วันที่ ศุกร์ มีนาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ร่างกายมนุษย์..บรรจุภัณฑ์ของวัฒนธรรม


“พวกเราไม่ได้คลอดออกมาเป็นผู้หญิง

  แต่พวกเราค่อยๆ ถูกทำให้เป็นผู้หญิง”

                                                            ซีม็อน เดอ โบวัวร์ (Simone de Beauvoir,1949)

    ข้อความข้างต้นที่ยกมานั้น  เป็นวลีสำคัญที่ไม่เคยจืดจางและยังคงมีพลังมิเสื่อมคลายในคุณค่า  ข้อความนี้จึงเสมือนเตือนให้เราระลึกเสมอว่า สถานะที่แตกต่างกันระหว่างหญิงชายนั้นมิได้เกิดขึ้นจากธรรมชาติของสรีระ  แต่เป็นผลจากการประดิษฐ์สร้างทางสังคมและวัฒนธรรมแทบทั้งสิ้น

     หลายคนจึงอาจเกิดข้อสงสัย   ..แล้วสถานะที่แตกต่างกันคืออะไรและสังคมกับวัฒนธรรมมีส่วนเอี่ยวอย่างไรกับเรื่องเพศด้วยหรือ ...

     ดังนั้นแล้ว  เนื้อในของบทความนี้จึงอยากที่จะนำเสนอความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของหญิงและชาย  ที่จำต้องมีวิถีการอยู่ร่วมกันในสังคมที่แยกขาดจากกันมิได้

      หลายคนอาจจะจำกระแสที่เกี่ยวกับสตรีนิยมได้   อย่างในสังคมไทย ก็ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมกันของหญิงชาย  เช่น การใช้นามสกุลเดิมหลังแต่งงาน  คำนำหน้าชื่อ  ผลักดันให้เปลี่ยนข้อกฎหมายหลายๆตัว  สิทธิทางการเมือง ฯลฯ

     จึงเกิดคำถามว่า  ทำไม...จึงมีสตรีกลุ่มดังกล่าวออกมาเคลื่อนไหว-เรียกร้องกันน้อ   หรืออาจเป็นเพราะว่า สังคมทำให้หญิงด้อยกว่าชายจริง ใช่หรือไม่

      เมื่อคนเราลืมตาขึ้นมาดูโลก  ธรรมชาติได้กำหนดให้แต่ละคนมีอวัยวะสืบพันธุ์และรูปลักษณ์ของร่างกายเป็น “เพศผู้” หรือเป็น “เพศเมีย” อย่างใดอย่างหนึ่งคล้ายคลึงกับสัตว์ส่วนใหญ่บนโลกใบนี้  ความแตกต่างทางชีววิทยานี้  นักวิชาการเรียกว่า “เพศสรีระ” (sex) 

      แต่อย่างไรก็ตาม  ในกรณีของมนุษย์นั้น  สังคมไม่ได้ปล่อยให้ฮอร์โมนเพศได้ทำงานไปตามครรลองของธรรมชาติ  แต่ได้เข้ามาถ่างขยายความแตกต่างระหว่างเพศด้วยกระบวนการหล่อหลอมทางวัฒนธรรม

      ส่วนวัฒนธรรมที่ว่า  ก็ด้วยการอบรมเลี้ยงดู  การปลูกฝังค่านิยม  หรือการเสนอภาพแม่แบบทางพฤติกรรมให้ต้องประพฤติเช่นนั้นเช่นนี้ ฯลฯ  ด้วยประการฉะนี้  เมื่อผ่านกระบวนการหล่อหลอมมาถึงจุดๆหนึ่ง  ทารกเพศผู้จึงเติบโตขึ้นมาเป็นมนุษย์ “เพศชาย” และทารกเพศเมียก็กลายมาเป็นมนุษย์ “เพศหญิง”  ซึ่งทั้งสองเพศมักถูกกำหนดและคาดหวังให้มีทัศนคติ  พฤติกรรม  และบทบาทที่แตกต่างกัน

       กล่าวคือ  เพศสรีระที่แตกต่างกันมาแต่กำเนิดค่อยๆ ถูกสวมทับด้วยความแตกต่างอีกประเภทหนึ่ง  ซึ่งเกิดจากปัจจัยทางสังคม นั่นคือ “เพศสถานะ” (Gender)

       แต่ลำพังความแตกต่างใดๆ  มันคงไม่มีปัญหาอะไรมากมาย    หากความแตกต่างนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม  ความได้เปรียบเสียเปรียบหรือการกดขี่ที่ปรากฎให้เห็น

      ซึ่งในทัศนะของสตรีนิยมโดยส่วนใหญ่ได้มองว่า   ความเสียเปรียบของผู้หญิงและความได้เปรียบของผู้ชายนั้น  มิใช่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว  หรือในบางที่บางแห่ง  แต่มันมีลักษณะที่ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ทางสังคมและก็ดำรงอยู่ด้วย  เพียงแต่อาจแตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาคและยุคสมัย

       จึงมีนักสตรีนิยมจำนวนมากได้ตั้งสมมุติฐานขึ้นมาว่า  ในสังคมมนุษย์เกือบทุกหนแห่ง และจากอดีตถึงปัจจุบัน  นอกเหนือจากอำนาจปกครองและอำนาจทางเศรษฐกิจซึ่งปรากฎอยู่อย่างเป็นทางการแล้ว   ยังมีระบบอำนาจอีกประเภทหนึ่งแฝงตัวอยู่ นั่นคือ “ปิตาธิปไตย”(patriarchy)  เนื่องจากถือกันว่าจุดเริ่มต้นนั้นอยู่ที่อำนาจของชายผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวเหนือภรรยาและบุตรของตน

