วันที่ อาทิตย์ กุมภาพันธ์ 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ร้อยรสบทกลอน หนังสือรวมกลอนทำมือขนานแท้...ฟันธง


            

วันนี้เป็นวันอาทิตย์ เป็นวันพักผ่อนสบายๆ ทั้งที่พักผ่อนอยู่กับบ้านหรือพักผ่อนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ชีวิตด้วยการท่องเที่ยว  เรื่องที่เขียนวันนี้จึงเป็นการเขียนแบบสบายๆและอยากให้คนอ่านก็อ่านแบบสบายๆไปด้วย  แต่เนื้อหาของข้อเขียนนี้ผสมผเสกันระหว่างเนื้องานและคำนำที่ผมเขียนไว้ในหนังสือทำมือเล่มหนึ่งชื่อ “ร้อยรสบทกลอน” กับความเห็นของผู้จัดจำหน่ายที่เปรียบเสมือนคำนิยมในหนังสือต่างๆนั่นเอง

 เพื่อความเข้าใจอันดีผมจึงจะใช้สัญลักษณ์สี แยกสามส่วนนี้ออกจากกันอย่างนี้ครับ

สีแดง  เป็นข้อเขียนปัจจุบันวันนี้
สีเขียว เป็นความคิด ความเห็น เรื่องบอกเล่า หรือคำนำของผมที่เขียนไว้ในหนังสือนั้น
สีชมพูบานเย็น เป็นผลงานเขียนที่ส่วนใหญ่เป็นกลอนในหนัง
สือเล่มนั้น
สีอื่นๆ(ถ้ามี) เป็นการเน้นหรือขยายความ(ถ้ามี)

สีน้ำเงิน เป็นความคิด ความเห็นที่เปรียบเหมือนคำนิยมของผู้จัดจำหน่าย

 
“ร้อยรสบทกลอน” เป็นหนังสือทำมือขนานแท้ เขียนเองมาแต่เริ่มหนุ่มจนเลยหนุ่มและพิมพ์ต้นฉบับด้วยตนเอง พร้อมจัดเลย์เอ้าท์และงานอารต์เวิร์คที่จำเป็นในการจัดทำรูปเล่มหนังสือที่รวมถึงการหาภาพประกอบ  พิมพ์หรือปรินต์เนื้อหาทั้งเล่ม พร้อม ปกหน้า ปกหลังที่ออกแบบเองทั้งหมด และ สันปก โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คส์และปรินเตอร์เครื่องเล็กๆในบ้าน  แล้วผสมเล่ม   ส่งโรงพิมพ์เพื่อไสกาวเข้าเล่มและอาบยูวีหุ้ม (เฉพาะงานสุดท้ายนี่เท่านั้นที่ไม่ได้ทำเอง) จากนั้นทำการตลาดเองแบบขายตรง  ก็ในแวดวงคนที่รู้จักงานเขียนของผมมาก่อนเป็นหลัก  เพิ่งจะมาเริ่มขยายการตลาดหนังสือทำมือก็โดยผู้จัดจำหน่ายรายนี้ 

แค่ขึ้นต้นนี่ ทำบรรยากาศพักผ่อนสบายๆหายไปแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ ขอโทษครั้งที่หนึ่งครับ
 
และหากข้อเขียนวันนี้ Web.Editor มองว่าเป็นความไม่งาม เป็นการคล้ายโฆษณามากกว่าการมาบอกเล่าความภูมิใจ ความสำเร็จและประสบการณ์การดิ้นรนหาพื้นที่ที่คนเขียนหนังสือเล็กๆคนหนึ่งได้มีที่ที่จะยืน เพื่อพบปะกับคนอ่านที่เขาคาดว่ามีความชอบเหมือนๆเขาอยู่อย่างน้อยก็อย่างหนึ่งคือ รักการอ่านหนังสือ และ โดยเฉพาะเมื่อเป็น หนังสือกลอน ก็เชิญท่าน Web.Editor  ปลดออกได้ตามอัธยาศัย ไม่ว่า ไม่โกรธ แถมขอโทษด้วย (เป็นขอโทษครั้งที่สองครับ)

ผู้จัดจำหน่ายเขียนถึงผมในรูปคำนิยมหนังสือ ไว้ในเวบไซด์ www.author.co.th ค่อนข้างยาวเพราะหลายส่วนอ้างอิงตามคำนำในหนังสือที่ผมเขียนไว้ค่อนข้างยาวอยู่แล้ว หากผมจะมาเขียนอะไรยาวๆตรงนี้อีกก็คงจะยาวกันไปใหญ่ ผมจึงขอขึ้นต้นไม่ยาวนักอย่างนี้ แล้วขอตัดกลับเข้าคำนิยมที่จะแนะนำตัวตนหนังสือ ตัวหนังสือหรืองานเขียน พร้อมตัวตนคนเขียนไว้ในนั้นครบถ้วน ดังนี้ครับ

                                                  

“ร้อยรสบทกลอน”  หนังสือที่มีเสน่ห์และชวนติดตาม  จากชื่อหนังสือที่เห็นก็บ่งบอกตัวตนแล้วว่าเป็นหนังสือรวมกลอน แล้วเสน่ห์ที่ชวนติดตามนั้นคืออะไร ลองดูตั้งแต่ที่มาของชื่อเรื่องที่ “เดชนิยม” ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้อธิบายไว้อย่างนี้ว่า  ๐๐๐ผมตั้งชื่อหนังสือที่ร้อยเรียงไว้หลากหลายเป็นร้อยรสจำนวนถึงหนึ่งร้อยบทกลอนนี้ว่า   “ร้อยรสบทกลอน”(น.๙)๐๐๐

