วันที่ อาทิตย์ มีนาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

“ สวัสดี ..... เมืองปาย ”


  “  สวัสดี ..... เมืองปาย ”  


4dca0a85.jpg picture by sunnstory


แรกเริ่มที่ได้ยินชื่อ อำเภอเมืองปายเมืองเล็ก ๆ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน

เท่าที่ทราบมา ...

ถนนสายนี้รัฐบาลญี่ปุ่นสร้างผ่านป่าและภูเขา  เพื่อนำกองทัพเข้าสู่พม่า ใน พ..2485 (..1942)

ต่อมาเมื่อ พ..2522 (..1979)  รัฐบาลก็ได้เริ่มบูรณะถนนปาย-แม่มาลัย

(เชื่อมระหว่างจังหวัด แม่ฮ่องสอน – เชียงใหม่) 

 

เมื่อภูเขาถูกฝ่าตัดแล้ว  รถราขนาดเล็กแล่นสะดวกไปมาหาสู่กันได้

 

 จากนั้นบรรดาเพื่อนจากโลกฝั่งทิศตะวันตก “ ฝรั่ง”  ก็ได้เดินทางเข้าสู่หมู่บ้านต่าง ๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์  เช่น  กะเหรี่ยง  ละฮูร์  ลีซู  ม้ง ฯลฯ  ในเขตจังหวัดเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน  ตลอดถึงแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆอีก ฯลฯ

 

ในปัจจุบัน  เขตชุมชนอำเภอปาย เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหญ่ ของ “ฝรั่ง”  รวมถึงหนุ่มสาวจากแดนอาทิย์อุทัยที่มาตามรอยทางอดีตของบรรพชนผู้บุกเบิกเส้นทางนี้

เพื่อเข้ามาเดินป่าและผจญภัย ฯลฯ  

 

เมืองปายมีเรือนพักแรมขนาดเล็ก (GuestHouse) ประมาณ 44 หลัง
มีจำนวนห้องพัก  450  ห้อง   ราคาห้องพัก ตกคืนละ 60 – 500 บาท

ชาวบ้านแบ่งบ้านพักให้นักท่องเที่ยวเช่าพักตั้งแต่ 5 – 10 หลัง

หรือสร้างโรงแรมขนาดเล็ก ตั้งแต่ 10 – 20 ห้อง

นอกจากนี้ชาวบ้านยังขายของที่ระลึก อาหาร และจัดนำเที่ยว  ฯลฯ

รายได้จากการท่องเที่ยวขนาดเล็กของชาวบ้านมาจากค่าเช่าที่พัก,อาหาร และการจัดนำเที่ยวประมาณเดือนละ 12,000 – 20,000 บาทต่อเดือน

  

ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เหมือนกับชาวบ้านแหล่งท่องเที่ยวที่อื่นในสยามประเทศนี้ เช่น เกาะสมุย  เกาะพงัน   เกาะภูเก็ต  ที่มีรายได้จากการท่องเที่ยว ควบคู่กับการเกษตรและการประมง

 

แต่อย่างไรก็ตามก็มีชาวบ้านส่วนหนึ่งที่ได้รับข้อเสนอเงินก้อนโตจากนายทุนเพื่อก่อสร้างโรงแรมขนาดใหญ่ หวังกำไรจากการกลืนกิน “เมืองปาย ... ให้อิ่มหนำสำราญใจ

 

 

ประเทศไทยของผมและคุณ  มีนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศเข้ามาท่องเที่ยวเป็นอันดับที่ 18 ของโลก   

ข้อมูลจาก tat.or.th บ่งชี้ว่า ในปี พ..2551 (..2008) มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวมากถึง 20.08 ล้านคน (ในขณะญี่ปุ่น ไม่ติดอันดับ 1 – 20 ของโลก )

 

การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศในอัตราทวีคูณดังกล่าวแล้ว ทำให้เกิดการขยายพื้นที่ การท่องเที่ยวจากเมืองออกสู่ชนบทอย่างรวดเร็ว

 

 

