วันที่ จันทร์ กุมภาพันธ์ 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

::ความสงบสุข คือ สิ่งที่มนุษย์เรียกว่าสันติภาพ::


  

อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์

http://www.santipap.com/kon1.htm

    เริ่มต้นเช่นนี้  คุณคงพอจะเดาออกแล้วว่า  บทความชิ้นนี้จะกล่าวถึงอะไร?

   ใช่แล้วค่ะ..  บทความนี้เกี่ยวข้องกับสันติภาพอย่างที่คุณกำลังนึกคิด  (หรือเปล่าน้อ).. 

   เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2551 พวกเราหรือนักศึกษาในรายวิชาสันติศึกษาและการจัดการความขัดแย้ง  ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม “สันติภาพบนแผ่นฟิล์ม” ขึ้น

   ภายในงานมีการฉายหนังและพูดคุยถึงหนัง  มีการจัดนิทรรศการหน้าโรงละคร ให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมงานในเรื่องของสันติภาพ ขบวนการเคลื่อนไหวแนวสันติวิธี  สงคราม และเหตุการณ์บางเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง

   พวกเราใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง คือ ตั้งแต่ 13.00 – 16.00 น.   ถึงแม้จะมีเวลาเพียงน้อยนิด แต่พวกเราก็ได้ความรู้ดีๆเพิ่มขึ้นมาอีก  และทำให้เห็นว่า สงครามมันช่างเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความสูญเสียเสียนี่กระไร

    ส่วนหนังที่นำมาฉายในงานครั้งนี้คือเรื่อง Turtles can fly หรือในชื่อไทยว่า ปรารถนา ไฟสงคราม และความอยู่รอด  ของผู้กำกับชาวอิหร่าน Bahman  Ghobadi

 

    ขึ้นชื่อว่าหนังสงคราม  คงต้องสาดกระสุนกระหน่ำยิง เลือดทะลักทะลุจอ เสียงตูมตามสนั่นลั่นโรง..

    แต่ไม่เลย..  ในตรงกันข้าม หนังนำเสนอความโหดร้ายของสงครามโดยปราศจากฉากสู้รบแม้แต่ฉากเดียว  ภาพกองทัพอันเกรียงไกร  ขบวนรถถัง  เสียงปืนรัวเป็นตับ   ความตายและคาวเลือด  ซึ่งเป็นภาพที่เราได้เห็นจนชาชินในหนังฮอลลีวู้ดหลายต่อหลายเรื่อง  และหลายครั้งที่หนังถูกนำเสนอในรูปแบบของหนังแอคชั่นเอามัน  มากกว่าจะหวังการตระหนักรู้ถึงพิษภัยของสงครามอย่างแท้จริง (ขนาดฉันยังติดภาพหนังสงครามแนวนี้เลย)

    แต่ทว่า หนังเรื่อง Turtles can fly กลับนำเสนอในมุมมองของเด็กๆ   เราจะเห็นภาพเด็กๆตามเก็บทุ่นระเบิดที่ฝังอยู่ใต้ผืนดินมาขายประทังชีพและรับจ้างขนชิ้นส่วนอาวุธในสุสานอาวุธขนาดใหญ่ ภายในแคมป์ผู้อพยพชาวเคิร์ดบริเวณชายแดนระหว่างตุรกีกับอิรัก  ซึ่งเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเต้นท์ที่พักและรั้วลวดหนาม   ..กลับให้ความรู้สึกที่เจ็บปวดยิ่งกว่าการได้เห็นภาพคนตายในสงครามเสียอีก

     ในหนังเรื่องนี้ แน่นอนว่าคุณจะได้เห็นเด็กอิรักที่ขาด้วน แขนด้วน ถือปืนและรู้จักวิธีการใช้แรงงานของตนไม่ต่างกับผู้ใหญ่  สงครามก่อให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง เห็นความไร้การศึกษาของประชาชน  ในสิ่งเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าและน่าหดหู่สำหรับสายตาของพวกเรา  แต่ทว่ากลับกลายเป็นเรื่องธรรมดาของประชาชนที่นี้ไปเสียแล้ว..

