วันที่ จันทร์ มีนาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ต้นไม้เมืองกรุง ประวัติศาสตร์มีชีวิต (3)กำเนิดธรรมยุติ สู่ชุมช่างหลวง


(ต่อจากตอนที่แล้ว)

วัดสำคัญอีกวัด ที่ มีนามว่า มหาสีมาราม คือ วัดราชประดิษฐ์สถิตย์มหาสีมาราม.. ข้ามจากวัดราชบพิธก็เพียงไม่กี่นาที เราก็เข้าเขตวัดสำคัญอีกวัดหนึ่ง ในเกาะรัตนโกสินทร์  เป็นวัดที่ใกล้กับพระบรมมหาราชวังเพียง ไม่กี่ร้อยเมตร.. และ เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 4

ประวัติของการสร้าง กล่าวถึง ธรรมเนียมโบราณนานมา ว่า ในพระมหานคร ต้องมีวัดสำคัญ 3 วัด

วัดมหาธาตุ - วัดราชบูรณะ - และ วัดราชประดิษฐ์

ในสมัย รัชกาลที่ 1  สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาถ (วังหน้า) ได้โปรด สถาปนา วัดสลัก ให้เป็น วัดพระศรีสรรเพชญ์.. และ แก้ไข นามใหม่ให้ตรงกับธรรมเนียม  เป็น วัดมหาธาตุ

 พระพี่นาง ใน สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก  ได้ทรงบูรณะ วัดเลียบ (ใกล้สะพานพุทธ) ให้ เป็นวัดราชบูรณะ

และ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ก็ได้ทรงสร้างวัดสุดท้ายให้เข้ากับธรรมเนียมสำคัญนี้  ซึ่ง ก็คือ วัดราชประดิษฐ์สถิตย์มหาสีมารามแห่งนี้...

วัดนี้ ได้ชื่อว่า เป็นวัดที่สร้างเพื่อให้เป็นวัดสาย ธรรมยุติกนิกาย วัดแรกในประเทศไทยด้วย

(ข้อมูลจาก www.wikipedia.org )

ด้านซ้ายเมื่อก้าวพ้นธรณีประตูเข้าไปแล้ว มีต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่ง อยู่ในเขตสังฆาวาส ประชิดกำแพงเสมา

 ไทรนิโครธ Ficus bengalensis L.

ต้นใหญ่ครับ เป็นพวกที่เรียกว่า ต้นกร่างชนิดหนึ่งก็ได้กระมัง.. จากข้อมูลในพุทธประวัติกล่าวถึงไว้หลายตอนครับ

เช่นว่า เมื่อหลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ก็เสด็จไปประทับใต้ต้นโพธิ เป็นเวลา 7 วัน

จากนั้นก็เสด็จย้ายไปประทับใต้ต้นไทรนิโครธ เป็นเวลา 7 วัน

เชื่อกันว่า ชื่อ นิโครธ คงเพี้ยนมาจาก นิโรธ.. อันอาจหมายไปถึงว่า เมื่อพระพุทธองค์ เอาชนะมารได้แล้ว จึงอยากจะเสด็จไปประทับที่ ต้นนิโรธ.. ซึ่งมีความหมาย ว่า การหลุดพ้นไปจากบ่วงทุกข์

อันนี้เป็นสันนิษฐานกันมาครับ ฟังกันเพลินๆแล้วกัน

(ข้อมูลบางส่วนจาก www.dnp.go.th )

ฟังแล้วก็รู้สึกเห็นความหมายมากขึ้นครับ  รู้จักต้นไม้ในแง่ วิทยาศาสตร์ ศาสนา โบราณคดี..

จากที่เห็นว่าต้นไม้ก็คือต้นไม้.. ฟังๆไปเริ่มเห็นความเกี่ยวพัน เห็นเจตนาต่างๆ ของการที่ต้นไม้ต้นหนึ่งๆ จะถูกปลูกลงในสถานที่หนึ่งๆ

คนเมื่อก่อนมีความตั้งใจและคิดไปลึกล้ำเหลือเกินครับ

พระพุทธสิหังคปฏิมากร องค์ประธานในพระอุโบสถ

รูปจำลองของพระพุทธสิหิงค์ครับ..  เมื่อสมัยรัชกาลที่ 5  พระองค์ได้แบ่งพระบรมอัฐิ ของพระราชบิดา (รัชกาลที่ 4 ) มาบรรจุไว้ที่ฐานของพระพุทธรูปองค์นี้ด้วย

ในเนื้อที่ สองไร่เศษของวัดนี้ รู้สึกได้ว่าค่อนข้างเล็กครับ เมื่อเทียบกับวัดอื่นๆในเขตกลางเมือง แต่ ก็ดูสงบ และ สมถะดีเหลือเกิน เช่นกันครับ

เราเดินมุ่งหน้าไปทาง พระบรมมหาราชวัง ผ่านกระทรวงกลาโหม ผ่านศาลหลักเมือง

ข้ามถนนมาเลียบกำแพงวัดพระแก้ว..

