วันที่ จันทร์ กุมภาพันธ์ 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

นกสีดากับปลาข่า


ในแผ่นดินพญานาคา                                                                         

นพรัตน์  ละมุล

ขรนทีสี่พันดอน (๔)

นกสีดากับปลาข่า

                                    

วันหนึ่ง นกสีดากล่าวกับปลาข่าคู่รัก ฉันขอบอกเธอ ‘ปลาข่า-โลมาอิรวะดี’ แม้เราเกิดมาคู่กัน เอื้ออิงกันมานาน แต่วันนี้ฉันขอบินขึ้นสู่ฟ้ากว้างอีกครั้งน่ะ ฉันไม่ได้ทิ้งเธอ เพียงแต่ฉันขอขึ้นไปสู่มุมสูงเพื่อจะได้ชมความงามของหมู่เกาะและแม่น้ำสีมรกตในฤดูแล้งนี้เท่านั้นเอง บางทีฉันอาจจะรู้ว่า เหตุใดมีคนมาเที่ยวสี่พันดอนกันมากมาย รวมทั้งมีหลายคนมาชมเธอว่ายน้ำเล่นใต้ฮูสะฮองในชายแดนลาว-กัมพูชา

          บนมุมสูงเช่นนี้ ฉันมองเห็นแม่น้ำโขงไหลมาจากตอนเหนือผ่านหมู่เกาะน้อยใหญ่ เห็นเรือแล่นผ่านไปมา ทั้งเรือหาปลาและเรือรับส่งนักท่องเที่ยว ว่ากันว่า น้ำแม่โขงที่ไหลสู่คอนหินแล้วตกลงมาเกิดกระจายฟองน้ำพราวสีสวยงามจนเกิดมนต์สะกดให้คนหลงใหล–นี่เป็นน้ำตกที่สวยที่สุดที่ฉันเคยเห็นมา เธอรู้ไหม ไม่รู้ทำไมผู้คนชอบเปรียบเปรยน้ำตกแห่งนี้ว่า ไนแองการ่าแห่งเอเชีย มันไปเกี่ยวอะไรกัน คงเหมือนกับชื่อเธอนั่นแหล่ะ–ปลาข่า เขาก็เรียกว่า โลมาอิระวดี นี้เป็นแม่น้ำของหรือโขง หากจะเรียกโลมาก็น่าจะเป็นโลมาสี่พันดอนหรือโลมาน้ำโขง อย่างไรก็ดี มันก็เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้คนจากแดนไกลโพ้นมาเที่ยวที่นี่ จนผู้คนมีรายได้เสริมและเกิดธุรกิจการท่องเที่ยวอีกมากมาย

          ผู้คนบอกกันว่า ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ นักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนสี่พันดอนในลาวใต้ ๕๒,๕๓๙ คน เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ๓๑,๘๙๑ คน นักท่องเที่ยวในประเทศ ๒๑,๖๔๘ บาท และจากทั้งหมดนี้จะมีคนมาชมโลมา ๙,๐๐๐ คน พวกนักท่องเที่ยวต่างชาติจะมาพักเฉลี่ย คนละ ๔.๑๖ วัน ทำให้เกิดการสร้างรายได้ คิดเป็นมูลค่ารวมทางเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในเขตสี่พันดอนถึง ๘.๒ ล้านดอลลาร์ และคาดกันว่า นักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นทุกปี น่าจะถึง ๑๐๕,๐๐๐ คน/ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๕๘[๑] เห็นไหมล่ะนกสีดาว่า สี่พันดอนแห่งนี้มีความสำคัญในการท่องเที่ยว เป็นที่เชิดหน้าชูตาของคนลาวท้องถิ่นได้ดี แล้วหากว่า เธอ-ปลาข่ากับเกาะดอนคอนผาเหล่านี้หายไป หรือสูญหายความงามไปล่ะ มันจะเกิดอะไรขึ้น? ฉันยิ่งบินสูงยิ่งหนาวแล้วล่ะ เพราะยิ่งเห็นอะไรที่ไกลกว่าที่เคยเห็นมา ดูด้านข้างซ้ายเมื่อเลยสี่พันดอนออกมาไม่ไกลทางทิศตะวันตกเฉียงหนือสิ มันเป็นวิหารหรือปราสาทที่โบราณ นักท่องเที่ยวก็มาเที่ยวเยอะมากเหมือนกันเลยน่ะ

          “สีดา อย่าบินไปไกลจนเกินเลย เดี๋ยวโดนทำร้ายน่ะ” ปลาข่ากล่าวเตือน  นกสีดาเลยย้ำบอกว่า ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวฉันก็กลับมา ลืมไปแล้วหรือว่าไม่ว่าชาติไหนเราก็เกิดมาเป็นคู่รักกันตลอดไป ฉันเพียงแต่ใคร่รู้ว่า ปราสาทที่ผู้คนเขาเรียกกันว่าปราสาทวัดพู ซึ่งวางตัวอยู่บนภูเกล้านั่นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? มันช่างใหญ่โตกว่าบ้านเรือนคนธรรมดา เก่าแก่ตั้งแต่ครั้งอดีตชาติก็ว่าได้ เดี๋ยวฉันจะบินไปถามพวกนกที่อยู่บนภูเกล้าก็แล้วกันน่ะ แล้วฉันจะกลับมาบอกเธอ

