วันที่ จันทร์ กุมภาพันธ์ 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไฟใต้


ไฟใต้ รากเหง้าปัญหาที่ถูกละเลย

     เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลก คงไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับปัญหาที่ทำให้ภาคใต้เกิดวิกฤติ หากแต่หลายครั้งทำให้คนไทยบางคนมองเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันได้ คือ มุสลิมอยู่ที่ไหนมีแต่เรื่องวุ่นวาย ส่วนใหญ่มักจะสรุปปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามข้อมูล-ข่าวสารเป็นหลักน้อยนักที่จะศึกษาและค้นคว้าหาเบื้องหลังความเป็นมาลึกลงไปถึงรากเหง้าข้อเท็จจริงในอดีต
      จังหวัดชายแดนใต้ เรื้อรังมานานนับสิบนับร้อยปี การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาเกิดขึ้นทั้งความเจริญและความเสื่อมถอย การสั่งสมปัญหาในท้องถิ่นมีมากมายสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนโยงใยเป็นเครือข่ายจนยากที่จะมองออกได้ในมิติเดียว แต่การแก้ปัญหาภาคใต้ในขณะนี้กลับย้อนหลังไปหาอดีตเมื่อ 50 ปี ที่ผ่านมา มีผลสรุปถึงความล้มเหลวมานับไม่ถ้วน ผลกระทบของความล้มเหลวกลับเพิ่มเชื้อแห่งความขยาดหวาดกลัว ระแวง สงสัยและไม่ไว้วางใจกลไกรัฐมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ
     การแก้ปัญหาความมั่นคงของประเทศต้องมองและใช้วิทยปัญญาอย่างรอบคอบมีสติ ประเด็นที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นรากเหง้าบางปัญหา เป็นมิติที่ถูกละเลย ..คนในประเทศส่วนใหญ่จะรับได้หรือไม่ ว่าปัจจัยต่อไปนี้เป็นส่วนประกอบพื้นฐานให้ปัญหาใต้ลุกลามใหญ่โต
ความเป็นชาติพันธุ์มลายู ความหลากหลายของเชื้อชาติและชาติพันธุ์ ที่เกิดขึ้นเป็นองค์ประกอบของชาติไทย มลายูเป็นชนชาติหนึ่งที่มีศาสนา ภาษา จารีต ประเพณี วิถีชีวิต ประวัติศาสตร์และการดำรงอยู่ของชุมชนที่แตกต่างกับคนไทย ส่วนใหญ่ในประเทศ วิถีชีวิตที่ตั้งอยู่บนฐานทางศาสนา มีการสืบทอดทางภูมิปัญญาอย่างต่อเนื่องนับร้อย ๆ ปี เป็นศักดิ์ศรีที่ให้ความภูมิใจและมีเกียรติยิ่งของชุมชน เป็นความสวยงามของประเทศที่หาได้ไม่ง่ายนักในโลกใบนี้ เป็นรากเหง้าความมั่นคงของสังคมประเทศ วิถีชุมชนขั้นพื้นฐานง่าย ๆ ที่สามารถยกตัวอย่างได้ดังนี้

     มิติทางประวัติศาสตร์ มุสลิมในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นชาติพันธุ์มลายู อาศัยในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นส่วนมาก มีประวัติศาสตร์การพัฒนาเปลี่ยนแปลงตามกลไกการเมืองของภูมิภาคจากนครรัฐลังกาสุกะยึดถือฮินดูพราห์มและพุทธ ต่อมาเป็นนครรัฐอิสลามปาตานี ดารุสซาลาม และมาแพ้สงครามประเพณีกับสยามเมื่อ พ.ศ. 2329 ใช้เวลาพัฒนากว่า 2000 ปี จนเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2445
