วันที่ พุธ มีนาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คนเผาขยะ


คนเผาขยะ

                                                             สรรพเดช

                         เสียงมโหรีปี่พาทย์ ยังคงบรรเลงเพลงพระธรณีกรรแสงอยู่อย่างต่อเนื่องยาวนาน ตราบใดที่ความตายยังเกิดขึ้นอยู่คู่กับมวลมนุษย์ บทเพลงบทนี้ก็คงจะไม่ล้าหลังไปจากยุคสมัยแน่นอน

                เสียงโหยหวนจากการดีด สี ตี เป่า ที่แว่วเวียนอยู่ในอากาศ สามารถยุเย้าอารมณ์เศร้าให้กับผู้ฟังที่อยู่ในงานศพได้เป็นอย่างดี แม้บางคราวจะมีเสียงสอดแทรกจากพวกขี้เมาบ้างแต่นั้นก็แค่ส่วนหนึ่งของพวกด้อยมารยาท

                        โลงศพยังคงตั้งแน่นิ่งอยู่ใกล้กับลานอภิธรรม ดอกไม้ที่ล้อมรอบโลงแอร์เริ่มแห้งเหี่ยว  กลิ่นและรูปลักษณ์ที่เคยงดงามก็เริ่มโรยรา  แต่ก็น่าแปลกที่มนุษย์ยังถือความเชื่อ  ใช้ความสวยงามมาประดับเคียงคู่อยู่กับความตาย และหากความตายคือสิ่งที่สวยงาม เหตุไฉนเล่ามนุษย์บางคนยังพยายามที่จะหลีกหนีความตาย

                        กลิ่นควันธูปเทียนยังคงคละคลุ้งเคียงคู่อยู่กับดวงวิญญาณของผู้ตาย ปี่พาทย์ยังคงโลมเล้าบรรเลงอยู่อย่างอึกทึก  ป้ายชื่อผู้มีเกียรติบนพวงหรีดยังคงอวดศักดาอยู่คู่กับโลงศพ นานมาแล้วที่มนุษย์ใช้ลายปากกา เพื่อสื่อความอาลัย ซึ่งก็คงนานพอที่จะทำให้พวกเขาเริ่มเอือมระอาต่อความตาย

                        รูปถ่ายครึ่งท่อนในฉากแก้วข้างโลงศพ ยังคงมีสีหน้าและแววตาเช่นเดิม ไม่มีความเศร้า  ไม่มีความสุข  เป็นสีหน้าที่เงียบเชียบและเดียวดาย  เบื้องล่างรูปถ่ายบอกถึงวันที่ ชาตะ   มรณะ  และ อายุรวมถึงวันตาย ไว้อย่างลงตัว  ซึ่งเมื่อคิดดูให้ลึกซึ่งมนุษย์ก็คงไม่ต่างอะไรไปจากสินค้าที่วางขายอยู่ตามท้องตลาด มีวันผลิต และ วันหมดอายุ ตามกาลเวลาอันสมควร

                        ปี่พาทย์หยุดบรรเลงชั่วขณะ  พระสงฆ์สี่รูปเดินเรียงหน้าเข้าประจำที่ตรงลานสวดอภิธรรม น้ำดื่มถูกยกมาถวายต่อหน้าพระสงฆ์   ตาลปัตรทั้งสี่ถูกยกขึ้นมาบังหน้าพระสงฆ์ทั้งสี่รูป  “ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น”    คำกลอนบน ตาลปัตร เรียงแถวต่อคำกลอนกันอย่างลงตัวด้วยความหมายที่กินใจ ร่างผู้ตายภายในโลงศพถูกเชื่อมต่อเข้ากับพระสงฆ์ทั้งสี่รูปโดยมีสายสิญย์เป็นสื่อ  เสียงสวดคาถาภาษาบาลีเริ่มเปล่งเสียงสำเนียงสอดประสานอย่างมีมนต์ขลัง

                        ชายวัยกลางคนในชุดแต่งกายที่ดูซ่อมซอยกมือขึ้นพนมไหว้พระสงฆ์ทั้งหมด ก่อนที่จะลุกขึ้นออกไปจากที่สวดอภิธรรม เขาเป็นคนที่ไม่ค่อยมีใครให้ความสนใจ และเขาก็ไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับคนทั่วๆไปเช่นกัน  ด้วยเหตุนี้  การกระทำใดของเขาจึงไม่ตกเป็นที่สนใจของบุคคลรายรอบ