มันอาจจะไม่ใช่เรื่องยากสำหรับนักกลอนระดับแนวหน้าที่จะคัดสรรบทกลอนที่ตนเองเขียนไว้อย่างสละสลวยงดงามจำนวนถึง ๑๐๐ บท มาเผยแพร่ต่อสาธารณชน  แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับนักเขียนสมัครเล่นระดับต้นระดับกลางอย่างแน่นอน  โดยเฉพาะเมื่อในชีวิตประจำวันของคนเขียนต้องเคี่ยวกรำกับงานประจำที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงกับการเขียนหนังสือโดยเฉพาะการเขียนกลอน   เพื่อเอาชีวิตให้รอดในตลาดการจ้างงานที่ต้องการระดับมืออาชีพไปเสียแทบจะทั้งสิ้น  เดชนิยมบอกไว้ถึงช่วงเวลารังสรรค์งานของเขาไว้ในหนังสือนี้ไว้สองช่วงว่า  ๐๐๐ งานเขียนที่จริงจังเริ่มตอนราวเรียนมหาวิทยาลัยปีสอง  แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องสั้นหรือบทกลอนที่ได้รับการคัดเลือกลงตีพิมพ์ใน “บรรณศิลป์” อันเป็นจุลสารรายเดือน  ของชมรมวรรณศิลป์   มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นครั้งแรก   โดยใช้นามปากกา “ดนิย์ ณ วน.” การเขียนต่อเนื่องมาก็ใช้นามปากกานี้สลับกับชื่อและนามสกุลจริงเป็นครั้งคราว  ที่ตื่นเต้นและมีความเป็นมืออาชีพ(เล็กๆ)ด้วยคือเมื่อบทกลอนได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือ “ชาวกรุง” อันเป็นนิตยสารรายเดือนอันแสนจะโด่งดังแห่งยุค เพราะทั้งเป็นปลื้มแล้ว ยังได้รับค่าเรื่องไปจิบเบียร์เย็นๆอีกด้วย...(น.๗)๐๐๐ และส่วนขยายอีกช่วงว่า  ๐๐๐งานเขียนของผมจะแยกตามระยะเวลาเป็นสองช่วงใหญ่ๆ คือเมื่อเรียนมหาวิทยาลัยกับตอนจบมาใหม่ๆ แล้วเว้นว่างไปหรือเขียนอย่างประปรายช่วงกลางคนที่โหมงานหนัก และ กลับมาเขียนอีกครั้งตอนเข้าสู่วัยที่เริ่มแบ่งเบางานให้คนโน้นคนนี้ทำได้แล้ว          ซึ่งทำให้มีเวลาว่างมากขึ้น...(น.๘)๐๐๐  แต่หากพิจารณาลึกในสำนวน ลีลา นัยแห่งเนื้อหาที่มักฝากไว้ในแต่ละบทกลอนแทบจะไม่พบความแตกต่างกันไปตามช่วงเวลาแห่งการเขียนที่ห่างกันยาวนานนั้นแต่อย่างใด  นี่เป็นเสน่ห์อย่างที่หนึ่งที่คนอ่านจะไม่เกิดอาการสะดุดอารมณ์  และนี่เป็นสิ่งยืนยันกับเราได้ว่ากาลเวลาไม่อาจกลืนกินอารมณ์และแนวเขียนของคนเขียนหนังสือเล่มนี้เลยแต่อย่างใด ลองดูบางวรรค บางตอนของบทกลอนที่เขียนในวัยที่แตกต่างกันนับสิบๆปีดูเถิด     แทบไม่พบถึงความแตกต่างใน   ลีลา สำนวน ลูกหยอด ลูกอ้อน แต่อย่างใดเลย

                     เจ้าพระยา...                          เทียบกับ        จากวันนั้นจนวันนี้สามปีกว่า     
                     กว้างเกินกว่าชลาลัยในทุกที่                         รักไม่เคยคืบหน้าไปถึงไหน
                     ส่งความรักข้ามธารมานานปี                        รักเขาข้างเดียวเปล่าเปลี่ยวใจ
                     ยังไม่มีทีท่าว่าถึงเธอ                                    เจ้าชังพี่ใช่ไหม? สาวสีชัง

          (จากบางเขน(ไม่)ถึงศิริราช ๒๕๑๕ น.๙๑)            (สีชัง..เจ้าชังพี่จริงฯ  ๒๕๕๑ น.๗๙)

                                                                     หรือ

                   น้ำแม่น้ำแห้งขอดทุกคอดคุ้ง         เทียบกับ      ลมแล้งเหลืองเรืองรองสองฝากฝั่ง
                   ทั่วท้องทุ่งดินแข็งระแหงเกลื่อน                     น้ำขอดคลองขุ่นคลั่งเกือบทั้งสาย
                   ระยับแดดแผดจ้ามานานเดือน                         ข้าวสีทองค้างนาบ้างเพียงบางราย
                   และเหมือนเหมือนแล้งถึงก้นบึ้งใจ                   ดินแตกระแหงลายจรดปลายนา

                  ไอร้อนกร้าวผ่าวผ่านจนกร้านผิว                      แดดระยับร้อนผ่าวราวจะย่าง
                  แสบสยิวยิ่งอย่างย่างจะไข้                              แผดเผาร่างเนื้อหนังมังสา
                  ราวโรคแปลกแทรกซ้อนร้อนนอกใน                หน้าร้อนร้อนเร่าใกล้เข้ามา
                  และร้อนไปทุกผู้หมู่ชาวนา                              คำนึงนึกคุณค่ามหาสงกรานต์

                 วันสงกรานต์ผ่านไปจนไกลลับ                          เช้าใส่บาตรทำบุญรู้คุณพระ
                 กระแจะจับรอยด่างตรงข้างฝา                        สายหน่อยจะขนทรายถวายท่าน
                 กลิ่นน้ำหอมปลอมปนสุคนธา                           สรงน้ำพระ บ่ายเล่นน้ำเริงสำราญ
                ตามเนื้อตัวหน้าตานั้นราโรย                             รดน้ำพ่อแม่ท่านยามย่ำเย็น

               (สิ้นเดือนแปด  ๒๕๑๔  น.๖๒)                      (สงกรานต์ที่ผ่านไป  ๒๕๕๑ น.๑๓๒)    


            เสน่ห์เล็กๆอีกอย่างหนึ่งในบทกลอนของเดชนิยม คือ การซุกซ่อนบทหยอกเอินคล้ายบทอัศจรรย์ตามอารมณ์ชายไว้อย่างแอบเร้นในบางครั้ง แต่ละเมียดละไม เบาหวิว จนแทบไม่รู้สึก อย่างเช่น

                                         หลับเถิดเจ้างามพร้อมในอ้อมอก
                                         ทับสะทกสะท้านสั่นเดี๋ยวมันหาย
                                         ลมและฝนเริ่มซาเริ่มคลาคลาย
                                      ...แต่พี่ก่ายกอดน้องอีก อาจพรูพรำ... 