เมื่อครั้งสมัยเป็นนครรัฐอิสลามปาตานี ดารุสซาลามมีท่าเรือที่เจริญมั่งคั่ง เป็นศูนย์กลางการ อิสลามศึกษา ในภูมิภาค มีผู้คนไปมาเพื่อการค้าและการศึกษาจากทุกสารทิศ มีนักการศาสนาที่มีผลงานวรรณกรรมศาสนาเป็นที่ยอมรับทั่วโลก มีลูกหลานสืบทอดมรดกจวบจนปัจจุบันหากหลักฐานการเป็นนครรัฐอิสลามถูกกลบเกลื่อนบิดเบือนโดยกระบวนการประวัติศาสตร์ชาตินิยมและกาโหมกระหน่ำของนิยายปรัมปราให้เข้าใจผิดว่าเกี่ยวข้องกับประวัติการตั้งนครรัฐอิสลามด้วยเหตุผลการท่องเที่ยวเท่านั้น
การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยมุ่งเน้น ผลทางการเมืองเป็นหลัก โดยให้ความสำคัญเรื่องหลักฐานของนักคิดนักประวัติศาสตร์สมัยใหม่อย่างเบาบาง ความเป็นจริงบางด้านของประเทศจึงถูกปิดให้ดำมืดตลอดมา เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่นถูกละเลยจนทำให้คนในชาติไม่รับรู้ความหลากหลายของคนชาติพันธุ์อื่น ๆ ที่ประกอบเป็นชนชาติกันเป็นประเทศอย่างน่าเสียดาย
     มิติทางศาสนา วิถีศาสนปฏิบัติที่ส่งเสริมให้ละหมาดรวมกัน ที่สุเหร่าหรือมัสยิดให้ทุกคนต้องละหมาดวันละ 5 เวลา คือ ก่อนฟ้าสาง หลังเที่ยงวัน ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน หลังพระอาทิตย์ตกดิน กลางคืน ส่วนใหญ่ผู้คนในชุมชนจะเดินทางไปร่วมพิธีที่สุเหร่าและมัสยิด เมื่อการเดินทางไปร่วมละหมาดทำให้มีอุปสรรคอาจจะโดยสาเหตุใดก็ตาม เช่น กลัวในความปลอดภัย การคุกคามทางจิตใจ หมายถึง วิถีธรรมกำลังถูกทำลาย ซึ่งมุสลิมถือว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่และเจ็บปวดอย่างไม่อาจจะประเมินค่าได้
     มิติการแสวงหาความรู้ วิถีธรรมอิสลามได้กำหนดให้ชายหญิงเรียนรู้ตลอดชีวิตในทุกสาขาวิชา เพื่อเขาจะได้รู้ตัวเองว่ามาจากไหน กำลังทำอะไร เพื่อใคร ตายแล้วไปไหนจะอยู่ให้มีความสุขอย่างไรในโลกอมตะหลังความตาย การศึกษาหาความรู้ทางโลกเป็นการใช้ประกอบอาชีพเพื่อการดำรงอยู่อย่างพอเพียงแก่ตัวเองและครอบครัว เพื่อให้สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างสมบูรณ์ตามอัตภาพ