                        ชายผู้นี้มาพร้อมกับพระสงฆ์ทั้งสี่ เขามีวัดเป็นบ้าน และอาศัยข้าวก้นบาตรประทังชีพ เขามาจากไหน? เป็นลูกเต้าเหล่าใคร ? ไม่มีใครรู้ แต่แกอาศัยวัดที่นี่มานานหลายปีและดูทีท่าว่าจะไม่ไปอยู่ที่อื่นเสียด้วยซ้ำ

                        เขาเดินมาข้างเมรุ เงยหน้าขึ้นมองตรงจุดสูงสุดของปล่องควัน ไม่มีคำพูดและอารมณ์ใดๆแฝงอยู่บนใบหน้า เงียบขรึมและมั่นคง อาจจะดูแข็งกระด้าง แต่จริงๆแล้วมันคือความเข็งแกร่ง

                        เขาเบือนสายตาไปที่ต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆเมรุ ต้นไม้ต้นนี้มีอายุที่ยาวนานพอสมควร ลำต้นของมันเติบใหญ่ขึ้นตามกาลเวลา แผ่กิ่งก้านสาขากว้างใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ  เขาเดินมาที่โคนของต้นไม้ต้นนั้น แอบอิงเงาของมันเป็นที่ร่ม  แล้วนั่งกอดเข่าหลังพิงโคนต้น  ดั่งเฝ้าคอยถ้าอะไรสักอย่าง

                        ลมยามบ่ายยังพัดอย่างต่อเนื่อง แม้พลังของลมจะไม่รุนแรงมากนัก แต่ก็สามารถกระชากเอาใบไม้ที่อ่อนแอและไร้พลังให้ร่วงหล่นลงมาแนบอกแม่พระธรณี ใบแล้ว ใบเล่า ให้มากองทับถมกับใบไม้เหี่ยวๆที่ร่วงหล่นมาก่อนหน้านี้

                        ลมหายใจของเขาเริ่มแผ่วเบาลง แต่สมองของเขากลับทำงานหนักขึ้น เขาไม่รู้ว่าทำไมวันนี้ ความหมายของใบไม้ที่ร่วงหล่นถึงมีคุณค่า แตกต่างไปจากที่เขาเคยมองเมื่อครั้งก่อนๆ  ธรรมชาติกำลังสอนให้เขาคิด เขาเงยหน้าขึ้นไปมองจุดสูงสุดของต้นไม้ ที่ตรงนั้นมันช่างดูสง่างามเสียเหลือเกิน มันคือยอดที่ไม่มีมีส่วนไหนสูงเทียบเท่า แต่มันก็ดูเหนื่อยล้าเมื่อเทียบกับใบไม้ที่อยู่ในชั้นต่ำกว่า ทุกครั้งที่กระแสลมปะทะร่างของมันจนโยกไหวสั่นคลอน ดูมันช่างวุ่นวายและไม่มีความสุขเอาเสียเลย ในขณะเดียวกันพวกใบไม้เบื้องล่างที่ดูด้อยศักดิ์กว่ากลับมีชีวิตที่สงบร่มเย็น มันคือความแตกต่างที่ธรรมชาติได้ชดเชยให้เกิดความสมดุล

                        “และถ้าเป็นตัวฉัน ในตอนนี้ฉันจะอยู่ตรงส่วนไหนของต้นหนอ” เขาแอบคิดอยู่ในใจ  เงยหน้าขึ้นไปมองตรงยอดสุดของต้นไม้ ก่อนจะละสายตามองมาเป็นชั้นๆ จนถึงใบที่อยู่ชั้นต่ำสุด สีหน้าของเขาเริ่มเผยรอยยิ้ม แม้มันจะเป็นยิ้มแห้งๆแต่มันก็เป็นยิ้มที่หาดูได้ยาก เขามองตรงส่วนนั้นอยู่เนิ่นนาน ดูภาคภูมิใจกับมัน เขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุอันใด ถึงบังเกิดอารมณ์เช่นนี้ขึ้นมาได้ ปกติเขาเป็นคนด้านชากับความรู้สึกมานาน จนเกือบลืมไปว่า ตัวเขาเองก็มีความรู้สึกเหมือนเช่นคนอื่นๆ

                        ใบหน้าเขาดูมีความสุขขึ้น เขาได้พบธาตุแท้ของตัวเองเป็นครั้งแรก เขาชอบในความต่ำต้อยที่สงบสุข เขาภูมิใจที่ได้คลุกคลีกับคำเหยียดหยาม มากกว่าที่จะได้คลุกคลีกับคำเยินยอที่เสแสร้ง  มันคือความรู้สึกที่เกิดมาจากจิตใต้สำนึกอันใสซื่อบริสุทธิ์ 

