการ พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะเอาป่าไปให้คนรวยที่ทำธุรกิจ.. เช่า

คนไม่เห็นด้วย ก็ก่นด่า.. บ่น.. ค้าน... สุดท้ายเป็นอย่างไรก็คงคาดเดาเอาเองครับ.

 มันน่าเจ็บใจนัก กับ คำกล่าวบางคำที่บอกว่า เมืองไทยดีทุกอย่าง เสียดายอย่างเดียว ที่มีคนไทยอยู่..

ไม่อาจเถียงได้เลยกับคำนั้น...

ปัญหาการเมืองดันทุรังทุกฝ่าย.. ปัญหาป่าไม้ จ้องงาบทุกคน..

กฏหมายเหมือนกันนี่แหละ บ้านอื่นเมืองอื่นเขาก็ใช้กันดี.. แต่พอมาเป็นเมืองไทย - คนไทย ก็ ship หายเท่านั้นเอง..

ได้เคยอ่านบทความเก่าๆ ในหนังสือเล่มหนึ่ง นานมาแล้ว

ผมเกิดไม่ทันบทความนั้นนะครับ แต่ ได้มาอ่านทีหลัง รู้สึกดี อ่านง่าย

และมีแง่คิดฝากไว้อย่างสำคัญ ไม่เครียด ไม่กดดัน  แต่ อ่านเพลิน..

ในหนังสือนั้นไม่ได้บอกว่าใครเขียนครับ แต่ ผมเดาว่า พิมาน แจ่มจรัส.. อาจเป็นผู้เขียน

ช่างเถอะ เชิญอ่านดีกว่า

ภาพจาก www.flickr.com

บทความ / ไร้ชื่อผู้เขียน และ ชื่อเรื่อง

จาก / หน้า 5  สยามรัฐรายวัน / 30 กันยายน  2511

   มีกาพย์กลอนของญี่ปุ่นอยู่อย่างหนึ่งเรียกว่า ไฮกุ ผมไปอยู่ญี่ปุ่นได้สามสี่วัน ก็ชักจะแต่งไฮกุเก่ง จะเป็นเพราะมีสันดานกวีหรูหราอะไรอยู่ในตัวก็ไม่ทราบได้

   การแต่งไฮกุนั้นมีหลักการว่าใช้ถ้อยคำน้อยพยางค์แต่ให้ได้เนื้อความมาก เมื่อใคร่ได้อ่านไฮกุซึ่งมีถ้อยคำเพียงไม่กี่พยางค์แล้วก็เกิดมโนภาพไปไกล หรือ เกิดความคิดกว้างขวาง

   เป็นต้นว่า

   " กิ่งไม้ไร้ใบ

     กาจับกิ่ง

     ในยามเย็นฤดูใบไม้ร่วง "

   ญี่ปุ่นเขาว่าดีนัก

   อ่านแล้วมองเห็นภาพความจริงแห่งฤดูใบไม้ร่วง และ เกิดความคิดต่างๆอันกว้างไกล หรือ อีกกลอนนี้ดังต่อไปนี้

   " กบกระโดดน้ำดังต๋อม

   " ฟังเสียงดูซิ "

  ผมฟังๆ เขาว่ากลอนไฮกุแล้ว ผมก็บอกว่า ผมก็แต่งได้ ญี่ปุ่นบอกว่า ไหนลองว่าไป

  ผมเริ่มต้นว่า

  " ฝนตกหยิมๆ

  ญี่ปุ่นเชียร์สะบัด บอกว่าใช่แล้ว ว่าไปให้จบ ผมก็ต่อกลอนว่า

  " ยายขิมเก็บเห็ด "

  ญี่ปุ่นถามว่าจบหรือยัง

  ผมก็บอกว่า ไฮ้ ! จบแล้ว ไม่จบก็ไม่เป็นไฮกุซิว่ะ  ไฮกุของผมมีอยู่ว่า

  " ฝนตกหยิมๆ

   ยายขิมเก็บเห็ด "

  มีถ้อยคำเพียงไม่กี่พยางค์ แต่มีเนื้อความกว้างขวางยาวรีมากมายใครจะสร้างมโนภาพขึ้นจากถ้อยคำเพียงไม่กี่พยางค์นี้ ให้ลึกซึ้งอย่างไรก็ได้

   มองเห็นความยากจนของยายขิมที่เก็บเห็ดในยามฝนตก แทนที่จะนั่งอุ่นสุรากินเล่นเป็นสุขอยู่ในบ้านอันอบอุ่นมิดชิด มองอย่างนี้วังเวงใจดีพิลึก

   หรือมองเห็นความสดชื่นของบรรยากาศในยามที่ฝนพรำ ไร่น่าและป่าดงเขียวชอุ่ม แพรวพราวด้วยเมล็ดฝนที่จับตามต้นไม้ใบหญ้า มีแต่ความงอกงามของชีวิต แสดงออกด้วยเห็ดที่งอกเงยขึ้นอย่างรวดเร็วโดยทั่วไป ขณะเดียวกันก็มีภาพให้ธรรมานุสติ คือภาพความชราของยายขิมออกเดินเก็บเห็ด

   ทำให้มองซึ้งถึงความจริงแห่งชีวิตว่าที่ไหนมีความเกิด มีความงอกเงยแห่งชีวิต ที่นั่นก็มีความชราคอยติดตามลิดรอนการเกิด และ ความงอกเงยนั้นอยู่ตลอดไป

   ผมแต่งไฮกุได้ถึงเพียงนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ญี่ปุ่นเชียร์เป็นบ้า.