การเรียนการสอนแบบดั้งเดิม คือ ปอเนาะ การสอนอ่านคัมภีร์อัล-กรุอาน การอธิบายกีตาบตำราศาสนา ตามสุเหร่า ตามบ้านพักผู้นำทางศาสนาเพื่อเสริมสร้างและพัฒนาศรัทธาของตนเองให้มากขึ้น โดยมีผู้รู้เป็นผู้สอน ครูสอนหลายคนมีคุณวุฒิและวัยวุฒิที่มากมายประชาชนจะเรียกโต๊ะครู พลวัตรการถ่ายทอดความรู้ได้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ทำให้มุสลิมในภาคใต้เป็นสังคมที่เข้มแข็งสามารถรักษาความเป็นชุมชนดั้งเดิมมากที่สุดสังคมหนึ่งของประเทศ สถาบันเหล่านี้ถือเป็นสถาบันหลักที่มีค่าเป็นอย่างยิ่ง

     มิติทางวัฒนธรรม ในสังคมสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีวัฒนธรรมทับซ้อนจากอดีต คือ วัฒนธรรมมลายูและวัฒนธรรมอิสลาม ประเพณีการปฏิบัติใดใด ที่เป็นเรื่องดีงามไม่ขัดกับหลักศาสนายังคงปฏิบัติและรักษา เช่น ภาษามลายูยังใช้กันอยู่ถึงแม้จะล่องเลยมานานนับพันปี การไปมาหาสู่ร่วมงานบุญระหว่างญาติพี่น้องในชุมชนที่เป็นมุสลิมและพุทธ คนดั้งเดิม ยังปฏิบัติกันดีอยู่ วัฒนธรรมการละเล่นการแสดงที่ขัดกับหลักศาสนบัญญัติและแสดงความมีอำนาจบารมีและฐานะที่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ค่อยเลือนหายไปหรือหาดูชมยากขึ้น เช่น การละเล่นมโนราห์ มะโย่ง ตือรือ หนังตะลุง รำซีละ การแห่ขบวนนกในวรรณคดีโบราณ ขบวนบายศรี ขบวนแห่ช้างในวันแต่งงาน การเข้าสุนัต ขลิบอวัยวะเพศชาย หรือแม้แต่ดีเกร์ฮูลู วัฒนธรรมบางอย่างสามารถเป็นสื่อสร้างความเข้าใจให้กับคนในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดีแต่จะต้องมีกระบวนการกลั่นกรองอย่างมีความเข้าใจในแนวคิดดั้งเดิมเช่น ดีเกร์ฮูลู สามารถสอดแทรกเนื้อหาเชิงสร้างสรรค์ได้มากมาย
     การตกผลึกของนโยบายชาตินิยม จากสมัยจอมพล ป.พิบูลย์สงคราม ได้สร้างสมความรู้สึกเรื่องชาตินิยมแก่คนในชาติมาก แนวคิดเรื่องชาตินิยมด้านหนึ่งมีผลดีต่อภาพรวมของประเทศ หากไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เจ็บปวดแก่ชนกลุ่มน้อยในสังคม ซึ่งรวมถึงมุสลิมในประเทศหากไปทำให้เกิดความเจ็บปวดแก่ชนกลุ่มน้อยในสังคม ซึ่งรวมถึงมุสลิมในภาคใต้ชนิดต้องใช้เวลาในการเยียวยารักษาหลายสิบร้อยปี ประกอบกับนโยบายการส่งนักปกครองในอดีตไม่คำนึงถึงคุณภาพบำบัดทุกข์บำรุงสุขเท่าที่ควร บรรดาผู้คนเหล่านี้ได้สร้างฐานอำนาจและความมีอคติต่อคนท้องถิ่นอย่างหนัก จึงสอดรับกับนโยบายชาตินิยมเป็นอย่างดี ตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงมากมายยังอยู่ในความทรงจำของคนมุสลิม
     การจับผู้นำศาสนา ซึ่งเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่สำคัญอย่างยิ่งของสังคม โดยปราศจากคำตอบแห่งความยุติธรรมจากรัฐเกือบทุกสมัย