                        ใบไม้เหี่ยวยังคงร่วงโรยอยู่เรื่อยๆ เขาพบสัจธรรมอีกอย่างที่ตัวเขาเองได้เคยมองผ่านมาโดยตลอด เขามองไปที่ใบไม้หนาทึบ มันมีสีเขียวอ่อน  เขียวเข้ม และเหลือง สลับซับซ้อนกันไป บางใบกำลังผลิแย้มต้อนรับโลกใหม่ บางใบก็เคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วหลาย ฤดูกาลจนสีใบแก่จัด  และบางใบก็เริ่มเหี่ยวแห้งโรยรา ซึ่งมันก็ไม่ต่างอะไรกับชีวิตมนุษย์เลย เราเริ่มที่จุดกำเนิด ผ่านการเจริญวัย  แล้วก็มาสิ้นสุดลงที่ความตาย

                        ความคิดของเขา ชะงัก  เมื่อเสียงสวดของพระสงฆ์เงียบลง เขารู้ดีถึงสัญญาณเตือนด้วยความเคยชิน ปี่พาทย์เริ่มบรรเลงอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ดูเหมือนจะปลุกระดมความเศร้าโศกได้มากกว่าครั้งก่อนเสียอีก เขาเดินไปบนเชิงเทินของเมรุ เพื่อรอที่จะทำหน้าที่ของตนต่อไป

                        พระสงฆ์ชักสายสิญย์ขึ้นสู่เชิงเทินหน้าเมรุ โดยมีขบวนญาติๆตามหลังและผู้ทำหน้าที่หามโลงศพของผู้ตายขึ้นตามไป  ภรรยาและลูกๆของผู้ตายร่ำไห้ปานว่าจะขาดใจ หลายคนพลอยร่ำไห้ตามไปด้วยจนหน้าแดงก่ำ รูปถ่ายที่ไร้อารมณ์ยังแนบอยู่กับอกเสื้อของภรรยาผู้ตาย แม้ว่าการโอบกอดครั้งนี้จะไม่เหมือนการโอบกอดเมื่อครั้งที่สามียังมี ชีวิตอยู่ก็ตาม

                        คนมากหน้าหลายตาอัดแน่นอยู่บนเชิงเทิน เช่นเดียวกับลานดินด่านล่างที่มีจำนวนไม่น้อยกว่ากัน พิธีการสำคัญใกล้เริ่มขึ้น เด็กๆบนลานดินต่างจับจองสมรภูมิที่เหมาะและตนถนัดที่สุด แม้มันจะไม่ใช่การรบแต่มันก็เป็นการวัดความสามารถที่อาศัยความเชี่ยวชาญในเชิงยุทธ์อยู่พอควร

                        ฝาโลงเปิดออกให้บุคคลใกล้ชิดได้ดูหน้าผู้ตายเป็นครั้งสุดท้าย   สีหน้าหมองคล้ำของร่างแน่นิ่งในกล่องไม้  ดูเหมือนจะไม่รับทราบเรื่องราวใดๆที่เป็นอยู่ภายนอก  เวลาเดียวกันเสียงร่ำไห้ก็ดังอยู่เป็นระยะๆ  แทนคำอำลาที่ไม่มีความหมายใดซ่อนเร้นนอกจากความเศร้าและอาลัยอาวรณ์

                        ประตูตู้เผาถูกเปิดออกด้วยมือของชายแต่งตัวซ่อมซอที่มากับพระ  โลงไม้สี่เหลี่ยมถูกใส่เข้าไปในช่องไฟทันทีที่ได้เวลาอันสมควร ดอกไม้จันทน์ พวงหรีด ถูกบรรจุและเผาไปพร้อมกับร่างของผู้ตาย  ภรรยาและลูกๆยังคงร่ำร้อง เช่นเดียวกับญาติสนิทและผู้มาร่วมพิธีบางคนที่ยืนน้ำตาคลอเบ้า กัลปพฤกษ์ ถูกหว่านไปหน้าลานดิน เด็กๆแย่งชิงกันอย่างสนุกสนานผู้ใหญ่บางคนเข้าร่วมวงด้วยเพื่อต้องการเก็บเหรียญห่อกระดาษแก้วไว้เป็นที่ระลึก มันช่างดูวุ่นวายในช่วงเวลาที่น่าจะโศกเศร้า 

                        ควันสีดำพุ่งฟุ้งกระจายออกจากยอดเมรุไปตามแรงลม  แขกเหลื่อหลายคนเริ่มทยอยกันกลับบ้าน ญาติๆเริ่มพากันมานั่งที่เต๊นข้างล่างหน้าเมรุ บนเชิงเทินเมรุแลโล่งขึ้น เหลือก็แต่พ่อ แม่ ภรรยา และลูกๆของผู้ตายที่ยังคงยืนอาลัยอาวรณ์อยู่หน้าเตาเผา  พระสงฆ์ชักแถวเดินกลับวัด แต่ชายแต่งตัวซ่อมซอที่มากับพระยังกลับไม่ได้ เพระภาระหน้าที่ของเขายังไม่จบสิ้น