                                        (เพลงรักเมื่อคืนฝนตก น.๕๘)

                                         วันวานนี้พี่อ้อนขอนอนตัก
                                         มืออาจต้องของรักเจ้าขวักไขว่
                                         เจ้าไม่เคยจึงงันงกเพราะตกใจ
                                         ทั้งผลักใสแล้วดิ้นจนสิ้นแรง
                                         และ
                                         รักรัญจวนป่วนปั่นเช้ายันค่ำ
                                         ดื่มด่ำ ดูดดื่ม ลืมตาฝัน
                                         รักเอ๋ย เอ่ยพร่ำ รำพัน
                                         สรวงสวรรค์ลอยคว้างกลางลานดิน

                                         (รอยรัก รอยอาลัย  น.๖๐-๖๑)

 ความเรียบง่ายของภาษาและสัมผัสสละสลวย เป็นลักษณะเฉพาะตัวอีกอย่างหนึ่งของเดชนิยม   บทกลอนทั้งหมดไม่มีคำที่หวือหวา   หลายคำแทบเป็นภาษาพูด    แต่สัมผัสที่กลมกลืนทั้งสัมผัสนอกสัมผัสใน  และ   สัมผัสรูป(อักษร) สัมผัสเสียง(สระ)    ผสานกับความสามารถที่ทำให้เห็นภาพและจูงใจให้เกิดจินตนาการ ส่งให้ความเรียบง่ายไม่ด้อยค่า หากกลับเป็นเสน่ห์ที่ทำให้รักงานของเขาได้โดยไม่ทันตั้งใจ  ลองดูจากบางวรรค บางบท เหล่านี้แล้วลองถามตัวเองว่ามีคำที่ยากๆอยู่บ้างไหม?
 
                                          แสนเสียดายคืนวันอันอ่อนหวาน
                                          เหมือนวันวานหวานสนิทติดตาเห็น
                                          ต้องตายจากทั้งทั้งที่ยังเป็น
                                          ต้องซอกซอนซ่อนเร้นไม่เห็นกัน

                                          ถ้ารู้เหล้ารสหวานวันงานเลี้ยง
                                          ร้ายแรงเพียงยาพิษไม่ผิดผัน
                                          ถึงประหารรักร้างลงกลางคัน
                                          จะไม่แตะต้องมันจนวันตาย

                                          (แก้ว   น.๓๕)

                                          หรือ
                                           เพราะรักป่ารักถิ่นดินทุกก้อน
                                           จึงซอกซอนรกพงฝ่าดงหนาม
                                           โดนข่วนขีดกรีดผิวริ้วเลือดลาม
                                            เคยแอบถามหัวใจ...ใครจะซับ?

                                           ( เดียวดาย  น.๓๗ )

                                           หรือ 
                                           เจ้าคงลืมนาร้างลอมฟางข้าว
                                           ลำธารที่ทอดยาวเจ้าลืมสิ้น
                                           ลืมฝนแรกที่ให้กลิ่นไอดิน
                                           เจ้าทิ้งถิ่นเรือนชานบ้านของเรา

                                           ( แก่งคอย  น.๕๑ )

                                           หรือ
                                           ปลาเล็กเล็กว่ายระหว่างกลางโขดหิน
                                           นางนวลบินเคล้าคู่คอยสู่สม
                                           ปูลม วิ่งวนคว้างอยู่กลางลม
                                            ก่อนเซซมซุกทรายใต้ทะเล

                                           ผืนทรายเรียบแน่นนิ่มตรงริมน้ำ
                                           ขุยหอยย่ำขยุกขยักรอยหักเห
                                           กระดองหอยหักป่นอยู่ปนเป
                                           เป็นมนต์ขลังและเสน่ห์ทะเลไทย

                                          ( หาดวนกร...ทะเลที่ไม่เคยหลับ   น.๘๐)


แต่หลายครั้งเมื่อมีจังหวะ เดชนิยมก็เล่นคำซ้ำที่คนเขียนกลอนมักเรียกกันว่า “เบิ้ลคำ” พร้อมเลือกใช้คำที่มีเสียงกระแทกกระทั้นสองพยางค์สามพยางค์(โดยเฉพาะคำเก่า)อย่างน่าสนุก  และอาจแถมด้วยการส่งสัมผัสแบบพยางค์ต่อพยางค์กันเลยก็มี

                                          เพราะใจรักกาพย์กลอนอักษรสวรรค์
                                          ถักทอฝันรุ้งพรายหลากหลายสี
                                          ด้วยป่านใยแพรวพรรณวรรณกวี
                                          ดั่งดนตรีประโคมประโลมใจ

                                         (โปรยนำเล่ม  น.๔ )

                                         หรือ
                                         พระทรงฉัตรทรงธรรมทรงนำราษฎร์
                                         ทรงเปรื่องปราชญ์ศาสตร์และศิลป์สิ้นทุกสาย
                                         ทรงนำรัฐก้าวรุดด้วยกุศโลบาย
                                          เพราะพระหมายไทยทั้งสิ้นอยู่กินดี

                                         พระเนตรทอดทั่วไทยในทุกหน
                                         พระกรรณสดับทุกข์ปวงชนในทุกที่
                                         พระบาทย่ำเยือนไปในปฐพี
                                         พระหัตถ์ชี้แสงสว่างนำทางไทย

                                         ( ภูมิพลมหาราช  น.๑๗ )

                                         หรือ
                                         ฟังเสียงครวญ สังคีต ประณีตนัก
                                         เสียงซอชักสุดสายคล้ายสะอื้น
                                        ปี่คลอขับคนตรมล้มทั้งยืน
                                        ไม่อยากฝืนบรรเลงเพลงบังใบ

                                        ( บังใบ  น.๕๖ )

                                        หรือ
                                        เพราะเพียงแต่เท่านี้เท่าที่เห็น
                                       สวยเย็นเย็นไม่พิมพ์ใจเอาไปฝัน
                                       ทั้งน้ำคำกิริยาก็สามัญ
                                       คนยังขันแข่งเข้าเฝ้าแย่งชิง


                                       คอยติดตามถามไถ่เอาใจเจ้า
                                      ข้าต้องเฝ้าแข่งขันมันทุกสิ่ง
                                      รู้ว่าเจ้า รู้ว่าใคร จริงไม่จริง
                                      ยังแอบกริ่งเกรงเจ้าหลงเขาลวง

                                      ถ้าเจ้าสวยเทียมดาวราวสมมุติ
                                      ข้าคงสุดจะตามไปห้ามหวง
                                       เทพบุตรคงรอคอยคลอควง
                                       ถึงทักท้วง
คงสิ้นมนต์ คนสามัญ

                                       ( ยินดี  น.๕๙ )

                                       หรือ

                                       ปีนี้หนาวเอาการหนาวนานด้วย
                                       ดอกไม้สวยสุขสมโต้ลมหนาว
                                       ทั่วใบดอกชุ่มฉ่ำน้ำค้างพราว
                                       สายหมอกขาวโอบอ้อมล้อมมาลี

                                       มวลไม้ดอก ไม้ใบ และ ไม้หอม
                                       ต่างพร้อม แข่งขัน ประชันสี
                                       ประชันกลิ่นแก่กลุ่มภุมรี
                                       ประดังคลี่ เกสร วอนผึ้งชม

                                     ( ลมหนาว...สาวครวญ  น.๑๐๖ )