     ถึงแม้หนังเรื่อง Turtles can fly จะเป็นหนังที่ปกคลุมไว้ด้วยบรรยากาศที่หม่นหมองก็จริง  แต่ในหลายฉาก  มันก็แทรกด้วยฉากขำๆเช่นกัน  ซึ่งช่วยทำให้อารมณ์ของหนังดูสว่างไสวขึ้นมา

     และความจริงที่ต้องยอมรับคือ  หนังไม่ได้ถูกสร้างเพื่อความนุกสนานบันเทิง  แต่เป็นเพราะหนังแบบนี้นี่เอง  ที่ช่วยขยายโลกทัศน์ของคนดู  ทำให้เราเข้าใจสภาวะที่แท้จริงของโลกนี้ด้วยวิธีการอันแยบยล

     Turtles can fly   ได้รับรางวัลที่ยืนยันถึงคุณภาพจริงๆ   ได้รับรางวัลหนังสันติภาพ และ Glass Bear จากเทศกาลหนังเบอร์ลิน, รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม CEC และ Golden Shell จากเทศกาลหนังซานเซบาสเตียน, ภาพยนตร์ขวัญใจมหาชนที่กวาดรางวัลมาแล้วกว่า 18 เทศกาลทั่วโลกเลยทีเดียว

     ...มันไม่ถึงกับเป็นหนังที่ต้องดู  แต่ถ้าพลาดก็นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างแรง...

     กิจกรรม “สันติภาพบนแผ่นฟิล์ม” ในครั้งนี้  ทำให้ฉันได้ความรู้มาพอสมควร  แต่ทว่า..ความสงสัยระคนคลางแคลงว่า   แล้วสันติภาพที่แท้จริงนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร ใช้ได้จริงเหรอ  ฉันก็เลยไม่รอช้า  มาหาข้อมูลให้กระจ่างกันดีกว่า จะได้ความรู้เพิ่มขึ้นอีกแน่ะ..

     ดังนั้น เราลองมาดูบางแง่มุมของสันติภาพที่เคยเกิดขึ้นบนโลกกันก่อนดีกว่า

     แง่มุมแรกที่จะกล่าวถึงคือ  สัญลักษณ์แห่งสันติภาพ  

     สัญลักษณ์แห่งสันติภาพนั้นมีอยู่มากมาย     แต่ที่พบเห็นกันบ่อยๆก็คงเป็นรูปนกพิราบขาวซึ่งใช้กันอย่างกว้างขวาง รวมทั้งใน ศาสนาคริสต์ ศาสนายิวและศาสนาอิสลามด้วย ที่มาที่ไปของสัญลักษณ์นี้มาจากคัมภีร์พันธะสัญญาเดิม(Old Testament) ของศาสนาคริสต์,คัมภีร์โตราห์( Torah) ของศาสนายิว ,และคัมภีร์กุรอาน(Koran)ของศาสนาอิสลาม ทั้งสามคัมภีร์กล่าวถึงนกพิราบที่โนอาห์(Noah)ปล่อยออกไปเพื่อหาพื้นแผ่นดินหลังเกิดน้ำท่วมโลก(The Great Flood) และในเวลาต่อมาเจ้านกพิราบได้บินกลับมาพร้อมกับกิ่งมะกอก(olive branch)   เป็นการบอกกับโนอาห์ว่าสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลายและเริ่มมีแผ่นดินปรากฏสำหรับมวลมนุษย์แล้ว (Genesis 8:11)   นกพิราบจึงเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึง “ความหวังในสันติภาพ”

    

     ในแง่มุมต่อมา  จะกล่าวถึงผู้อุทิศตนเพื่อสันติภาพ  อย่างเช่น มหาตมะ  คานธี  ที่เคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้แก่ประชาชนอินเดียจากการปกครองของอังกฤษที่เข้ามายึดครองอินเดีย ผู้เป็นต้นแบบแห่ง“สันติวิธี”

มหาตมะ  คานธี

      และนั้นเอง คำว่า “สันติวิธี” จึงเริ่มเป็นที่พูดถึงเสมอ เมื่อมีความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงในสังคมต่างทั่วโลก

...และมิได้มีผู้เสียสละเพียงมหาตมะ คานธีแต่เพียงหนึ่งเท่านั้น  แต่ที่จริงแล้ว โลกเราก็ยังมีผู้อุทิศตนเพื่อสันติภาพอีกมากมาย อย่าง .. 

ไลนัส พอลลิง(Linus Carl Pauling) นักเคมีผู้อธิบายธรรมชาติของพันธะเคมีและโครงสร้างของโมเลกุล ซึ่งในภายหลังได้เป็นผู้ต่อต้านการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์อย่างจริงจัง

ดอคเตอร์ มาติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์( Dr. Martin Luther King Jr.)ผู้เคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมให้กับคนผิวดำในสหรัฐอเมริกา เจ้าของสุนทรพจน์ “ I have a dream”ที่ยังดังก้องอยู่บนโลกถึงทุกวันนี้

 

เนลสัน แมนเดลลา (Nelson Mandela) นักต่อสู้เพื่อคนผิวดำแห่งแอฟริกาใต้จนถูกจำคุกนานถึง 27 ปี ผู้ซึ่งในเวลาต่อมาได้เป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรกในประวัติศาสตร์ของแอฟริกาใต้

 