นกสีดาบินหายลับไปนานมาก ปลาข่าก็ได้แต่ว่ายวนในวังน้ำของตนไปมาด้วยใจเฝ้าคอย และเมื่อนกสีดากลับมา ปลาข่าจึงดีใจมากและได้ความรู้ใหม่ซึ่งดูเหมือนจะเคยได้ยินมานานแล้วในอดีตว่า ปราสาทแห่งนี้เริ่มสร้างในต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๔ ต่อเติมบางส่วนในศตวรรษที่ ๑๖ และ ๑๗ ปัจจุบันปราสาทหินวัดพูได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกขององค์กรยูเนสโก

มองจากลักษณะที่ตั้งและภูมิศาสตร์โดยรอบจากสายตามุมสูงของฉันแล้ว ฉันคิดว่าปราสาทวัดพูและพูเกล้าเปรียบได้ดั่งเขาพระสุเมรุ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกหันหน้าสู่แม่น้ำโขงในทิศตะวันออกซึ่งเปรียบดั่งนทีสีทันดรมหาสมุทร ดูสิมันก็ตรงกับชื่อสี่พันดอนที่น่าจะเพี้ยนมาจากสีทันดร แต่เมื่อฉันเห็นลักษณะทางภูมิศาสตร์ของถิ่นนี้ทั้งหมด ฉันว่าชื่อสี่พันดอนน่าจะเหมาะสมกว่า แต่หากเป็นสีทันดรกับเขาพระสุเมรุคงจะเป็นความคิดของคนขอมในอดีต โดยการนำเรื่องเล่าของเทพเจ้าฮินดูจากอินเดียมาปรับใช้ในสภาพภูมิศาสตร์ของคนท้องถิ่นลุ่มน้ำโขง เธอจำได้ไหมล่ะ ชาติก่อนๆ เราก็เคยเกิดมาร่วมยุคกับพวกเขา

“แล้วผู้คนแถบนี้ ในอดีตเอาแรงหรือเอาคนจำนวนมากที่ไหนมาสร้างปราสาทหินใหญ่โตบนภูสูงนั่นล่ะ?" ปลาข่าสงสัย นกสีดาจึงตอบว่า การสร้างปราสาทหินวัดพู ไม่น่าจะอยู่ๆ แล้วสร้างขึ้นมาลอยๆ เพียงแค่เชื่อในเรื่องเล่าแบบฮินดูหรืออารยธรรมอินเดียที่เข้ามาในลุ่มน้ำโขง เช่นเรื่องรามายณะ ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฉันว่าเรื่องมันคงจะเริ่มมาก่อนหน้านั้น  น่าจะมีการรวมกันเป็นชุมชนหาอยู่หากินกันในบริเวณที่ลุ่มริมแม่น้ำใหญ่ ซึ่งอุดมสมบูรณ์ด้วยอาหารในป่าภูแลแม่น้ำมาหลายช่วงชีวิตคน แล้วพัฒนามาเป็นรัฐเล็กๆ หรือนครรัฐที่ดูแลกันเองและติดต่อกับคนภายนอก มีการเคารพผีบนภูสูงและเคารพผีเงือกผีน้ำมาก่อน หลังจากนั้นความเชื่อเรื่องผีป่าภูและผีน้ำถูกครอบทับผสมผสานกับจักรวาลความคิดแบบฮินดู แล้วเจริญรุ่งเรืองขึ้นและบางสิ่งก็สลายตัวไปตามกาล

“เธอยังไม่ตอบคำถามฉันเลยว่า พวกเขาเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน?” ปลาข่าแย้ง นกสีดาจึงคิดได้ว่าคำตอบยังไม่ตรงใจ เธอจึงบอกคนรักว่า พวกเขาก็เอาเรี่ยวแรงจากเพื่อนฝูงปลาอันมากมายและอาหารจากสี่พันดอนนี่แหละ อาหารเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของปัญญาของพวกเขาในอดีตจึงเกิดปราสาทวัดพูและเมืองโบราณโดยรอบด้วย

“หมายความว่า คนพวกนี้กินพวกเรา แล้วเกิดพลังไปทำอะไรมากมาย จนสิ่งที่เหลืออยู่ในปัจจุบันก็เป็นสิ่งที่ทำให้คนจากที่อื่นๆ มาเที่ยว และก็เพิ่มการกินพวกเรายิ่งขึ้น แล้ววันหนึ่งพวกเราจะไม่สูญพันธุ์หรือนี่?...” ปลาข่ากล่าวอย่างหวาดหวั่น

นกสีดาคู่รักเพียงตอบว่า “ไม่รู้สิ บางทีวันหนึ่งคนพวกนี้จะรู้สำนึกบ้างว่า หากพวกเราหายไป หากสี่พันดอนหายไป พวกเขาก็อยู่ไม่รอดเหมือนกัน...”

          แล้วทั้งสองก็บินและว่ายน้ำหายไป ณ ใต้ฮูสะฮองชายแดนลาว-กัมพูชา...

 

 

ที่มา: สานแสงอรุณ  ปีที่ ๑๒ ฉบับที่ ๖ พฤศจิกายน-ธันวาคม ๒๕๕๑

*นำไปเผยแพร่ต่อ  กรุณาอ้างอิงที่มา* 

 



[๑] The Don Sahong Dam And The Irrawaddy Dolphin, Mark R. Bezuijen, Richard Zanre and Marc Goichot, A science brief from WWF, Vientiane, September 2007

โดย สานแสงอรุณ

 

กลับไปที่ www.oknation.net