                                     หรือ

                                    เป็นอดีตที่ปรึกษาวรรณศิลป์
                                   ขีดเขียนไว้ในแผ่นดินอันศักดิ์สิทธ์
                                   ทั้งร้อยแก้วร้อยใจในมวลมิตร
                                   และร้อยกรองที่ประดิดประดอยคำ


                                   ทั้งไม่ลืมแรกรักประดักประเดิด
                                   เธอดีพร้อมสุดประเสริฐสวยคมขำ
                                   แต่บทจบเป็นอย่างไรไม่อยากจำ
                                   วิบากกรรม..คิดขึ้นมา..น้ำตาคลอ

                                   ( อัตตประวัติ  น.๑๙๑ )

 เสน่หารองสุดท้ายที่มีต่อหนังสือ   “ร้อยรสบทกลอน”   คือความรัก ความผูกพันใน “หนังสือ” ของคนเขียนและทำหนังสือนี้ ที่จบด้วยความลงตัวสมรักของทั้งคนที่เขียนและคนที่ทำ เพราะความที่เป็นคนๆเดียวกัน และน่าจะลงตัวสมรักไปถึงผู้อ่านด้วยเพราะคนเขียนและคนทำหนังสือนี้เป็นนักอ่านตัวยง  จึงน่าจะเข้าใจหัวอกหรือความต้องการ “หนังสือดี” หรือ “หนังสือที่ถูกใจ” เพื่อให้เป็น “หนังสือที่มีคุณค่า” ในความรู้สึกของคนอ่านเป็นอย่างดี

 เดชนิยมถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกในการทำหนังสือเล่มนี้ของเขาไว้บางช่วงบางตอน อย่างนี้
 
 ๐๐๐......ชีวิตของแต่ละผู้คนมีสิ่งที่รักและผูกพันมากน้อยแตกต่างกันไป  หลายครั้งแตกต่างไปตามช่วงเวลา อายุอานาม และบริบทแวดล้อม  สำหรับผมสิ่งที่รักและผูกพันตลอดเวลาที่ผ่านมาเนิ่นนานพอควรในสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่หลากหลายอย่างหนึ่งนั้น คือ   “หนังสือ”
 

  ผมผูกพันกับหนังสือในหลายมิติ       มิติแรก ที่คนส่วนใหญ่ผูกพันสัมผัสเหมือนๆกัน คือ “การอ่านหนังสือ”  ผมรักการอ่านมาตั้งแต่เล็ก ทั้งหนังสือเรียนของตัวเอง หนังสือเรียนของพี่ๆ  หนังสือของพ่อ   รวมถึงหนังสือของคนอื่นที่ชอบพอคุ้นเคยกันซึ่งพอจะหยิบยืมได้  ผมจึงได้อ่าน   “ขุนศึก” ของ ไม้เมืองเดิม “ผู้ชนะสิบทิศ” ของ ยาขอบ  ที่เป็น อมตะนิยายขนาดยาวของนักเขียนนามอุโฆษมาตั้งแต่อายุเพียงแค่สิบขวบเศษ  โตขึ้นมาอีกนิดทั้งที่ยังไม่เกินมัธยมปลายหรือระดับเตรียมอุดมศึกษา  ผมก็ผ่านหนังสือของนักเขียนแห่งยุคสมัยมามากมายพอควร เช่น หนังสือของ รัตนะ ยาวะประภาษ  อรวรรณ  อรชร  พนมเทียน  เศก ดุสิต  รงค์ วงษ์สวรรค์ ชอุ่ม ปัญจพรรค์ อาจินต์ ปัญจพรรค์  และอีกมายมาย

      ฯลฯ
 
  มิติที่สอง
ที่ผมผูกพันและสัมผัสกับหนังสือ คือ  “การทำหนังสือ” ผมเริ่มหลงใหลกลิ่นหมึกและเสียง “ฉับแกระ” ของแท่นพิมพ์มาตั้งแต่ครั้งเรียนอยู่มัธยมปลายที่โรงเรียนสวนกุหลาบฯเพราะตามเพื่อนและพี่ไปส่งต้นฉบับหนังสือ “สมานมิตร”ที่โรงพิมพ์ และช่วยนั่นนี่ตามที่สาราณียกร(น่าจะเทียบได้กับบรรณาธิการ)หรือสต๊าฟจะสั่ง เริ่มแต่งานที่ง่ายที่สุดคือซื้อโอเลี้ยงขึ้นไปนั่นเทียว

  “การทำหนังสือ”  ที่ถือเป็นช่วงงานเข้าผมเต็มๆเกิดขึ้นเมื่อเข้าเรียนระดับอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อันนับเป็นมหาวิทยาลัยบ้านนอกแห่งกรุงเทพฯเมืองฟ้าอมรยุคนั้น การไปโรงพิมพ์เป็นการ “เข้ากรุงเทพฯ”อย่างแท้จริงของชาวบางเขนและถือเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตประจำวันโดยเฉพาะนิสิตที่เป็น “สิงห์(สิง)หอ” นั่นทีเดียว และบทบาทในการทำหนังสือของผมเริ่มอย่างเต็มตัวและมีชีวิตชีวาเอาเมื่อตอนขึ้นปีสอง เพราะตอนอยู่ปีหนึ่งเวลาทั้งหมดต้องมอบให้กับการ(ถูก)รับน้องและปรับตัวเองเข้ากับระบบโซตัส(SOTUS : Seniority Oderity Tradition Unity Spirit)ที่เข้มข้นมากที่บางเขนวันนั้นและยิ่งทบทวีคูณเมื่อเป็นคณะวนศาสตร์ที่ผมเลือกเรียน เพราะมีแต่ผู้ชายล้วนๆ ไม่มีอะไรที่ต้องบันยะบันยังกันแต่อย่างใด  จึงโหดและหินอยู่ในใจมาจนวันนี้

      ฯลฯ

การจัดภาพประกอบซึ่งการพิมพ์งานที่เป็นรูปภาพทั้งปวงนั้นยุ่งยากพอควรในยุคนั้นเพราะต้องส่งช่างกัดบล็อกก่อน  ว่ากันเป็นรายสี  พิมพ์สี่สีก็ต้องมีถึงสี่บล็อก และไปจบงานสุดท้ายที่โรงพิมพ์ที่จะมีงานตรวจปรู๊ฟกับต้นฉบับตั้งแต่ปรู๊ฟในขั้นงานเรียงพิมพ์และงานปรู๊ฟหน้าแท่น(พิมพ์) เป็นหลัก  การให้สีภาพก็เป็นอีกงานสำคัญของงานส่วนโรงพิมพ์โดยเฉพาะในหนังสือที่จะออกมาเป็นหนังสืออนุสรณ์ต่างๆเช่นกัน

