วันที่ จันทร์ พฤษภาคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ยามเมื่อลมพัดหวน


 ยามเมื่อลมพัดหวน

สิบกว่าปีก่อน ในขณะที่ฉันได้ข่าวการถึงแก่อสัญกรรมของม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ฉันรู้สึกว่านี่คงเป็นจากไปของแม่พลอยอย่างแท้จริง... วันนั้นฉันคิดถึงหนังสือของท่านอยู่สามเล่ม ซึ่งเป็นเรื่องที่ฉันรักมากคือ สี่แผ่นดิน หลายชีวิต และไผ่แดง …

ฉันไม่มีวาสนาพอที่ได้รู้จักม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นการส่วนตัว แต่ฉันก็นับถือท่านดั่งครูของฉันคนหนึ่ง งานเขียนของท่านไม่ว่านวนิยาย หรือบทความต่างๆ เป็นครูของฉัน ทำให้ฉันได้เห็นในสิ่งที่เรียกว่า ศิลปะแห่งภาษา ทั้งความงดงามอ่อนช้อย ความเกรี้ยวกราด หรือมุขตลกต่างๆ

...................................

การจากไปของ รพีพร(สุวัฒน์ วรดิลก) และเพ็ญศรี พุ่มชูศรี สองศิลปินแห่งชาติ ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทำให้ฉันรู้สึกสะเทือนใจไม่น้อย...

ทั้งสองท่านเป็นคู่สามีภรรยาคู่เดียวในประเทศไทย ที่ได้รับเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ คนหนึ่งได้รับจากสาขาวรรณกรรม อีกคนหนึ่งได้รับจากสาขาศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปการแสดง

รพีพร ท่านเป็นนักคิดนักเขียน ที่ยึดถือความถูกต้องเป็นที่ตั้ง จนครั้งหนึ่งท่านถึงกับต้องไปพิสูจน์ความเป็นเพชรน้ำหนึ่งของท่านในคุก

เพ็ญศรี พุ่มชูศรี ท่านเป็นนักร้องเสียงสวรรค์ เพลงที่ท่านร้องใครได้ฟังดั่งต้องมนต์...ในความหวาน ละเมียดละไมในเสียงเพลงนั้น แฝงไปด้วยพลังแห่งการปลุกเร้าอย่างน่าพิศวง

...................................

ในคราวกระโน้น แม่พลอยได้ผ่านห้วงเวลาในชีวิตของตนเองมาถึง สี่แผ่นดินกษัตริย์ ในช่วงชีวิตของแม่พลอย  แม่พลอยต้องพบกับความเปลี่ยนแปลง และคำถามที่ไม่เข้าใจที่หลากหลาย

...แม่พลอยใช้ชีวิตวัยเด็กอยู่ในวัง รับใช้เจ้านาย และเรียนรู้ขนบธรรมเนียมไทยต่างๆ แม่พลอยคิดว่าการได้มีโอกาสใช้ชีวิตในวังเป็นสิ่งที่ดี แม่พลอยรู้สึกตกใจเมื่อเห็น สาวๆสมัยนี้ แต่งตัวหวือหวา กิริยากระโดกกระดาก

...แม่พลอยรักและเทิดทูนองค์เหนือหัวมาก และคิดว่าข้าแผ่นดินทุกคน ไม่มีใครกล้าทรยศต่อเหนือหัวท่าน เพราะท่านได้ให้ชีวิตเรามา 

...แม่พลอยแปลกใจว่าทำไมคนมีวาสนาสมัยนี้ไม่มีราศีจับเลย ไม่เหมือนคนรุ่นแม่พลอย ที่แค่เห็นตัว ก็รู้แล้วว่าเป็นคนมีวาสนา

...แม่พลอยไม่เข้าใจเลยว่าทำไม เรื่องการเมือง ต้องทำให้พี่น้องต้องทะเลาะกัน

คำถามที่เกิดในใจของแม่พลอยส่วนมากเป็นคำถามที่แม่พลอยไม่สามารถหาคำตอบได้ แต่แม่พลอยก็ยอมรับมันเพราะแม่พลอยคิดว่า มันคงเป็นเรื่องของคนรุ่นใหม่ ที่คนรุ่นของแม่พลอยไม่อาจเข้าใจได้

...................................

หากฉันเกิดมาเมื่อร้อยปีก่อน....

หากฉันอยู่ในเมืองบางกอก....

ภาพที่ฉันจะเห็นในนครแห่งนี้ คงไม่ต่างอะไรกับภาพที่แม่พลอยในเรื่องสี่แผ่นดินเห็นเป็นแน่ …..

แต่สิ่งนั้นมันคงเป็นไปไม่ได้ เพราะฉันเกิดในช่วงที่ประชาธิปไตยเบ่งบาน ไม่ใช่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชที่เรามีเจ้าเหนือหัว ทรงปกป้องคุ้มครองดูแลเราอย่างสมัยแม่พลอยอีกแล้ว ภาพที่ฉันเห็นในวันนี้เป็นภาพที่ทุกคนยกมือเพื่อเรียกร้อง สิทธิ ของตัวเอง 

...................................

วันที่แม่พลอย รพีพร และ เพ็ญศรี พุ่มชูศรี ลาลับจากโลก เป็นวันธรรมดาวันหนึ่ง…

...

ต่างกันที่

...วันที่แม่พลอยจากไป... แม่พลอยจากไป พร้อมทั้งนำคำถามที่ไม่เข้าใจต่างๆ พกพาไปด้วย

...วันที่รพีพร กับ เพ็ญศรี พุ่มชูศรี จากไป ท่านทั้งสองได้ทิ้งสิ่งหนึ่ง ที่หลงเหลืออยู่ในสังคมไทยน้อยเต็มทีไว้

สิ่งนั้นคือ คำตอบ ของคำถามของแม่พลอย...น่าเสียดายที่แม่พลอยไม่มีวันได้รับรู้ ว่าหลังจากแม่พลอยจากไปแล้ว มีคนรุ่นหลังอยู่สองคน ได้ตอบคำถามของแม่พลอยไว้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

...เพ็ญศรี พุ่มชูศรี ท่านได้พิสูจน์ให้เห็นว่าวัฒนธรรมอันดีของไทยเรานั้นมีค่าเพียงใด ท่านได้ใช้เสียงอันไพเราะผสมกับความนุ่มนวลอ่อนหวานอันเป็นเอกลักษณ์ของท่าน บรรจงร้อยเรียงออกมาเป็นเพลง...หากแม้นใครได้ฟังเพลงที่ท่านร้อง ท่านผู้นั้นก็จะได้รู้สึกอิ่มเอิบในคุณค่าของเพลงไทย อย่างไม่ยากนัก

...รพีพร ท่านยืนหยัดบนความถูกต้อง ท่านไม่เคยให้การเมืองมาอยู่เหนือตัวท่าน ท่านจงรักภักดีต่อองค์เจ้าเหนือหัว และแผ่นดินไทยเป็นยิ่งนัก... สิ่งที่ท่านฝากไว้ให้ลูกหลานของท่านหลังจากท่านได้จากไปก็คือ ทรัพย์ทางปัญญา ซึ่งเป็นทรัพย์ที่มีค่ายิ่งกว่าทรัพย์ใดๆ ในโลก......

.........

.........

..........

 

...................................

เพลงลาวคำหอม :    พระยาประสานดุริยศัพท์

             ขับร้อง :     ดวงพร  ผาสุบ

โดย downrai

 

กลับไปที่ www.oknation.net