ดังนั้น   แผ่นดินแม่สำหรับการโหยหาของ  “ มิตรจากโพ้นทะเล ”  ที่สำคัญในเมืองใหญ่

เช่น กรุงเทพมหานคร ชลบุรี  ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี  เชียงใหม่   กาญจนบุรี  แม่ฮ่องสอน  และเมืองที่เป็นขอบเขตบริวารต่างๆ เช่น หมู่เกาะใกล้เคียงพื้นที่บริเวณเชิงเขาและที่ราบบริเวณที่ใกล้แม่น้ำ จึงได้ถูกบุกรุกจากนายทุนข้ามชาติ และนายทุนในประเทศ

เพื่อประกอบธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจข้ามชาติ   

 

การบุกรุกจากนักกินเมืองระดับชาติและท้องถิ่น ได้ถูกนายทุนต่างเมือง  กว้านซื้อที่ดินที่ติดกับแหล่งท่องเที่ยวจากชาวบ้าน  

 

ทำให้วิถีดั้งเดิมชาวบ้านซึ่งเคยทำไร่  ทำนา ทำการเกษตร  การประมง  เพื่อเลี้ยงปากท้องตัวเอง  ต้องสูญเสียผืนแผ่นดิน ไร้ที่อยู่ บางส่วนก็เข้าป่าเมือง บางรายก็เริ่มต้นบุกรุกป่าสงวนที่แห่งใหม่   

หรือที่เป็นเศรษฐีเพียงข้ามเดือนแล้วตกยากก็กลายพันธ์  เปลี่ยนสถานภาพเป็น

 “ ลูกจ้าง ขายแรงงาน   ”   

 

 

 

ในอดีตสังคมไทยส่วนใหญ่ยังเป็นชนบทหรือเมืองเล็กๆที่วิถีชีวิตขึ้นอยู่กับการเกษตรและหัตถกรรมแบบพึ่งพากันและกันในท้องถิ่น รวมทั้งพึ่งพาสิ่งมีชีวิตทั้งหลายและธรรมชาติทั้งหมด

คนในชุมชนขนาดเล็ก เฉกเช่น  “ เมืองปาย ” ก็จะรู้จักกันและสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด

ความงดงามที่เป็นเสน่ห์ของที่นี่  เช่น การเพาะปลูก การทำไร่ และการทำหัตถกรรม    จึงเป็นการผสมผสานที่จะมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและต่อคนในชุมชนเป็นอย่างมาก  

การอยู่ร่วมกันของคนในสังคมแบบชนบท   ทำให้วิถีชีวิตสอดคล้องกับการอยู่ร่วมกันกับวิถีธรรมชาติตามแบบวิถีของชาวพุทธที่ดีและมีความสุข
       
 แต่เมื่อเศรษฐกิจเปลี่ยนเป็นระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่เน้นการพึ่งทุนและการผลิตขนานใหญ่แบบอุตสาหกรรมเพื่อขายกำไรในตลาดแบบโลกธุรกิจ

ชีวิตประจำวันข้างหน้าของ “ เมืองปาย ”    ต้องพึ่งพากลไกลโลกแบบใหม่ที่ถูกสร้างโดยคนกลุ่มหนึ่ง (มิใช่ชาวบ้านในชุมชนพื้นบ้านดั้งเดิม ) แทนที่จะเป็นวิถีการผลิตเพื่อเลี้ยงชีพในระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงพึ่งตนเองของชุมชน
       
       ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรมสมัยใหม่เราต่างคนต่างเป็นผู้ผลิตสินค้าและบริการในระบบอุตสาหกรรมการผลิตขนาดใหญ่ เพียงเพื่อผลกำไรและเงินของใครบางคนบางกลุ่ม  ตามวิถีทางของระบบการผลิตแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมที่เข้ามาย่ำยีชุมชนแบบพื้นบ้านดั้งเดิม
       
