วันที่ พฤหัสบดี กุมภาพันธ์ 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ต้นไม้เมืองกรุง ประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต(1) แสนสำราญสราญรมย์ และ ตกกระไดพลอย (กระ) โจน..


ผมเองรักและผูกพันกับพระนคร .. รักเกาะรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่เริ่มนั่งรถเมล์ไปไหนมาไหนได้เอง ก็มีสนามหลวงเป็นที่วิ่งเล่น มีวัดพระแก้ว เป็นที่หย่อนใจ

ในวัยเด็ก..จากบ้านเดิมที่ตลาดพลู กับ รถเมล์สาย 9 .. พาผมมายืนที่หัวใจเมืองภายในไม่เกิน 30 นาที

กระทั่งปัจจุบัน ย้ายบ้านมาไกลมากแล้ว จากสถานที่อันเป็นที่รักนี้.. ปทุมธานี นับว่าไกลครับ แต่เมื่อว่างเมื่อพร้อมเมื่อไหร่ ก็ยังรักที่จะกลับมาทำเหมือนตอนยังเด็กเสมอๆ

เมื่อหลายเดือนก่อน ได้ไปเดินในใจกลางพระนคร.. รัตนโกสินทร์ อีกครั้ง

หวังใจว่าจะไปเสาะหารอยเวลาที่หล่นร่วง.. กับใบไม้.. ต้นไม้.. อิฐหินดินทราย - อาราม - ราชวัง  ..

จากอิฐเป็นเมือง.. เป็นอาณาจักร.. วันและเวลาดำเนินไป.. และ ต้นไม้ก็รับรู้เอาไว้อย่างเงียบเชียบ

ต้นไม้คือผู้ผ่านเวลามาพร้อมกับรัตนโกสินทร์.. การได้ไปยืน ไปเดินเพื่อสัมผัสกับรอยประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต

เป็นสิ่งที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด ผมจะทยอยเล่าให้ฟังนะครับ

เขตเมืองชั้นในคืออดีตของเราหลายๆคน.. วันนั้นเรารวมกันได้ประมาณนี้ (อย่างตั้งใจ)

ซ้ายไปขวา - แดงฮวงจุ้ย - สุคิด64 แม่นพันธ์ไม้ - WildFlowerถ่ายรูป - ชูกุมารี โบราณคดี - jojo ขาป่วน

ภาพถ่าย โดยมาก จะมาจาก ผมและ WildFlower ครับ ส่วนเพื่อนที่เหลือก็เก่ง ก็สนใจกันไปคนละทาง แต่รวมแล้ว ทุกคนจำเป็นหมดเลย ที่จะทำให้การเดินชมต้นไม้เก่าๆกลางเมืองมีความหมายมากขึ้น

วันนั้น เราเริ่มกันที่ สวนสาธารณะเก่าแก่คู่กรุง อุทยานสราญรมย์

สวนสาธารณะเล็กๆแต่ เก๋ากึ๊ก.. สวนสราญรมย์  ตั้งอยู่บริเวณหัวมุม ระหว่างวัดโพธิ - วัดพระแก้ว - กรมการรักษาดินแดน

สร้างมาแต่สมัย รัชกาลที่ 4 ครับ.. ผ่านเวลามาจนปัจจุบันนี้ ก็ร้อยสี่สิบกว่าปี.. สำหรับผมเองก็คุ้นเคยกับสวนแห่งนี้มาตั้งแต่สมัยเรียน โรงเรียนมัธยมวัดราชบพิธ ซึ่งอยู่ห่างจากสวนสราญรมย์ เพียงข้ามฟากคลองคูเมืองเดิม(คลองหลอด) ไปก็ถึง

ได้ใช้สวนแห่งนี้ เป็นสถานที่เรียนวิชาพลศึกษา เช่น วิ่ง - ทุ่มน้ำหนัก - กระบี่กระบอง

รร. วัดราชบพิธ สมัยผมเรียน ไม่มีบริเวณอย่างปัจจุบัน ต้องเรียนกันในวัดแท้ๆ เหมือนโบราณนานมา

ศาลเจ้าแม่ตะเคียนทอง ศิลปะจีน  สร้างสมัยรัชกาลที่ 6  ภายในสวนสราญรมย์

ตามประวัติ ร.4 ทรงสร้างสวนนี้ไม่ทันเสร็จสิ้นก็สวรรคต รัชกาลที่ 5 ทรงดำเนินการต่อ และ ตลอดระยะเวลาหลายรัชกาลต่อมา

สวนแห่งนี้ ก็ได้ใช้เพื่อเป็นการต้อนรับ ราชอาคันตุกะสำคัญหลายพระองค์เพื่อพำนักคราวเยือนเมืองสยาม

เคยเป็น ที่ทำการ คณะราษฏร์ สมัย รัชกาลที่ 7

เคยเป็นเวทีประกวด นางสาวไทยในยุคแรกๆ...