     ฯลฯ
  
 ตบะค่อยแก่กล้าขึ้นเมื่อขึ้นสู่ปีสามที่ได้รับการคัดเลือกเป็นสาราณียกรคณะวนศาสตร์ รับผิดชอบการจัดทำหนังสือที่ระลึกการรับน้องคณะในงานวิ่งประเพณี ๑๒ กิโลเมตรจากดอนเมืองมาถึงคณะฯที่บางเขนที่เป็นที่ตั้งขณะนี้และอีกครั้งคือการวิ่งประเพณี ๑๕ กิโลเมตรจากหน้าคณะวิศวกรรมชลประทานสมัยนั้นที่เรียนอยู่ที่ปากเกร็ดซึ่งเป็นที่ตั้งของกรมชลประทาน ปากเกร็ด อยู่ในปัจจุบัน  (พวกวนศาสตร์เลยบ้าวิ่งกันเกือบจนเกือบเป็นนิสัย)  และ ตบะหรือทักษะในการทำหนังสือนี้มาเพิ่มยิ่งขึ้นเมื่อก้าวขึ้นเป็นนิสิตปีที่สี่ที่ได้เป็นสาราณียกรของมหาวิทยาลัย รับผิดชอบในการจัดทำหนังสือ “พระพิรุณ” ที่เป็นหนังสืออนุสรณ์ในการรับน้องใหม่ของมหาวิทยาลัย  และที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งคือการเป็นสาราณียกรหนังสือบัณฑิตรุ่นที่ ๒๖ แห่งมหาวิทยาลัยนี้

 โรงพิมพ์ที่เป็นที่พิมพ์หนังสืออนุสรณ์เลื่องชื่อในยุคที่เป็นผมนักทำหนังสือรวมตัวกันอยู่ย่านถนนเฟื่องนครและละแวกข้างเคียง  ที่โด่งดังมากๆน่าจะเป็น อักษรสัมพันธ์ กรุงสยาม และ อักษรสมัย เป็นต้น    ใกล้พลบนักทำหนังสือเลิกเรียนทยอยมาถึงโรงพิมพ์กันคลาคล่ำ  เว้นแต่พวกที่มาจมอยู่ทั้งวันเพราะหนังสือจะออกในวันนี้วันพรุ่ง  แต่ละคนมาจากหลากหลายสถาบันได้พบปะและรู้จักและร่วมสรวลเสเฮฮากัน ตามประสาคนที่ชอบอะไรเหมือนๆกัน ชอบทำหนังสือ ชอบเขียนหนังสือ ชอบกินเหล้า ชอบเที่ยวสาว  อะไรทำนองนั้น  ผมได้สัมผัส ขรรค์ชัย  สุจิตต์  เรืองชัย  หรือรุ่นเดอะอย่าง อาจินต์  รงค์  จ่าง  ก็ย่านนี้แหละ

      ฯลฯ
 
ส่วนอีกมิติที่เป็น มิติที่สาม สุดท้าย ที่ผมรักและผูกพันกับหนังสือ คือ “การเขียนหนังสือ”  ซึ่งที่มาคงเพราะ “การอ่านหนังสือ”  นั่นเป็นแรงบันดาลใจ  ส่วน “การทำหนังสือ” นั้นเป็นเหมือนการเติมเต็มในช่องว่าง  ให้ได้สิ่งที่รักอันตรงใจ  ทั้งเป็นอุปการคุณแก่การ “การเขียนหนังสือ”  ของตัวเองเพราะได้ซึมซับอรรถรสหลากหลาย ระคนด้วยความตื่นเต้นจากการสัมผัสเนื้อหาต้นฉบับของนักเขียนชื่อก้องที่ชื่นชอบซึ่งเจาะจงไปขอเรื่องมาลงพิมพ์เป็นคนแรก   และหนังสือนั้นยังมีรูปลักษณ์งดงามที่สรรค์สร้างขึ้นตามที่ใจปรารถนาไปพร้อมๆกันด้วย
     ฯลฯ 
งานเขียนที่จริงจังเริ่มตอนราวเรียนมหาวิทยาลัยปีสอง แต่ก็ไม่แน่ใจเช่นกันว่าเป็นเรื่องสั้นหรือบทกลอน  ที่ได้รับคัดเลือกลงตีพิมพ์ในหนังสือจุลสารบรรณศิลป์ ของชมรมวรรณศิลป์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นครั้งแรก  โดยใช้นามปากกา  “ดนิย์ ณ วน.”   การเขียนต่อเนื่องมาก็ใช้นามปากกานี้สลับกับชื่อและนามสกุลจริงเป็นครั้งคราว  ที่ตื่นเต้นและมีความเป็นอาชีพด้วยคือเมื่อบทกลอนได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร “ชาวกรุง” อันเป็นนิตยสารรายเดือนอันแสนจะโด่งดังแห่งยุค    เพราะทั้งเป็นปลื้มแล้วยังได้รับค่าเรื่องไปจิบเบียร์เย็นๆอีกด้วย
 
 
เมื่อเรียนหนังสือจบและเข้าทำงานที่กรมป่าไม้   ได้ไปใกล้ชิดกับ “พันธุ์  บางกอก” เจ้าของงานเขียน “ร้อยป่า” อันเป็นเรื่องราวของป่าไม้นักสู้อันโด่งดังในหนังสือบางกอกรายสัปดาห์(ต่อมาพิมพ์เป็นเล่มหลายครั้งหลายหน)เพราะนักเขียนใหญ่ท่านนี้เป็นนิสิตวนศาสตร์และข้าราชการป่าไม้รุ่นพี่ที่ผมเคยวิ่งขอเรื่องมาลงพิมพ์ก่อนนั้นเสมอๆนั่นเอง     และโดยที่ท่านสนิทสนมคุ้นเคยกับ  “อรชร”       ผมจึงได้มีโอกาสไปไหว้กราบและทำความรู้จักกับนักเขียนใหญ่ท่านนี้ด้วย  และ ท้ายที่สุดผมได้มีโอกาสเขียนงานในลักษณะมือปืนยามที่งานท่านล้นมือในคอลัมน์วิจารณ์หนังดีหนังเด่นในหนังสือนี้ด้วย  รวมถึง  การเขียนบทอาศิรพาทสดุดีในวาระมหามงคลต่างๆ แก่หนังสือพิมพ์สกุลไทยรายสัปดาห์ในบางโอกาสด้วย  ถือเป็นการเขียนเชิงอาชีพที่ได้รับค่าเหนื่อยพอชื่นใจ