     การห้ามสอนภาษามลายู อักขระญาวี คือ การนำเอาอักษรภาษาอาหรับมาเขียนให้อ่านในภาษามลายู ในโรงเรียนและชุมชน ภาษามลายูถือว่าการออกเสียงใกล้เคียงกับภาษาอัลกรุ-อานมากที่สุดและใช้สื่อเป็นเพื่อการเรียนรู้ศาสนาให้ลึกซึ้ง จึงถือเป็นภาษาศาสนา ภาษาหนึ่ง

     ปิดโรงเรียนสอนศาสนาแบบดั้งเดิม คือ ปอเนาะ ซึ่งเป็นสำนักตักศิลาที่มีค่าคู่กับสังคมมุสลิมมานับร้อย ๆ ปี ทำให้พลวัตรการชี้นำสังคมสู่ความดีงามตามความเชื่อเป็นสิ่งสูงส่งของชีวิตมุสลิม
บังคับให้เรียนภาษาไทยที่มีเนื้อหาและกระบวนการสอนตามแนวพุทธนิยม มีกระบวนการนำเสนอเชิงบังคับที่ทำให้มุสลิมตื่นตระหนกและกลัว การห้ามพูดภาษามลายูในโรงเรียน จึงมีมุสลิมปฏิเสธการเรียนไทยในโรงเรียนรัฐบาล เพราะมุสลิมจะไม่เสี่ยงกับบ่อเกิดการเปลี่ยนแปลงความศรัทธาในที่สุด
หญิงมุสลิมมีการแต่งตัวปกปิดในส่วนที่ล่อแหลมต่อความรู้สึกทางเพศ เมื่อถูกบังคับให้กร้อนผมสั้น ห้ามคลุมผม ต้องนุ่งกระโปรงแทนผ้าถุง ชายต้องเปลี่ยนหมวกกะเปี๊ยะ(ขาว)หรือ ซอเกาะ(ดำ)เป็นหมวกกะโล่ใส่กางเกงแทนโสร่ง…การเปลี่ยนแปลงชื่อท้องถิ่นที่เป็นชื่อดั้งเดิมให้เป็นภาษาไทยแทนภาษาที่ศาสนากำหนด (ภาษาอาหรับ)มีกระบวนการที่ทำให้เกิดความยุ่งยาก เกรงกลัวภัยในการติดต่อสื่อสารกับกลไกรัฐเมื่อไม่รู้หรือไม่ใช้ภาษาไทย ..เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นมานานเกือบ 60 ปีมาแล้ว..
แต่ยังไม่เคยลืมเลือนจากคนไทยที่รักความเป็นธรรมทั้งหลายอย่างแน่นอนและกระบวนการต่าง ๆ ที่กล่าวข้างต้นบางประการยังปฏิบัติกันอยู่กับประชาชนที่ด้อยโอกาสอื่น ๆ ..การปรับเปลี่ยนอย่างรุนแรงและน่ากลัวในสมัยนั้นจำเป็นต้องอธิบายคำว่ารุนแรงในทัศนะอิสลาม หมายถึง ความกลัวที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงศรัทธา (อากีดะฮ)กลายเป็นคนนอกรีตตกศาสนาและที่น่ากลัวที่สุดสำหรับมุสลิม หมายถึง การหมิ่นเหม่กับการตกนรก วิถีการดำเนินชีวิตมุสลิมต้องศรัทธาและเชื่อมั่นว่าโลกหลังความตายมีจริงและมีความหมายยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด
     นโยบายการบริหารปกครอง สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีลักษณะเหมือนกับการ ยึดครอง มากกว่า ปกครอง นักปกครองและเจ้าหน้าที่เกือบทุกหน่วยที่ถูกส่งไปทำงานในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนใหญ่ไม่รับรู้และไม่พยายามทำความเข้าใจในความแตกต่างตลอดจนละเลยไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควรกับการศึกษาถึงโครงสร้างของสังคม เศรษฐกิจ การศึกษาของคนท้องถิ่น ความไม่เข้าใจเรื่องความแตกต่างมุสลิมท้องถิ่นยังถูกมองเป็น แขกชอบกบฏ จึงเป็นเรื่องที่รัฐต้องทบทวนอย่างหนัก