และ ที่มิได้ตั้งใจ.. แต่โดย ความชักนำของโชคชะตา ก็ทำให้เราได้พบกับพี่ท่านหนึ่ง ซึ่งคุ้นเคยกันดี

ในเวลาใกล้ๆสิบโมง พี่ปัณยา ไชยะคำ โทรหาผม

" ประพนธ์.. ขอบคุณมากที่แนะนำวังสราญรมย์ ตอนนี้คุณอยู่ไหน "

" ผมก็กำลังไปที่นั่นครับพี่ จะไปเดินดูต้นไม่เก่าๆกลางเมืองกัน "

" โอเค ดีเลย.. ผมอยากให้คุณแจมกับเรา "

พี่ปัณยา โทรหาผมเมื่อสึ่ห้าวันก่อนนั้น  ถามผมว่า ให้ช่วยแนะนำสถานที่ร่มรื่น ในกรุงเทพฯ ให้สักที่

ผมตอบไม่ต้องคิดนาน " วังสราญรมย์ ไงพี่ ".. แล้วเราก็วางสายกันไป โดย ที่ไม่ได้พูดรายละเอียดใดๆของแผนการของเราทั้งสองคน

พี่ปัณยา ตัดสินใจเลือกวังสราญรมย์  และ นำเยาวชน 60 คน จากทั่วประเทศที่สนใจศิลปะ ธรรมชาติ และ การสื่อความหมาย... มาด้วย

พี่ปัณยา ไชยะคำ .. คือ ศิลปินช่างวาด , ผู้สนใจธรรมชาติวิทยา, นักสื่อความหมาย ฯ

ในเวลาที่เหมาะ เจตนาที่คล้ายคลึง กับ คนที่คุ้นกันดี   ทำให้ผมกับเพื่อน ที่ตั้งใจมาเดินดูต้นไม้..ต้องกระโจนเข้าไปในกระบวนการนี้อย่างแทบตั้งตัวไม่ทัน

พี่ปัณยา กำลังจะให้ธรรมชาติสอนเด็กๆ   เหมือนที่ในวันนี้พวกผมก็กำลังจะให้ต้นไม้เก่าๆสอนเช่นกัน..

เด็ก 60 คน  นั่งเกะกะไม่เป็นระเบียบ..คุยกันก็มี.. พี่ปัณยา นั่งลงตรงหน้า และ พูดเบาๆให้กับหัวหน้ากลุ่มแต่ละกลุ่มฟัง โดย ที่ไม่ได้พยายามให้คนอื่นๆได้ยินด้วย เด็กคนอื่นๆที่ห่างออกไป ก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับสิ่งที่พี่เขาพูด..

ผมรีบพูดขึ้นให้น้องด้านหลังได้ยิน  " น้องด้านหลังได้ยินไหมครับ "

" ไม่ต้องพนธ์ .. นั่นไม่ใช่วิธีการของเรา " แกปรามผมในทันที

ผมขัดใจเล็กๆ ที่พี่แกพูดแล้วคนอื่นๆไม่ได้ยิน มันจะ work หรือ ? ทำไมไม่พูดให้ดังให้ชัด ให้ทุกคนได้ยิน ?

หลังจากกิจกรรมดำเนินไปจนจบแล้วตอนบ่าย.. พี่ปัณยาเล่าให้ผมฟังว่า เด็กๆบางคน เปิดใจตัวต่อตัวกับแก.. ว่า ในเบื้องแรก รู้สึกเหมือนโดนสั่ง โดนบังคับ..

(แต่วิธีการพูด โดยไม่เรียกร้องให้ฟัง กลับดึงเด็กๆทุกคนกลับเขาสนใจสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าเอง เด็กพร้อมเอง รับฟังการเสนอแนวคิดจากเรา และ ไปวางวิธีการทำงานภายในกลุ่มกันเอง)

แต่ เมื่อลงมือทำ เขารู้สึกได้ประโยชน์จากตรงนี้มากเหลือเกิน .. ม้นทำให้ภาวะการนำของเขาเกิดขึ้นในกลุ่ม .. มันทำให้เขาได้รู้อุปสรรค.. ทำให้เขารู้ว่าคุณค่าของความคิดมีอยู่ในเพื่อนๆ มีในทุกคน เพียงเราเข้าเสาะหาหรือไม่เท่านั้นเอง... การได้รับชิ้นงานมา ทำให้ในทีมต้องแลกเปลี่ยน และ แก้ปัญหา

เป็นผู้นำ และ เป็นผู้ตามไปในขณะเดียวกัน

นี่แหละการกระจายอำนาจ.. ผมคิด

ถ้าเรายืนขึ้นและออกคำสั่ง สิ่งนี้ง่าย แต่ ก็จะไม่มีใครได้อะไรเลยจากการทำงานร่วมกัน.. เด็กก็จะยังเป็นเด็กไปตลอด ตราบที่คิดเองทำเองไม่เป็น..