 อย่างไรก็ตาม      งานเขียนของผมส่วนใหญ่เป็นงานกลอนแปดง่ายๆแทบทั้งนั้น   รองลงมาคือเรื่องสั้น และร้อยแก้วสละสลวยสั้นๆที่นิยมในยุคนั้นพอควร  โดยมีแม่แบบจูงใจงานเขียนแบบสุดท้ายนี้ คือ “ลำนำ” ต่างๆของ “พจนาถ เกสจินดา”(ถ้าจำไม่ผิด) นั่นเอง
      ฯลฯ
  
 งานกลอนของผมได้รับการนำไปรวมเล่มกับนักเขียนกลอนรายอื่นในค่ายบางเขน พิมพ์เผยแพร่ทั่วไปมารวม ๓ เล่ม  เล่มแรกชื่อ “ฝนหยาด” มีคนเขียนราว ๑๐ กว่าชีวิต พิมพ์และจัดจำหน่ายในปี ๒๕๑๔ โดยชมรมวรรณศิลป์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เล่มที่สองชื่อ “มาลัยสามชาย” ร่วมกันควักกระปุกและเขียนกันแค่ ๓ คน อันเป็นที่มาของชื่อหนังสือเล่มนั้น พิมพ์ขายจำนวน ๑,๐๐๐ เล่ม   ราคาเล่มละ ๑๐ บาท   โชคดีที่ขายได้หมด มีกำไรไปกินเหล้านิดหน่อย  และเล่มที่สามชื่อ  “จันทร์ชิงดวง”  รวมงานเขียนของชาวทุ่งบางเขนทั้งที่เป็นศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน ๑๓ ชีวิต พิมพ์และจำหน่ายในปี ๒๕๑๘  โดยชมรมวรรณศิลป์ มก.เช่นเคย  ในปี ๒๕๓๘ มีการจัดทำหนังสือรวมงานเด่นของค่ายเกษตรอีกครั้งทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง ในหนังสือชื่อ “ช่อนนทรี” คณะผู้จัดทำได้นำผลงานเก่าไปลงพิมพ์ไว้ไม่มากชิ้นนัก

มาถึงตรงนี้  คงเป็นสิ่งยืนยันได้ว่าผมมีความรักและผูกพันใน “หนังสือ”มากมายและลึกซึ้งในหลายมิติอย่างที่ว่าไว้แต่ต้นนั้น  ชัดเจนแล้วนะครับ

 
 และบัดนี้  ผมกำลังทำในสิ่งที่ผมรักและผูกพันนั้นอีกครั้งและในคราวเดียวกัน  ผมจะจัดพิมพ์บทร้อยกรองของผม ๑๐๐ บท    เป็นหนังสือเล่มหนึ่งด้วยมือของผมเองกับเครื่องคอมพิวเตอร์และปริ๊นเตอร์  ในบ้านที่แสนรักของผม    โดยออกแบบไว้เป็นหนังสือขนาดหน้ากระดาษ A 4 มีภาพประกอบสวยพอสมควร    คือเท่าที่หาได้   มีการวางหมวดหมู่และสารบัญไว้อย่างครบถ้วน หนังสือเล่มนี้ใช้กระดาษปอนด์หนา ๘๐ แกรม จำนวน ๑๙๖ หน้า  จากนั้นผมจะเข้าหน้าแล้วพาไปเข้าเล่มด้วยการอัดกาวแล้วพิมพ์และทำปกที่ร้านซึ่งคุ้นเคยกันที่ข้างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โดยจะใช้ปกและสันเป็นกระดาษการ์ดหอมหนา ๑๘๐ แกรม  อาบยูวี เพื่อความสวยงามและทนทาน  เป็นหนังสือทำด้วยมือและพิมพ์ขายแบบ  Made to Order ทีละเล่ม ๆ หรือทีละสิบเล่มยี่สิบเล่ม ตามที่จะมีคนสั่ง ที่มีข้อดีคือเราไม่ต้องสูญเสียทรัพยากรคือกระดาษที่ทำจากเยื่อไม้และต้นไม้ไปโดยยังไม่รู้ว่ามันจะไปถึงผู้อ่านให้สมค่าหรือไม่   มันอาจต้องจมเป็นสต๊อคอยู่ที่ร้านจำหน่ายหนังสือ   หรือท้ายแล้วอาจต้องขนกลับมากองกินพื้นที่ที่บ้านของผู้จัดทำ      โดยหาค่ามิได้และเปล่าประโยชน์  ข้อดีที่ชัดเจนอีกอย่างหนึ่งคือไม่จมเงิน ไม่ขาดทุน อย่างไรก็ตามในด้านที่เป็นข้อเสียคือช่องทางการจัดจำหน่ายจะแคบมากๆ        เพราะถูกจำกัดอยู่ที่การสื่อสารที่ทำได้ในระบบอินเตอร์เน็ตและการบอกต่อกันปากต่อปากในกลุ่มผู้สนใจ
เรื่องเดียวกันเท่านั้น  แต่ถ้าพอใจให้เป็นแค่งานอดิเรกอย่างผม เรื่องนี้ก็ไม่ใช่ปัญหา

 
ผมได้ลองทำหนังสือต้นแบบนี้มาแล้วสองสามเล่ม สวยเพราะใส่รูปประกอบสี่สีได้อย่างใจและกลมกลืนกับเนื้อหา หรือในตำแหน่งที่เป็นปกรอง สารบัญ หน้านำหรือไตเติ้ลของหมวดหมู่ที่ต้องการขับเน้นให้สวยงาม ที่รูปสีเหล่านี้ไม่อาจทำได้ในหนังสือที่สั่งพิมพ์ตามโรงพิมพ์เพราะจะมีค่าใช้จ่ายแพงมากๆ...๐๐๐

เสน่ห์สุดท้ายที่อยากพูดถึง คือ “ใจ” ของคนเขียนที่ปรากฏอยู่ในที่ต่างๆของหนังสือเล่มนี้ ที่บ่งบอกถึงความรู้สึกส่วนลึกอันเป็นสิ่งที่ใจของเขาปรารถนา   น่าขบคิด น่ารักและน่าชื่นชม  เขาสร้างความแปลกใหม่ในวงการ “หนังสือพิมพ์มือ” ไม่น้อย  เขากล้าและเชื่อมั่นที่จัดรูปเล่มและเลือกภาพประกอบหนังสือด้วยตนเอง เขียนแทบทุกสิ่งไว้เป็นบทกลอน ทั้ง ที่มาอันเป็นความปรารถนาและตัวตนของหนังสือ ประวัติของตนเอง แรงบันดาลใจ  และส่งท้ายคือส่งใจคนเขียนถึงคนอ่านในหน้าสุดท้าย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังไม่มีใครทำอย่างเขา แต่เขากล้าเพราะเชื่อมั่นว่าเขาทำได้ และเขาทำได้ดีทีเดียว  นี่จึงเป็นอีกเสน่ห์หนึ่งของหนังสือเล่มนี้  ลองสัมผัสดูเป็นลำดับ   เริ่มด้วยคำปรารภความปรารถนาและตัวตนหนังสือที่ระบายไว้  อย่างนี้