การใช้กำลังเมื่อมีปัญหาที่ภาคใต้ เป็นบทสรุปที่รัฐปฏิบัติมาโดยตลอด ทุกครั้งปัญหาต่าง ๆ ไม่เพียงแต่แก้ไม่ได้หากไปตอกย้ำความเจ็บปวดกับคนท้องถิ่นเพิ่มขึ้นเพราะ ตั้งโจทย์การแก้ปัญหาผิดคำตอบจึงพลาดหมด การตั้งโจทย์ง่าย ๆ ซึ่งอาจจะได้ผลในยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อทำให้ศัตรูขยาดกลัวแต่ไม่น่าจะเป็นบทสรุปที่ถูกต้องเสมอไป เพราะเป้าหมายที่จะเอาชนะ คือ การเข้าไปอยู่ในจิตใจประชาชนคนร่วมชาติที่ต่างวัฒนธรรมความเชื่อหาใช่เป็นศัตรูที่แปลกแยกของแผ่นดินไม่..กรณีที่จะยกตัวอย่างต่อไปนี้เป็นข้อคิดประสบการณ์ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่ง
การแยกสลายชุมชน โดยใช้นโยบายผสมกลมกลืนหลากหลายรูปแบบผ่านกระบวนการต่าง ๆ การสร้างนิคมในพื้นที่และอพยพชาวไทยอิสานเข้าไปอาศัยสร้างชุมชนสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่แตกต่างกับความเป็นอยู่ของมุสลิมในรัศมีใกล้เคียง การจัดส่งข้าราชการไปปฏิบัติงาน มีสัดส่วนที่ไม่เหมาะสมและขาดการตรวจสอบ ศักยภาพ ความสามารถ ความเข้าใจในความแตกต่าง การถูกกดขี่เอารัดเอาเปรียบ ดูถูกดูแคลนคนท้องถิ่น ละเลยและขาดประสิทธิภาพด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การศึกษาระดับฐานราก เป็นเวลาต่อเนื่องนับ 30-40 ปี สร้างความรู้สึกที่เลวร้ายแก่ชุมชน มีการอพยพย้ายถิ่น ไปทำงานที่ประเทศมาเลเซียเป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นปัญหาเรื่องบุคคล 2 สัญชาติตามมา
     การยกกองกำลัง มากมายที่พรั่งพร้อมด้วยอาวุธสงครามและยุทโธปกรณ์ทั้งรถหุ้มเกราะ รถจี๊ปติดปืนยิงเร็วไปค้นบ้านชาวบ้าน ภาพเด็ก ๆ และผู้หญิงที่ตกใจหวาดผวาสุดขีดสั่นระริกกับความกลัวและร้องไห้สะอึกสะอื้น การจู่โจมตรวจค้นแหล่งสงสัยในโรงเรียน ปอเนาะ เสมือนหนึ่ง เป้า เหล่านั้น คือ ศัตรูร้ายที่ต้องจัดการอย่างเด็ดขาด ให้เด็กนักเรียนชายเข้าแถวพิมพ์ลายนิ้วมือเกือบทั้งโรงเรียนเพราะสงสัยจะเป็นแนวร่วมปล้นปืนและเผาโรงเรียน มันกระเทือนความรู้สึกและเจ็บปวดเหลือคณาจนปัจจุบันเด็ก ๆ หนีไปเรียนที่อื่นเกือบหมดโรงเรียน จะต้องใช้เวลานานเท่าชีวิตหรือตายแล้วเรื่องราวยังมีการเล่าขานจนเป็นตำนานไม่รู้จบ