       ระบบปิตาธิปไตยที่ว่า   เป็นระบบที่มาครอบงำวิธีคิดของทั้งหญิงและชาย  โดยทั้งมีหลักฐานและข้ออ้างต่างๆนานา  ซึ่งแท้จริงมันก็เป็นเพียงความคิดที่เป็นมายาคติหลอกหลอน เช่น  การมองว่าผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอ  ผู้หญิงใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล การเลี้ยงดูลูกเป็นหน้าที่เฉพาะของผู้หญิงเพราะผู้หญิงมีสัญชาตญาณของความเป็นแม่ (เพราะเป็นฝ่ายตั้งครรภ์) ฯลฯ  นำไปสู่การปิดกั้นความสามารถด้านอื่นๆของผู้หญิงที่นอกเหนือจาก “งานบ้านงานเรือน”

       การเอารัดเอาเปรียบทั้งอย่างตรงไปตรงมาและแถมยังแนบเนียนไม่รู้สึกตัวอีก ดังจะเห็นในบางสังคมและบางยุคสมัย  ความโหดร้ายที่ปิตาธิปไตยกระทำต่อผู้หญิงนั้นหนักหนาสาหัสยิ่งกว่าที่คนปฏิบัติต่อสัตว์เสียด้วยซ้ำ  เช่น         การรัดเท้าของหญิงสาวจีนในสมัยโบราณ เพื่อให้เท้ามีรูปทรงเล็กคล้ายดอกบัว (เพราะเชื่อว่ายั่วราคะชายได้ดี)      หรือการ “ขริบ”อวัยวะเพศหญิงด้วยการตัดเม็ดละมุดทิ้ง(เพื่อไม่ให้มีความสุขทางเพศหากไม่พึ่งการสอดใส่) และเย็บแคมนอกปิดปากช่องคลอดเพื่อประกันพรหมจารีย์ (จะผ่าเปิดออกเฉพาะก่อนวันแต่งงาน)   ซึ่งวิธีการเช่นนี้มีอยู่จริงและกระทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันในดินแดนแถบแอฟริกาตะวันออก

          ภาพการรัดเท้าของหญิงสาวจีนในสมัยโบราณ

        และมาถึงส่วนของสังคมไทย  จึงขอยืนยันเลยว่า  ระบบปิตาธิปไตยนั้นมีจริงในสังคมบ้านเรา  ผู้หญิงถูกอบรมให้เป็นกุลสตรี  มีมารยาทที่เรียบร้อย  รักนวลสงวนตัว ทำงานบ้านดูแลครอบครัว  ซึ่งผู้หญิงไทยเราก็ถูกอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กๆ  ว่าเกิดมาเป็นผู้หญิงแล้วต้องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ซะอยู่เรื่อย  แถมที่สำคัญยังต้องแบกหน้าตาวงศ์ตระกูล  หากลูกสาวของตนเรียนไม่จบเพราะดันจรลีไปกับผู้ชายเสียก่อน  เป็นอันว่าขายหน้าชาวบ้านชาวช่องหมด

        แต่ทว่าปิตาธิปไตยก็มิได้กดบังคับ (หรือมอมเมา) เฉพาะผู้หญิงนะเจ้าคะ  ผู้ชายเองก็ถูกล้อมกรอบไว้ด้วยแบบแผนของระบบนี้เช่นกัน  เช่น  ต้องเสียสละลุกที่นั่งให้แก้เด็ก สตรีและคนชรา  ต้องทำตัวเป็นผู้นำ เข้มแข็งในทุกสถานการณ์  ต้องไม่แสดงอารมณ์ ต้องแบกข้าวของให้ผู้หญิง ฯลฯ คือพูดง่ายๆ คุณผู้ชายทั้งหลายต้องเป็นสุภาพบุรุษ หากไม่เป็นเช่นว่านี่แล้ว  ก็อาจถูกสังคมตราหน้าได้ว่า “ไอ้หน้าตัวเมีย” “อ่อนเป็นผู้หญิงเลยอ่ะ..”  (ซึ่งก็เป็นคำที่ตอกย้ำ/กดทับถึงเพศหญิงอีกด้วย)

        จะว่าไปแล้ว  ร่างกายมนุษย์ก็เหมือนกับห่อบรรจุภัณฑ์เลยเนอะ  ..ที่มีคนนำเอาผลิตภัณฑ์อย่างวัฒนธรรหรือแบบแผนพฤติกรรมมาใส่ในห่อเป็นแพ็คเกจ  จัดจำหน่ายสู่สังคมภายนอก...  (ขนาดฉันเองยังยอมรับอำนาจของผู้ชายเลย) ^___^

 *หากใครสนใจในเรื่องของมิติทางเพศที่แสนซับซ้อนนี้ละก็  มีหนังสือแนะนำเพิ่มเติม  มี Gender in Southeast Asia เพศสภาวะในสุวรรณภูมิ(อุษาคเนย์) โดยปราณี วงษ์เทศ,   และ หนังสือเรื่อง เพศสถานะและเพศวิถีในสังคมไทย โดยอมรา พงศาพิชญ์ (บรรณาธิการ)  

**ข้อมูลประกอบการเขียนจาก  นิตยสารสารคดี : คิดสร้างต่างสรรค์ โดยบทความชื่อ แนวคิดสกุลสตรียิยม(Feminism), นพพร ประชากุล และภาพประกอบจาก Internet

โดย beeing

 

กลับไปที่ www.oknation.net