ขณะที่เด็กคิด พี่ๆก็ว่าง.. มีเวลาได้ชื่นชมกับสิ่งงดงามรอบตัว..

ในภาพ ต้นหว้าใหญ่ น่าจะมีมาตั้งแต่ยุคโน้น (ร้อยสี่สิบปี)

 เจตนาตั้งแต่ต้นข้อหนึ่งในการมี สวนสราญรมย์แห่งนี้ ก็คือ การรวบรวมพันธ์ไม้ที่น่าสนใจมาปลูกไว้

 โดย พยายามจะให้เป็นเหมือนสวนพฤกษ์ศาสตร์ในต่างประเทศ

 ในภาพ พี่ปัณยาเดินเยี่ยมกลุ่มเด็กที่กำลังคิดโครงงานที่ให้ไป

 คือ การนำใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นเกลื่อนไป มาเรียงร้อย

 เป็นเรื่องราว เป็นนิทรรศการที่สามารถเล่าบอกสิ่งใดๆได้

 ให้เพื่อนกลุ่มอื่นฟัง

มองออกไปลึกๆไกลๆ จะเห็นวัดโพธิครับ เสาร์ - อาทิตย์ คนเพียบ

 ใกล้เข้ามา คือ ซุ้มรากไทรใบเรียบขนาดใหญ่.. ระโยงระยางมาก็น่าจะนานแล้ว

 สำหรับบริเวณนี้ คือ ตำนานครับ ถ้าใครจำได้ หรือ เคยเรียน ร.ด. แถวนี้  จะนึกออกว่า ใต้รากไทรต้นใหญ่นี้ เมื่อก่อนคือ ห้องน้ำสาธารณะ

 เป็นห้องน้ำที่อันตรายที่สุดต่อความเป็นชาย เท่าที่ผมเคยพบเจอมา

 เมื่อก่อน ถ้าไม่จำเป็นประเภทจะเรี่ยจะราดแล้ว ผมจะเลี่ยงห้องน้ำนี้ครับ เพราะถ้าเข้าไปแล้ว คุณอาจตกเป็นกลุ่มเป้าหมายในทันที

 จะมีชายหลากวัย มาป้วนเปี้ยนใกล้ๆคุณ และ อาจถึงขั้นชะโงกดูของของคุณอย่างจัง จนคุณคาดไม่ถึง

 ปัจจุบันที่นี่คืออดีตไปแล้วครับ ห้องน้ำนี้ถูกทุบทิ้งไปแล้ว

เหลือเพียงตำนานของชายเหนือชาย ให้เล่าขานกัน

เด็กๆเริ่มเล่าให้ทุกคนฟัง ตามที่ใจจินตนาการ..

ใบไม้คือสิ่งใดก็ให้คิดเอา

 เหมือนชีวิตก็ได้

 เหมือนแง่มุมก็ได้

 เหมือนวัฏจักรก็ได้

 ฯลฯ

เกิดบนดินแดน ทดแทนกลับคืน

 ให้กับผืนดิน ถิ่นฐานบ้านเดิม

 ถูกคนทำลายเพื่อไปสร้างเมือง

 นี่คือ เรื่องราว เหล่าพันธ์พืชไพร

 

ต้นมะพูด

๏ ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์ มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจาฯ

 จากนิราศภูเขาทอง สุนทรภู่

 ผมเพิ่งเคยเห็นมะพูดครั้งแรก แต่ ต้นยังเล็กไปหน่อย

 สุคิด64 (เพื่อนรุ่นน้องที่เก่งพันธ์ไม้) บอกว่าเป็นไม้ในสกุลมังคุด - พวา - ชะมวง

 ซึ่งลักษณะเด่นก็คือ ในลำต้น - กิ่ง - ใบ มักจะมียาง  สีเหลือง..

เราได้เวลาที่จะแยกออกจากคณะเด็กๆ ก็ต่อเมื่อได้ฟังพวกเขาเล่าเรื่องราวใบไม้จนจบ

 บ่ายโมง ..

 เท่ากับแผนของเราก็หดไปพอสมควร สุคิด64 ก็ต้องแยกกลับภายใน บ่ายสามกว่าๆเพื่อเดินทางไปกาญจนบุรี

 เราก็ไม่รอช้า ค้นหาความหมายของเราทันที

 ต้นแรก ตะเคียนทอง  Hopea adorata Roxb.