ดอคเตอร์ วังการี มาไท (Dr. Wangari Muta Maathai) นักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีชาวเคนยา เป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งกลุ่มGreen belt movement เพื่อรณรงค์ให้สตรี ปลูกต้นไม้กว่า 40 ล้านต้นทั่วเคนยาเพื่อพลิกฟื้นความอุดมสมบูรณ์และคืนความชุ่มชื้นให้กับระบบนิเวศน์

 

นางอองซานซูจี (Aung San Suu Kyi) สตรีผู้ยอมถูกกักบริเวณอยู่แต่ในบ้านเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยให้กับประเทศพม่า ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ออกไปพบหน้าของลูกๆของเธอที่ประเทศอังกฤษเป็นเวลาร่วม20ปีแล้ว 

     คนเหล่านี้ล้วนเป็นที่จดจำของโลก ใช่ว่าคนเราทุกคนจะสามารถทำอย่างนักสร้างสันติภาพของโลกเหล่านี้ได้ แต่อย่างน้อยเราสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขาเหล่านั้นได้ นักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพเหล่านี้คงไม่มีทางสร้างสรรค์สันติภาพได้เลยหากปราศจากการสนับสนุน      และถึงแม้จะมีการสร้างอนุสรณ์ให้กับเหล่าผู้อุทิศตนเพื่อสันติภาพของโลกมากสักเพียงใด ก็คงไม่เพียงพอจะกระตุ้นให้โลกเราปราศจากซึ่งความรุนแรงลงได้ง่ายๆแต่ก็คงดีกว่าไม่ทำอะไรเลย 

    

     และในปี พ.ศ. 2524 องค์กรสหประชาชาติ(UN) ได้ประกาศให้วันที่ 21กันยายนของทุกปีเป็นวันสันติภาพโลก (International Day of Peace) ในวันนั้นระฆังแห่งสันติภาพจะดังขึ้นที่สำนักงานใหญ่ของสหประชาติ โดยตัวระฆังนี้ถูกหล่อขึ้นจากเหรียญกษาปณ์ที่ได้มาจากการบริจาคของเด็กๆทั่วทุกทวีปซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของผู้คนบนโลก องค์การสหประชาชาติได้รับระฆังใบนี้ จากประเทศญี่ปุ่นอันเป็นการย้ำเตือนถึงเหล่าผู้คนที่ประสบความสูญเสียจากสงคราม โดยที่ด้านข้างของระฆังมีคำจารึกว่า "Long live absolute world peace”

 

     ดังนั้น วันที่ 21 กันยายนของทุกปี ทางสหประชาชาติจึงขอให้ประชาชนในทุกประเทศยุติใช้ความรุนแรง นอกจากนี้ยังได้เชิญประเทศสมาชิก , หน่วยงานสหประชาชาติ ,ชุมชนและองค์กรอิสระ ร่วมเฉลิมฉลองและจัดกิจกรรมเพื่อสร้างสันติภาพตลอดทั้งวัน

    ในวันนั้นใครทะเลาะกับใครอยู่ก็น่าจะเพลาๆลงเสียหน่อย(หยุดทะเลาะไปเลยได้ก็ยิ่งดี) เพราะแต่ละประเทศทั่วโลกให้ความร่วมมือในวันนี้เป็นอย่างดีมาโดยตลอด อย่างในปี 2547 ที่ประเทศศรีลังกามีคนเข้าร่วมกิจกรรมสร้างสรรค์สันติภาพร่วมสามแสนคนทีเดียว ...

      บางทีสิ่งที่สันติภาพนั้นอาจมองไม่เห็นเป็นรูปเป็นร่างที่ชัดเจน จนหน้าตาของสันติภาพมองเห็นได้ยากไปด้วย   แต่คงไม่ใช่ปัญหาถ้าเราทุกคนต้องการจะเห็นมันเกิดขึ้น…  

       สุดท้าย..ฉันขอทิ้งทวนไว้ด้วยวาทะอันคมของ  กษัตริย์โบดวงที่ 1 แห่งเบลเยี่ยม   ที่ว่า  

      

      “กว่าสันติภาพจะสร้างคนขึ้นมาได้นั้น    ต้องใช้เวลาถึงยี่สิบปีหรือกว่านั้น

       ทว่าสงครามทำลายเขาโดยใช้เวลาเพียงยี่สิบวินาทีเท่านั้น” 

..ขอให้สันติภาพจงเกิดแด่ทุกท่านนะคะ.. 

 

Imagine (John Lennon)

*หมายเหตุ : ข้อมูลประกอบการเขียนจากhttp://www.vcharkarn.com/va2/index.php/my/show/8884

http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=News&file=print&sid=2407

เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาสันติศึกษาและการจัดการความขัดแย้ง อ.พลวิเชียร ภูกองไชย

และภาพประกอบสวยๆจากอินเตอร์เน็ต

โดย beeing

 

กลับไปที่ www.oknation.net