ตรงไปท่าช้าง...

โพยนี้รับรอง โดย ชู... เพื่อนวิทยากรศิษย์เก่าวังท่าพระ...เขาบอกว่า

ใน มหาวิทยาลัยศิลปากร.. มีจุดหมายน่าสนใจ

ไทรใบเรียบ หรือ ต้นไฮ (ภาษาอีสาน)

ในมหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ.. ใหญ่มากครับ ยืนตระหง่าน ใกล้ประตูทางด้าน ถนนท่าพระจันทร์

สุคิด64 เซียนต้นไม้.. บอกว่านี่เป็นขนาดที่ใหญ่มากเช่นกันเท่าที่เขาพบมา.. ในพื้นที่บริเวณมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเราได้คุ้นหูกันว่า วังท่าพระนั้น

เดิมทีเมื่อสร้างกรุงเสร็จ รัชกาลที่ 1 ท่านได้โปรดให้มีการชะลอ พระศรีศากยมุนี มาจาก สุโขทัย

และ เรือได้มาเทียบเพื่ออันเชิญท่านขึ้นที่นี่ เพื่อจะไปประดิษฐานไว้ที่วัดสุทัศน์เทพวราราม (เสาชิงช้า) บริเวณนี้ ในเวลานั้น มีกำแพงและท่าเรืออยู่ใกล้ๆกับ ท่าช้าง

แต่ ด้วยองค์พระนั้นใหญ่เกินกว่าประตู.. พระองค์ท่านจึงได้โปรดให้รื้อให้หมดทั้ง กำแพงและพระตู เพื่อให้องค์ พระศรีศากยมุนี ผ่านไปให้ได้

จึงขนานนามให้แก่บริเวณนี้ นับแต่นั้นว่า ท่าพระ.. (คนละเรื่องกับท่าพระที่จรัลสนิทวงศ์นะครับ)

(ข้อมูลบางส่วนจาก www.wikipidea.org )

ในบริเวณระหว่างวังหน้า กับ วังหลวง ก็มีวังท่าพระนี้คั่นอยู่ครับ..

วังนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงโปรดให้สร้างเพื่อเป็นที่ประทับของพระราชนัดดา (หลาน)ของพระองค์ คือ เจ้าฟ้าเหม็น พระราชโอรสของ สมเด็จเจ้าฟ้าฉิมใหญ่ (พระราชชายาของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี)

ต่อมาตลอดรัชสมัยของ รัชกาลที่ 2 ก็เป็นที่ประทับของ พระองค์เจ้าทับ กรมหมื่นเจษฏาบดินทร์ (ต่อมาคือ รัชกาลที่ 3)

จนเมื่อในหลวงรัชกาลที่ 2 เสด็จสวรรคต พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 3 ก็ทรงประทานวังท่าพระ ให้แก่พระราชโอรส 3 พระองค์ได้ประทับที่นี่ หนึ่งในพระโอรสก็คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าชุมสายกรมขุนราชสีหวิกรม (ต้นตระกูลชุมสาย)

ในช่วงเวลาที่กรมขุนราชสีหวิกรมประทับที่นี่ วังท่าพระ เป็นที่รวมของช่างและงานช่างหลวงแทบทุกชนิด กว่า 200 ชีวิต ได้พำนักอาศัยและทำงานศิลปกันที่นี่ และ วังนี้ก็นับว่าเป็นวังขนาดใหญ่ทีเดียวในสมัยนั้น

(ข้อมูลบางส่วน จาก www.wikipedia.org )

ไทรใหญ่นี้ ซึมซับศิลปะนานา มาร่วมสองร้อยปีน่าจะได้ครับ .. ตั้งแต่ เป็นวังท่าพระมาแต่ต้นกรุง

จวบจนมาเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร.. เมื่อเจ็ดแปดสิบปีที่ผ่านมานี้

จาก วังท่าพระท่าเรือที่เชิญพระศรีศากยมุนีขึ้นจากเรือ.. มาเป็นวังรวบรวมช่างหลวง

มาสู่ศิลปากรในปัจจุบัน.. ในรากไทรอาจจะบอกอะไรแก่เราได้.. ด้วยลีลาของกิ่งก้านที่พริ้วไสว

ร่มเงาให้ร่มเย็น.. และ อากาศอันบริสุทธิ์

แม้มิได้เคยเอ่ยปากใดๆ

ต้นอินจัน หรือ จันอิน  Diospyros decandra Lour. วงศ์ EBENACEAE

หน้าคณะจิตรกรรมและปฏิมากรรม... จันอิน หรือ อินจันนี้ เป็นต้นไม้ในวงศ์มะเกลือ  - พวกต้นพลับ ต้นจันทน์ต่างๆ

สิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ  ที่เรียกว่าอินจัน .. ก็เพราะลำต้นนั้นมักจะออกมาเป็นเหมือนสองลำต้น แต่เบียดเสียดติดกันประดุจแฝดอิน - จัน ต้นนี้ภาพไม่ชัดครับ แต่ แนะนำให้ไปดูด้วยตัวเอง

ไม่ทราบว่า เป็นอย่างนี้ทุกต้นหรือเปล่า  หรือ ว่า มีการปลูกต้นไม้นี้สองต้นให้ติดกันเช่นนี้เสมอ (ในสวนแก้ว ม.ศิลปากร ก็มีอีกต้นครับ เป็นลักษณะเช่นเดียวกัน แถมต้นใหญ่กว่านี้อีก)

สวนแก้ว

ในบริเวณร่มรื่นด้วยประวัติศาสตร์เก่าแก่.. ของวังท่าพระ มีสวนแห่งหนึ่งซึ่งแน่นไปด้วยต้นแก้วอายุร่วมร้อยปี

สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์  เคยประทับที่วังท่าพระแห่งนี้ และวงดนตรีไทยของที่นี่ก็มีชื่อเสียงมากในสมัยนั้น (รัชกาลที่ 5 )  มีการบรรเลง มีการประชันวงอยู่เสมอ 

กลิ่นแก้วก็คงหอมเช่นที่หอม ขาวสะอาดเช่นที่เรียกว่า บริสุทธิ์.. ปี่พาทย์ระนาดคงระริกกระซิกหยอดยั่วต่อตัวล้อลวดลาย ..

ดนตรีและศิลปะ คือทิพย์ ซึ่งมีคนที่เห็น มีคนได้ยิน.. แต่ มิใช่ว่าจะสัมผัสถึงจิตวิญญาณได้ทุกคนไป

ปัจจุบัน ในสวนแก้ว มักเป็นสถานที่สำหรับเด็กที่อยากเรียนศิลป อยากเป็น ศิลปากร ได้มาเรียนกวดวิชากัน

ข้างๆคือ งานปั้น ... กระโดดเชือก  ของ ศิลปินหญิงคนดัง  มีเซียม  ยิบอินซอย

นกอีแพรด เพลิดเพลินในสวนแก้ว...

มหาวิทยาลัยศิลปากร มีบรรยากาศอันเอื้อให้ศิลปะกำเนิด...

จิตใจบางชนิด ย่อมเอื้ออำนวยให้ศิลปะนั้นกำเนิดได้ ภายในใจตน..

แต่เพราะคนเรานั้นต่างกัน.. และ มักแยกแยะสิ่งต่างๆให้ขาดออกจากกัน (โดยไม่จำเป็น.. )

ผมเคยอ่านหนังสือบางเล่ม เขาพูดว่า สมัยต้นอารยธรรมมนุษย์ ปรัชญาเมธีแต่ก่อน จะต้องสนใจศาสตร์ทุกแขนง

ไม่เคยแยก นามธรรมออกจากรูปธรรม ไม่เคยแยกวิชา ออกจาก จริยธรรม ศีลธรรม

เรียนตัวเลข จับดาบคม ก็ต้องเป็นกวีกลอน..

และ ปรัชญาจะผสมอยู่ในทุกแขนงวิทยาการ

จนเมื่อ วิทยาศาสตร์กำเนิด.. ความเจริญทางวัตถุ  รุดหน้าอย่างรวดเร็ว

นอกจากความก้าวหน้าที่ได้รับ  นั่นก็คงเริ่มนับเป็นจุดแรกที่ทำให้ มนุษย์เริ่มเชื่อแต่สิ่งที่เห็น เคารพแต่สิ่งที่พิสูจน์ได้ทางกายภาพ ในขณะเดียวกันไปด้วย

ไม่จำเป็นอีกแล้วที่จะต้องเผื่อใจไว้ในสิ่งที่ลึกซึ้งกว่าดวงตาจะมองเห็นได้.... สูตรทางเคมี วิธีการคำนวณ ดูจะเหนือกว่าจิตร..และ จินตนาการขึ้นนับแต่นั้น

หรือนั่นอาจเป็นก้าวแรกที่ทำให้เราหลายคนหลงทางจนทุกวันนี้..

ผมโน้มเอียงว่าจะเห็นด้วยตามนั้น...เป็นความเชื่อส่วนตัวนะครับ เชิญคิดต่อตามสะดวกเลย

วันนั้นเราแยกกันกับ สุคิด 64 เซียนต้นไม้ที่สวนแก้วแห่งนี้.. เขามุ่งหน้าไปกาญจนบุรี ส่วนพวกเราที่เหลือก็ตั้งใจไปให้ได้อีกสักแห่งหนึ่ง เป็นการปิดฉาก

เหนื่อย ร้อน... แรงก็หดหายไปมากแล้ว ค่อยต่อตอนหน้าแล้วกัน...

โดย Hoopoeman

 

กลับไปที่ www.oknation.net