 เป็นต้นไม้ที่อยู่ในวงศ์ DIPTEROCARPACEAE หรือ ไม้วงศ์ยาง ซึ่งลูกมีปีกบินได้

สุคิดบอกว่า ตะเคียนทองต้นนี้เดาอายุได้ยาก ถ้าจะให้บอกจากขนาด.. แต่ ถ้าปลูกกันมาพร้อมๆสวน ก็น่าจะร้อยกว่าปีเช่นกัน

การเจริญเติบโตของต้นไม้.. ในป่า กับ ในเมือง มีปัจจัยให้พิจารณาหลายอย่าง

ในป่าต้นไม้ต้องแข่งขันมาก.. รีบโต รีบเบียดหาแสง.. ต้นจึงโต.. ก็มี

หรือ บางทีก็แคระแกรนเพราะแข่งกับเขาไม่ได้ ทั้งที่อายุก็มากแล้ว  ก็มี..

ฉนั้น ต้นไม้เล็กหรือใหญ่บางคราวก็บอกได้ยากว่า ใครจะอายุเท่าไหร่..

บางครั้งต้นไม้ในสวนเช่นนี้ ปุ๋ยถึง น้ำถึง.. แสงแดดพอเพียง.. ก็อาจจะไม่โตก็ได้ เพราะไม่รู้จะโตไปทำไม ไม่ต้องแข่งกับใคร การเร่งโตนั้น ใช้พลังงานมากนะครับ และ ก็เกิดอันตรายได้มากเช่นกันในการมีชีวิตอยู่

 ในเมื่อไม่ต้องกังวลว่าจะแข่งกับใคร  .. ทำไมจะต้องเหนื่อยให้เมื่อยตุ้ม

อันนี้น่าคิดครับ.. เขายังบอกเกร็ดที่เฝ้าสังเกตุมาพอสมควรอีกอย่างหนึ่ง

เขาบอกว่า ต้นไม้ป่าเมื่อมาปลูกในเมืองที่สภาพเพียบพร้อมสมบูรณ์ หลายๆต้นก็รีบโต รีบออกดอก และ ก็รีบตาย

อายุสั้นว่างั้นเหอะ.. ลองคิดเล่นๆแล้วกันครับ นี่คงยังเป็นเพียงข้อสังเกตุของเขา ซึ่งผมจะลองๆมาคิดดูเช่นกัน

จากเวลาที่หดสั้นเข้า หลังจากเราใช้เวลาไปกับการฟังเรื่องราวของเด็กๆ (นับว่าคุ้มมาก)

เราก็เลยผ่านออกจากสวนสราญรมย์เร็วหน่อย.. เห็นนักลีลาศ รุ่นใหญ่หลายคนใต้ร่มจามจุรี หรือ ที่หลายคนเรียก ต้นครั่ง ภาษาฝรั่งเรียก Rain tree.

นึกย้อนไปสมัยที่ นักลีลาศหนุ่มสาวเมื่อ หกเจ็ดสิบปีก่อนใช้สถานที่แห่งนี้เป็นเวทีอันร่มรื่น น่าอิจฉาครับ

เราให้จามจุรีต้นใหญ่ เป็นต้นสุดท้ายในบริเวณสวนสราญรมย์..

ก้าวข้ามพ้นแดนออกมาสู่คลองคูเมือง

สะพานหก

ข้ามออกจากสวนสราญรมย์ ด้านประตูริมคลองหลอด จะมีสะพานไม้แบบโบราณ เรียกกันว่า สะพานหก

สร้างใหม่ครับ สมัย ฉลอง 200 ปี กรุงเทพฯ (2525)

เป็นสะพานรูปแบบฝรั่ง ที่สร้างกันในสมัย รัชกาลที่ 4 - 5  ได้อ่านข้อมูลมาว่ากันว่า แต่ก่อนมีถึง 6 สะพาน กระจายไปทั้งฝั่ง ธนบุรี - พระนคร

ปัจจุบันไม่มีแล้ว คงเหลือสะพานหกที่สร้างใหม่แห่งนี้ที่เดียว คำว่า หก  หมายถึง หกขึ้นหกลงได้ ก็คือ เป็นสะพานที่ยกได้ เปิดขึ้นได้.. ให้เรือลำใหญ่ผ่านไปได้นั่นเอง

ตอนต่อไปผมจะชวนข้ามคลองคูเมือง ไปสู่วัดประจำรัชกาลที่ 5

เรื่อยๆไม่รีบครับ

....................

โดย Hoopoeman

 

กลับไปที่ www.oknation.net