   อย่างไรก็ตาม ที่เขียนมาทั้งหมดนี้อยากแสดงให้เห็นสัญญลักษณ์ของญี่ปุ่นอย่างหนึ่ง

   คือความประหยัดที่ได้ผลจริงจัง

   ญี่ปุ่นแต่งกาพย์กลอนก็ประหยัดถ้อยคำ

   ญี่ปุ่นจัดดอกไม้ก็ประหยัดดอกไม้

   จะกินจะนอนญี่ปุ่นก็ประหยัดของกินและที่นอน

   ผลที่เกิดขึ้นญี่ปุ่นก็เจริญก้าวหน้าในทุกทางไม่แพ้ประเทศใดๆในโลก

   ถามผู้หญิงที่ไปด้วยกันว่า ดอกไม้ญี่ปุ่นนั้นจัดสวยหรือไม่

   ได้รับคำตอบว่าสวยที่สุด

   การจัดดอกไม้ของญี่ปุ่นที่พูดถึงนี้ มีขวดปักดอกไม้หนึ่งใบ ดอกเบญจมาศสีม่วงอ่อนสองดอก ใบไม้สามหรือสี่ใบ และกิ่งไม้แห้งๆหนึ่งกิ่ง

   เท่านั้นเอง

   แต่ก็สวยที่สุดจริงๆ

   ถามต่อไปว่าหากกลับไปเมืองไทยแล้วจะจัดอย่างนี้ได้บ้างหรือไม่

   คำตอบบอกว่าไม่ได้ เพราะอยู่เมืองไทยซื้อดอกไม้ทีหนึ่งต้องซื้อมากๆ จะไปซื้อทีละดอกสองดอกก็อายใจ เมื่อซื้อมามากแล้วก็เสียดาย ต้องปักให้หมด

   เลยไม่สวย

ภาพจาก www.flickr.com 

(ต่อ)

   แล้วก็ต้องเสียสตางค์มากด้วย

   สัญญลักษณ์ของคนไทยเป็นแบบนี้

   คือความไม่ประหยัด

   หรือบทจะประหยัดขึ้นมาก็ไม่ถูกที่หรือไม่ได้ผลเป็นที่พอใจ

   เพราะประหยัดไม่เป็นเสียแล้ว มีแต่ฟุ่มเฟือยเป็นปทัสถาน

   ดูคนไทยทำสวนญี่ปุ่นที่กำลังนิยมกันอยู่ในขณะนี้ก็เห็น

   รกเป็นบ้าเลย เพราะคนไทยคิดว่าจะทำสวนญี่ปุ่นก็ไปขน

   เอาก้อนหินมาสองคันรถ กรวดอีกสามคันรถ ต้นไม้อีกครึ่งตลาดนัด

   เครื่องประดับประดาตกแต่งแบบญี่ปุ่นอีกห้าเที่ยวบินของสายการบินเอื้องหลวง

   บุญวาสนามีอีกหนึ่งทำเนียบ และ สองกระทรวงและสามกองบัญชาการ

   ได้มาแล้วก็ใส่เข้าไปจนหมด เพราะเสียดายของ

   สวนญี่ปุ่นก็เลยไม่เกิด

ภาพจาก www.japaneseaesthetics.com

   สวนญี่ปุ่นนั้น หากเขาจะทำสวนก็ใช้หินเพียงสามสี่ก้อน เพื่อนำความคิดให้แล่นไปถึงภูเขา กรวดเรียงรายในเนื้อที่เพียงหนึ่งหรือสองตารางฟุต ทำให้นึกถึงลำธาร ปลูกต้นไม้ประดับเพียงสองสามต้น ทำให้เห็นความเขียวครึ้มของลำเนาไพร และ มีน้ำหยดจากกระบอกไม้ไผ่เล็กๆ ทำให้รู้ว่ามีชีวิต

   ทำสวนเพียงแค่นี้ก็นั่งดูได้เป็นปีๆ ไม่เบื่อเพราะเกิดความสงบทางใจ

   แต่สวนญี่ปุ่นที่ไทยทำนั้นดูเพียงครึ่งเดียวก็เลิกได้ เพราะถ้าไม่เลิกก็จะคลุ้มคลั่งไปได้ง่าย

   ความเจริญของญี่ปุ่น และ ความก้าวหน้าของญี่ปุ่นในทุกทางดูเหมือนจะมีเคล็ดอย่างหนึ่งอยู่ที่ตรงนี้

   ญี่ป่นประหยัดเป็น และ ประหยัดได้ผล

   ส่วนในเมืองไทยเรานั้น ความประหยัดเป็นแต่คำพูดสำหรับสอนคนอื่นให้ประหยัด

   และก็พูดมากสอนมาก จนกลายเป็นการไม่ประหยัดคำพูดไปในตัว

   ส่วนคนที่สอนให้คนอื่นประหยัดนั้น ใช้ชีวิตอย่างไม่ประหยัดเลยให้คนเห็น

   ทำตัวเหมือนสวนญี่ปุ่นในเมืองไทย

   แล้วใครจะไปเชื่อ ?

(จบ)

โดย Hoopoeman

 

กลับไปที่ www.oknation.net