                                                    เพราะใจรักกาพย์กลอนอักษรสวรรค์
                                                    ถักทอฝันเพริศพรายรุ้งหลายสี
                                                    ด้วยป่านใยแพรวพรรณวรรณกวี
                                                    ดั่งดนตรีประโคมประโลมใจ

                                                    ล่วงเลยแล้วยุคทองของวรรณศิลป์
                                                   แต่ไม่ถึงเหี้ยนสิ้น...พอสานได้
                                                   หวังรุ่นเยาว์รู้คุณค่าภาษาไทย
                                                   ซึมซับในรสถ้อยงานร้อยกรอง

                                                   ( โปรยนำเล่ม  น.๔ )

 บันทึกและย่อประวัติไว้เป็นบทกลอนยาวถึง ๒๘ บท โดยขึ้นต้นแบบอหังการเล็กๆแต่เชื่อมั่นในตนเองไว้ว่า

                                                   เราก็เขียนกลอนมาเนิ่นช้านัก
                                                  ไม่ยอมสูญสิ้นศักดิ์เชิงอักษร
                                                  กวีถ่อยจากพงป่าดงดอน
                                                 ร่ายประวัติบางตอนเป็นกลอนกวี
    
                                                 ( อัตตประวัติ  น.๑๘๙ )

  ตอนขึ้นต้นก็ตอบกลับแบบคาดเดาอากัปกิริยาฉงนของคนที่รู้จักแบบทั่วไปแต่ไม่ลึกซึ้งนักว่าเขาเป็น “คนใต้” แล้วร่ายยาวไปจนถึงเมื่อแม่เสีย  ไว้ว่า

                                                 พ่อเป็นคนแปดริ้วอย่านิ่วหน้า
                                                 แม่อยู่ท่าตำหนัก นครชัยศรี
                                                 ไปทำสวนอยู่ใต้นานหลายปี
                                                 เราเกิดที่ชุมพรตอนหน้าลม(ตะเภา)

                                                 จากวัยเด็กแก้ผ้าฝ่าสายฝน
                                                 ล้อสายชลฉันท์มิตรสนิทสนม
                                                 แหงนหน้าเงยยิ้มใสใสให้ฝนพรม
                                                 บางคราวอมน้ำฝนพ่นโปรยปราย

                                                 แม่มองตามปรามว่า...อย่าลูก...หนาว
                                                 เราวิ่งอ้าววกวนจนฝนหาย
                                                 แม่ถือผ้ารอรับคอยซับกาย
                                                 กอดจนคลายเหน็บหนาวทุกคราวมา 


                                                 เหมือนความฝันวันวัยที่ไกลลิบ
                                                พอกระพริบตาตื่นสะอื้นหา
                                                 เราห้าขวบแม่ไปไกลลับตา
                                                 แม่สู่ฟ้าสู่สวรรค์ครรลาไลย


 เขาว่าไว้ถึงการจากบ้านเพื่อร่ำเรียน  ตั้งแต่วัยเด็กไว้จนถึงระดับอุดมศึกษา และแทรกเกี่ยวกับการเริ่มเป็นคนเขียนและทำหนังสือ   ไว้อย่างนี้

                                               พ่อถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงแทนแม่
                                               ตกกำพร้ามาแต่วัยใสใส
                                               แต่เรียนเก่งเกินหน้ากว่าใครใคร
                                              ได้ที่หนึ่งทุกคราวไปที่ประลอง

                                              จบ ป.สี่ จำไกลไปจากบ้าน
                                              เพชรบุรี คือสถานเรียนที่สอง(รร.วัดคงคาราม)
                                              เด็กบ้านนอกได้รับประคับประคอง
                                              เหมือนทรายส่องแสงสะท้อนตอนเที่ยงวัน

                                              จบ ม.สาม ข้ามไปต่อ มศ.หนึ่ง (มัธยม/มัธยมศึกษา)
                                              ณ ที่ซึ่งดังดุจสุดฝั่งฝัน
                                             ชมพู-ฟ้า โอบร่างกลางตะวัน
                                             สวนกุหลาบฯสวนขวัญลั่นระบือ

                                              เริ่มเขียนกลอนตอนหนุ่มตะกรอ มศ.สี่
                                             ช่วยรุ่นพี่ฝึกกรำทำหนังสือ
                                             หวังฝากชื่อฟูเฟื่องคนเลื่องลือ
                                            และนี่คือโลกฝันบรรณพิภพ

                                            รักสันโดษและดื่มด่ำธรรมชาติ
                                            ก้าวสู่รั้ว “วนศาสตร์” แสนสงบ
                                            ชายชาตรีกล้ากลั่นกันครันครบ
                                            หมายว่าจบจะท่องป่ารักษาไพร

                                            อยู่ปีสามเป็นสาราณียกร
                                            ของคณะฯไปก่อนสมฝันใฝ่
                                            อยู่ปีสี่เป็นสาราฯมหาวิทยาลัย
                                            จบจึงไต่ สาราฯบรรดาบัณฑิต
                                            ฯลฯ
 
 เกี่ยวกับการทำงาน อัตตประวัตินี้เขียนไว้ชัดเจนระดับหนึ่ง  ว่า...

                                            ก้าวสู่รั้วกรมป่าไม้ที่ใจรัก
                                            และสมัครสู้ยากสู่ภาคสนาม
                                            ใต้อ้อมกอดราวป่าฟ้าสีคราม
                                            ในนิยาม “คนต้นน้ำ” ตามชื่องาน

                                            ปกป้องป่าและปลูกป่าคือหน้าที่
                                            ณ ต้นมหานทีที่สืบสาน
                                            สู่แม่น้ำเจ้าพระยามาเนิ่นนาน
                                            ส่วนที่ขานเรียกนาม  “ลุ่มน้ำปิง”

                                            ฯลฯ


                                            สิบเก้าปีรับใช้ชาติในป่า
                                            เราเริ่มล้ารันทดใจถดถอย
                                            ความก้าวหน้าดูห่างจนร้างลอย
                                            เพียงไม่คอย...ถูกครับพี่  ดีครับนาย...