การตรวจค้นหาผู้ร้ายหรือหาของผิดกฏหมายในชุมชนมุสลิมโดยใช้สุนัขดมกลิ่น สามารถกระทำได้แต่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง มุสลิมไม่ได้กลัวสุนัข หากแต่ที่ใดสุนัขเหยียบย่ำและเดินผ่าน รอยเท้าและน้ำลายที่หกเรี่ยราด(มองไม่เห็น)มีวิธีการล้างที่หนักหนาและสาหัสด้วยน้ำสะอาดเจ็ดครั้งตามด้วยน้ำโคลนบริสุทธ์ เป็นครั้งสุดท้าย สิ่งสกปรกที่เกิดจากรอยตีนและน้ำลายสุนัขมีผลต่อการปฏิบัติศาสนกิจเป็นส่วนหนึ่งของวิถีธรรมชุมชนที่มีค่าสูงยิ่ง จึงจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลอย่างชัดเจนที่สุดและใช้กระบวนการที่ระมัดระวังในการลงมือ
     เชื่อและมั่นใจว่ามุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สนับสนุนที่จะให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาวิกฤติที่เกิดขึ้นโดยเร็วและฉับพลัน รัฐสามารถแยกแยะความดีงามและความเลวร้ายที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน ทุกคนต้องการให้ประเทศมีความสุข สันติ ปลอดภัย ปราศจากภัยอันตรายใดใด แต่รัฐต้องปฏิบัติกิจอย่างเข้าใจ รอบคอบและมุ่งมั่นรักษาสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นคนไทยตามรัฐธรรมนูญอย่างหนักแน่นอย่าเอาอารมณ์ความสะใจเป็นที่ตั้ง เพราะวิกฤติครั้งนี้มันใหญ่หลวงนัก
คนไทยทั่วไป คงไม่ค่อยทราบมากนักว่า เมื่อสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีปัญหาครั้งหนึ่ง ท้องถิ่นต้องสูญเสียกำลังคนภูมิปัญญาท้องถิ่น คนที่ปรารถนาดีต่อประเทศชาติเป็นประจำ เพราะเขาเหล่านั้นเกรงกลัวต่อการกระทำของเจ้าหน้าที่มาก หลายคนหนีเอาชีวิตรอดและทิ้งครอบครัวที่ต้องผจญความเลวร้ายจากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างนี้นับร้อยปีมาแล้ว ในสถานะการณ์ปัจจุบันยังปรากฏข่าวอยู่ทุกบ่อย เช่น จับโจรไม่ได้ ต้องเค้นและกดดันให้เมีย ลูก พ่อแม่ ญาติพี่น้องต้องรับภาระแทน
ในสถานะการณ์ที่เป็นอยู่มีผลถึงกลไกของรัฐบางหน่วย ได้โอกาสกระทำแก่คนท้องถิ่นจะโดยบังเอิญหรือโดยเจตนาเป็นปรากฏการณ์ที่ชุมชนมุสลิมต้องประสบมาตลอดไม่ยกเว้นในสถานที่ราชการ ข้าราชการมุสลิมบางคนอาจจะต้องประสบกับการกระทบกระแทก กระแนะกระแหนและบางทีด่าทอว่า เผาโรงเรียนและลูก ๆของพวกคุณเดือดร้อนไม่มีที่เรียน เสมือนหนึ่งจะสื่อความว่า คนที่ทำ คือ พวกคุณนั่นแหละ ตัวปัญหา
ปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นต่อเนื่องนานนับศตวรรษถึงแม้แนวนโยบายการแก้ปัญหาภาคใต้จะชัดเจนแต่ยังห่างไกลความเป็นจริงมากรัฐบาลจะต้องทบทวนบทเรียนนี้อย่างจริงจังรอบคอบเร่งด่วนถึง แนวทางแก้ปัญหาอย่างสันติ ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติได้แต่งตั้งคณะทำงานยุทธศาสตร์สันติวิธีถอดบทเรียนไว้มากมายน่าจะนำไปพิจารณาใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดี

     ภาพความเลวร้ายในอดีต ที่ยังไม่จางหายไปในชุมชน อาทิ การเข้าโจมตีมุสลิมในขณะที่ทำละหมาดเช้า (ซุบฮี) ที่ดุซงญอ จนต่อมา ถูกกล่าวหาว่า เป็นกบฏ การเผาหมู่บ้านเกือบทั้งหมู่บ้านที่ บาลูกาสาเมาะ อำเภอบาเจาะ เพื่อหาคนร้ายบางคน การสังหารชาวบ้าน 5 คนที่วัดเชิงเขาในหมู่บ้านเดียวกัน เมื่อปี 2518 จนมีการประท้วงใหญ่ใน วันตรุษอฎิลอัฎฮา และมีการโยนระเบิดลงในฝูงชนจนตายหมู่ทันที 13 ศพ ทีหน้าศาลากลางจังหวัดปัตตานี เมื่อค่ำวันที่ 13 ธันวาคม 2518 และกระบวนการอุ้มฆ่า การประจานผู้ตายในที่สาธารณะที่อาจจะเป็นหรือไม่เป็นสมาชิกในขบวนการต่าง ๆ เป็นข่าวคราวที่เกิดขึ้นและพูดคุยในหมู่ประชาชนมาโดยตลอด ความรู้สึกที่เจ็บปวดต่อผลกรรมที่ถูกกระทำเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โต๊ะครู ผู้นำชุมชน ข้าราชการมุสลิม ประชาชนคนท้องถิ่น วางตัวลำบากยิ่งในสถานะการณ์ เช่นนี้
     สื่อเชิงคุณภาพ ที่จะสร้างความเข้าใจแก่ท้องถิ่นและคนในชาติ รัฐพัฒนาเฉพาะเครื่องมืออุปกรณ์ให้ทันสมัยแต่ไม่พัฒนาจิตสำนึกของกลไกให้ตระหนักเห็นความสำคัญในความหลากหลายของชนชาติแต่กลับเน้นเรื่อง เอกลักษ์เดียว โดยละเลยอัตลักษณ์ของชาติที่ประกอบไปด้วยระบบนิเวศน์ทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย
     เหตุการณ์ 11 กันยายน 2545 สื่อตะวันตก โดยเฉพาะอเมริกัน โหมกระหน่ำโจมตี การกระทำของขบวนการการก่อการร้าย อย่างหนัก ข้อมูลข่าวสารที่พรั่งพรูทั้งโดยตรงและทางอ้อมว่า ผู้ก่อการร้ายมุสลิมและขบวนการเคลื่อนไหวเพื่ออิสลาม เป็นตัวการ สื่อในประเทศทั้งของรัฐและเอกชนส่วนใหญ่มักเอาข้อมูลและข่าวสารจากแหล่งเดียวและรับลูกขยายต่อ หลายครั้ง เป็นการเจตนาที่จะใช้จังหวะนี้ในการสร้างกระแสความเกลียดชังต่อ แขกมุสลิม ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นทั้งนี้เพื่อความสะใจ หาแนวร่วมกับคนในชาติและการค้าข่าว
การกล่าวร้ายใครสักคนหนึ่งอย่างเลื่อนลอยปราศจากหลักฐานพยานที่แท้จริงเป็นบาปอันใหญ่หลวงมีโทษหนักกว่าศัตรูในสนามรบหลายร้อยหลายพันเท่า เรื่องที่เกิดขึ้นกับมุสลิมกลับกลายเป็นเรื่องไร้สาระ การจับผู้ต้องหาและต่อมาเป็นผู้บริสุทธิ์ กลายเป็นเรื่องตลก ..แพะ อยู่เนือง ๆ โดยไม่ใยดีกับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับจำเลย ครอบครัว ญาติพี่น้อง ลูกศิษย์ เพื่อนพ้องและตลอดจนชุมชน การข่าวที่แพร่สะพัด ในเรื่องเล็ก ๆ ให้ดูเป็นเรื่องใหญ่เช่นจับครูสอนศาสนาอิสลาม แต่ประโคมข่าวว่าเป็นโต๊ะครูซึ่งสังคมมุสลิมถือเป็นความเสียหายอย่างยิ่ง สื่อ นำเสนอจะโดยเจตนาหรือไม่ล้วนเป็นการตอกย้ำการกดขี่ประชาชาติ มุสลิม ในประเทศมาโดยตลอด