                        คนเริ่มบางตาจนนับจำนวนถูก ความตายเป็นสิ่งที่ผู้คนไม่เคยถวิลหาแต่ก็ได้มาทุกคนขึ้นอยู่กับเวลาว่าจะเร็วหรือช้าต่างกัน  ควันที่พุ่งผ่านยอดเมรุเปลี่ยนเป็นสีเทาและค่อยๆเบาบางลงเรื่อยๆ พ่อ แม่ ภรรยา และลูกๆของผู้ตายลงมานั่งอยู่ในเต๊น ผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยยังคงเปียกชื้นไปด้วยน้ำตา

                        ชายแต่งตัวซ่อมซอกลับมานั่งที่โคนต้นไม้ใหญ่ข้างเมรุ เขาไม่ได้รู้สึกเศร้าเลยแม้แต่น้อย  ไม่ใช่เพราะผู้ตายไม่ใช่ญาติโกโหติกากับเขา  หากแต่ภาพความเศร้าที่เขาได้เห็นมันกลายเป็นสิ่งชินตาที่เขาได้สัมผัสมาอย่างโชกโชน เขาเงยหน้าขึ้นไปมองตรงยอดเมรุอีกครั้ง กลุ่มควันเริ่มเบาบางลงทุกขณะ ใบไม้เหี่ยวใบหนึ่งร่วงลงมาผ่านหน้าเขาไป  มันลงซบแน่นิ่งกับอกแม่พระธรณี เช่นเดียวกับใบอื่นๆที่ร่วงหล่นมาก่อนหน้านี้ เขาหยิบมันขึ้นมามองดู เหี่ยวแห้งและไร้ความหมาย เขาถือมันไปรวมวางกับใบอื่นๆ ที่กองรวมกันอยู่ก่อนหน้านั้น เ ขาหยิบไฟแช๊คขึ้นมาและรู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป ไฟติดขึ้นแล้วมันลามเลียใบไม้แห้งอย่างรวดเร็ว กลุ่มควันโขมง พวยพุ่งขึ้น เขานั่งมองมันย่อย สลายไปกับเปลวไฟ  

                        ลมยังคงพัด  เชื่อแน่ว่าใบไม้จะต้องทยอยกันร่วงหล่นต่อไปเรื่อยๆไม่มีอันจบสิ้น  เขาหยิบไม้กวาดขึ้นมาดู  ใช้จิตวิญญาณแทรกซึมเข้าไปในเนื้อไม้      เหมือนมีพลังบางอย่างแอบแฝงอยู่ภายใน  มันล้ำลึกเกินจะบรรยายออกมาจากสีหน้า  คล้ายกับว่าเขาได้พบสิ่งที่ปรารถนา  และไม่อาจจะละทิ้งมันได้อีกต่อไป  “ใครเคยคึดถึงบ้างว่าถ้าไม่มีไม้กวาด โลกนี้จะสกปรกสักเพียงใด”ชายผู้นั้นแอบพร่ำรำพันกับตัวเองพร้อมรอยยิ้มแห้งๆที่ยากจะบรรยายความรู้สึก

                        กองไฟเริ่มมอด ควันไฟก็เริ่มจางลง เศษใบไม้เริ่มเป็นผงเถ้า  เฉกเช่นเดียวกับมนุษย์  เมื่อผ่านการเผาก็หลงเหลือแต่เพียงเถ้าถ่าน  หากจะต่างกันบ้างก็ตรงที่ชื่อเรียก  แม้นไม่มีสรรพนามคำว่ามนุษย์และขยะมากั้นกลาง  สุดท้ายจุดจบของของสองสิ่งก็คงคล้ายกัน  หากนำผงเถ้าขยะและผงเถ้ามนุษย์มาคลุกเคล้ารวมกัน  คงไม่มีใครสามารถที่จะแยกแยะได้อย่างหมดจด

          เขาเงยหน้าขึ้นมองยอดเมรุอีกครั้ง  มันสงบลงแล้ว  แต่หน้าที่คนเผาขยะอย่างเขายังไม่จบสิ้น  ดวงตะวันอ่อนแสงโรยรา  เขากำไม้กวาดแน่นและพร้อมที่จะเผชิญอนาคตอย่างทรนงตน

          .......................................................................................................... 

                       

 

 

 

 

 

 

 

โดย กฤตบวรวิชญ์

 

กลับไปที่ www.oknation.net