                                            การเมืองยื่นมือยุ่มย่ามทุกคามเขต
                                            เลื่อนแต่งตั้งก็อาเพศทุเรศหลาย
                                          “พวก” กับ “เงิน” มันเน้นเป็นนโยบาย
                                            ใครขัดมันก็ฉิบหายตายทั้งเป็น

                                            จำหลบลี้หนีป่าถึงลาออก
                                             เพียงเพื่อบอกว่าศักดิ์ศรีมีให้เห็น
                                             แม้จะทุกข์ตกต่ำหรือลำเค็ญ
                                            มันไม่ใช่ประเด็นที่กลัวเลย

                                            ฯลฯ

                                            เมื่อแรกก้าวเท้าสู่ธุรกิจ
                                            เกร็งนิดนิดแต่มั่นใจไม่สับสน
                                            อยู่ “วางแผน” สามปีได้เป็น “ฝ่ายบุคคล”
                                            ซึ่งได้สร้างและสอนคนจนมากมาย

                                            ได้เติบโตก้าวหน้ามาเป็นลำดับ
                                            ความยอมรับคิดว่ามากและหลากหลาย
                                            ทั้งลูกน้องผองเพื่อนเราและเจ้านาย
                                            วันนี้ได้เป็นเบอร์สองรอง MD(Managing Director/กก.ผจก)


 นี่เป็นความกล้าที่น่านับถือและชื่นชมไปพร้อมๆกัน และหากให้คะแนน ก็น่าจะได้คะแนนเกินครึ่งทั้งในเชิงความสร้างสรรค์  เนื้อหา และฝีไม้ลายมือในเชิงกลอน

 และอีกสองบทสุดท้ายที่เป็นส่วนปิดเล่ม ที่เดชนิยมเผยถึงแรงบันดาลใจในการรวบรวมผลงานกลอนและพิมพ์เป็นเล่มครั้งนี้ว่า
    

    

                                                รวบรวมบทร้อยกรองสิ่งของรัก
                                                หมายเพียงจักจูงใจให้คนเขียน
                                                เริ่มจากบทแสนรักสักบทเรียน
                                                ค่อยพากเพียรเวียนซ้ำจะชำนาญ

                                               แม้นมิใช่วรรคทองของภาษา
                                               หากกล้ากลั่นออกมาโดยกล้าหาญ
                                               ความเชื่อมั่นเกิดกับเรานานเท่านาน
                                               ใช้ภาษาผสานสัญญาณใจ

                                               ล่วงเลยแล้วยุคทองของวรรณศิลป์
                                               แต่ไม่ถึงเหี้ยนสิ้น...พอสานได้
                                               หวังรุ่นเยาว์รู้คุณค่าภาษาไทย
                                               ซึมซับในรสถ้อยงานร้อยกรอง

                                               ( แรงบันดาลใจ  น.๑๙๔ )


 และปิดเล่มด้วยการเปิดใจฝากฝังงานต่อคนอ่านไว้เป็นการส่งท้าย ไว้ในแนวลูกอ้อนอย่างนี้


                                               หนังสือนี้ตีราคาค่าไม่ได้
                                               เพราะมิใช่ของตลาดเกลื่อนดาษดื่น
                                               เป็นสิ่งซึ่งคัดสรรทุกวันคืน
                                               และหมายยื่นมอบมิตรสนิทใจ

                                               รวบรวมบทร้อยกรองสิ่งของรัก
                                               ทั้งกร้าวหนัก นุ่ม เศร้า ราวแพรไหม
                                               หรือขมขื่น ชื่นหวาน ละลานไป
                                               คละเคล้าไว้จากสมองสองมือเรา


                                               หากรัก จงรักษา อย่าทิ้งขว้าง
                                               เปิดอ่านบ้างอย่าถึงกับทิ้งอับเฉา
                                               แม้นวันจักพ้นผ่านเนิ่นนานเนาว์
                                               คิดถึงเจ้าของบ้างอย่าจางใจ

                                               ( จากใจคนเขียน  น.๑๙๕ )


 ทั้งนี้ ทั้งนั้น เพื่อให้ผู้อ่านได้สัมผัสกับเนื้อหาที่ถูกจัดหมวดหมู่อารมณ์และเนื้อหาไว้ถึง ๗ หมวด ในรูปแบบที่มีภาพประกอบงดงามสอดคล้องตรงใจคนเขียน  จึงจะใช้โอกาสสุดท้ายนี้ได้แนะนำบทกลอนทั้ง ๑๐๐ บท ที่ปรากฏในสารบัญรวมและสารบัญรองรายหมวด นั้น ผ่านบทกลอนตัวอย่างของแต่ละหมวด  ไว้ในท้ายนี้

 ด้วยจิตคารวะ

บริษัท นักเขียนไทย จำกัด
ศูนย์บริการบ้านครู
เมืองทองธานี  ถ.บอนด์สตรีท

 ผู้จัดจำหน่าย

 ผมต้องขอโทษเป็นครั้งที่สามที่ข้อเขียนชิ้นนี้ค่อนข้างยาว และ  อาจไม่เหมาะกับวันหยุดพักผ่อนสบายๆของท่าน  ทั้งๆที่พยายามนำแต่ส่วนเนื้อหามาถ่านทอดโดยไม่นำส่วนประกอบคือสารบัญและงานตัวอย่างในแต่ละหมวดที่ผู้เขียนคำนิยมใส่ไว้ในเวบไซด์ด้วยทั้งหมด แต่ทั้งหลายทั้งปวงคือประสบการณ์หนึ่งที่อยากเล่าสู่กันฟัง ธงเล็กๆผืนหนึ่งในใจคนเขียนหนังสือคือการได้รวมเล่มตีพิมพ์ผลงานไว้โจษขานในแผ่นดิน เหมือนที่ผมคิดมา เดินมา และทำมาแล้วนี่แหละครับ

 สุดท้ายที่ขอเอ่ยถึงและขอบคุณไว้ในที่นี้ คือภาพหลายภาพใน “ร้อยรสบทกลอน”ได้มาจากมิตรรักชาวโอเคเนชั่น เหตุเพราะบางงานเคยลงพิมพ์ในบล๊อกนี้ที่เมื่อตอนเขียนก็แอบไปขอภาพจากเพื่อนๆเหล่านั้นมาประกอบ  เมื่อไปทำรวมเล่มก็เลยอุบอิบขอต่อไปเลย ภาพที่จะมีมากในหนังสือนั้นเป็นของคุณ Veerin  ส่วนของคุณ Teeratat  คุณ Paradisoมีอยู่ภาพสองภาพและของบางท่านที่ไม่ทราบว่าแอบก๊อปปี้ไปตอนไหน เอาว่าขอขอบคุณรวมกัน ในที่นี้อีกครั้งก็แล้วกันครับ   

                                                     


โดย เดชนิยม

 

กลับไปที่ www.oknation.net