มีตัวอย่างมากมายของประเทศมาเลเซียที่ได้ใช้กระบวนการทางสื่อ เพื่อสร้างเสริมความเข้าใจระหว่างความหลากหลายทางชาติพันธุ์ วัฒนธรรม ศาสนา วิถีความเชื่อชุมชน โดยมีสถาานีวิทยุโทรทัศน์สื่อสิ่งพิมพ์ที่ใช้ทั้งภาษา มาเลเซีย(มลายู) จีน อินเดีย อังกฤษ รวมทั้งภาษาท้องถิ่น เช่น มลายู กลันตัน ซาบา ซาราวัก และภาษาไทย ด้วย ค่อนข้างจะมีจำนวนรายการและเวลามากมายทั้งข่าวสาร สารคดี บันเทิง อาชีพ รัฐบาลเขาส่งเสริมให้มีการไปมาหาสู่กันและกัน โดยหัวหน้ารัฐบาลและผู้บริหารประเทศจะเปิดบ้าน ให้กับทุกคน โดยเฉพาะคนต่างศาสนิกเข้าไปเยี่ยมเยียนคาราวะและร่วมรับประทานอาหารกับเจ้าของบ้านเนื่องในวันสำคัญของศาสนา เช่น วันตรุษสำคัญของมุสลิม วันดีปาวาลี(ตรุษฮินดู) ตรุษจีน และตลอดวันวิสาขบูชาของศาสนาพุทธทั้งหมดเป็นวันหยุดราชการของชาติด้วย การทำเป็นตัวอย่างของผู้นำกลายเป็นประเพณีที่ประชาชนในประเทศนำไปปฏิบัติลดช่องว่างความเข้าใจให้คนในชาติระหว่างกันมากมาย
การทำลายวัฒนธรรมอื่นของคนในชาติจะวิกฤติมากยิ่งขึ้นหากการละเลยและมองข้ามความสำคัญเพราะแรงผลักที่ตกผลึกจากนโยบายชาตินิยม บวกกับแรงหนุนของสื่อตะวันตกถูกเพิ่มความเข้มข้นมากขึ้นตั้งแต่กลุ่ม ตอเลบัน ทำลายเทวรูปโบราณในอัฟกานิสถานมาแล้ว การกล่าวหามุสลิมของสื่อตะวันตกใน กรณี 11 กันยา 2545 การต่อต้านของชาวปาเลสไตน์ กรณียิวคนอิรักและอัฟกานิสถาน กรณีการรุกรานของอเมริกัน การฆ่าพระ ตำรวจ ครู การเผาโรงเรียน ประถามศึกษาและอื่น ๆ ล้วนเป็นข้อมูลด้านเดียวที่มุ่งเป้าการทำลายเฉพาะมุสลิมและอิสลามและจะยิ่งรุนแรงขึ้นในประเทศไทย จนกลายเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและแก้ไขได้ยากยิ่งในอนาคต
     สถานะการณ์ภาคใต้ หากมองในมุมการแบ่งแยกดินแดนของหมู่เกาะมินดาเนาในประเทศ ฟิลิปปินส์และอาเจะฮ. บนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย มาเปรียบเทียบกับมุสลิมในประเทศไทย เพราะทั้งสองประเทศมีสภาพภูมิศาสตร์ทางกายภาพ กระบวนการพัฒนาประวัติศาสตร์ทางการเมือง เศรษฐกิจ สิทธิความชอบธรรมต่าง ๆ ที่ได้รับจากรัฐบาลกลางแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับประเทศไทย หากถือว่า ทั้งสามประเทศต้องแข่งขันในลู่วิ่งที่เท่ากัน ประเทศไทยไปข้างหน้าทิ้งคู่แข่งอยู่ไกลลิบ เส้นชัยอยู่แค่เอื้อม เพียงแต่ประเทศเราละเลยเรื่องรากเหง้าของท้องถิ่นจึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนได้

โดย ม้านิลมังกร

 

กลับไปที่ www.oknation.net