       ในกระบวนการดังกล่าวนี้ เกษตรกรผู้เคยวางแผนเอง ซึ่งเคยอิสระ ทำทุกอย่างด้วยตนเอง รวมทั้งควบคุมการผลิตและชีวิตของตัวเองได้ กลายเป็นลูกหนี้หรือลูกจ้างในระบบเกษตรแบบอุตสาหกรรม ที่ต้องขึ้นต่อการใช้ทุน การใช้เครื่องจักรที่กินน้ำมัน การใช้ปุ๋ย ใช้สารเคมีมากขึ้น การเพาะปลูกพืชที่เป็นอาหารหลากหลาย เพื่อการบริโภคของชุมชนในท้องถิ่นและการบริการแก่นักท่องเที่ยวผู้มาเยือน   
       
        ความจริงของโลกก็คือ  ทรัพยากรมีจำกัด เสื่อมสลาย เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เกิดมลภาวะ/ภาวะโลกร้อน และสรรพสิ่งทั้งหลายไม่มีความยั่งยืนถาวร จะต้องสิ้นอายุสูญสลายไปในวันหนึ่ง

       ขณะที่พุทธศาสนาเสนอว่าทางออกจากการพ้นทุกข์คือการส่งเสริมให้มนุษย์เรียนรู้จักควบคุมแรงจูงใจทางธรรมชาติในการไขว่คว้าที่มีตัวเองเป็นศูนย์กลาง

พวกนายทุนกลับใช้จุดอ่อนความอยากได้อยากมีของมนุษย์ ที่จะเพิ่มการผลิตและการขายสินค้าและบริการเพื่อเพิ่มกำไรส่วนตัวของพวกเขาแต่โลกที่เป็นจริงคือตลาดที่มีการผูกขาดกลุ่มโดยนายทุนขนาดใหญ่ ที่เน้นหากำไรส่วนตัว  มากกว่าที่จะแบ่งปันให้คนชั้นกลางและชุมชนชางบ้านได้บริโภคบ้าง
       

    

ทำให้หวลนึกถึง ฉากหนังในเรื่อง  “สะบายดีหลวงพะบาง” ( สะกดแบบรากเหง้าภาษาเดิมของภาษาลาว)    

 

ความเป็นเมืองท่องเที่ยวไม่ได้ทำให้ “หลวงพระบาง” เติบโตก้าวกระโดดจนหลงทิศทาง การเคยอยู่ภายใต้ข้อจำกัดและเงื่อนไขแบบสังคมนิยมช่วยทัดทานความเป็นทุนนิยมได้เป็นอย่างดี

คนท้องถิ่นยังมีบทบาทในการทำธุรกิจในพื้นที่  ไม่หวือหวาแต่ไม่ขัดสน ผสมผสานความสะดวกสบายแบบตะวันตกท่ามกลางความเรียบง่ายแบบตะวันออกอย่างพอดี

โดยมีสถาปัตยกรรมแบบล้านช้างและตึกเก่าแบบตะวันตกที่ตกทอดมาจากยุคอาณานิคมเป็นฉากของเมือง

ความเป็น “หลวงพระบาง” ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน คือจุดขายที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเยือนแบบยั่งยืน

ที่น่าผมเสียดาย เมือง “ ปาย ”  ของเราที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้วยฝีมือของนายทุนต่างถิ่น ที่ชำเรา “ปาย” อย่างเมามัน จนแทบไม่เหลือ “ความพิเศษ” ที่เป็นเอกลักษณ์เรียบง่ายแบบวิถีชาวบ้านให้เห็นแล้ว

 

 “ หลวงพระบาง ”  กับ “ ปาย ”  มีความคล้ายหลายๆ อย่างในศักยภาพเมืองท่องเที่ยวจากธรรมชาติและวัฒนธรรม แต่แตกต่างลิบลับในด้านการบริหารจัดการ

บางครั้ง “ การปรุงแต่ง ”  ก็เป็นการตลาดที่เบาปัญญาได้เหมือนกัน หากไม่สามารถผ่านบททดสอบการค้นพบ “ตัวตน” หรือ “จุดขาย” ที่แท้จริงในสินค้าและบริการของตัวเอง

แต่ก็เชื่อว่า ในวันนี้ “หลวงพระบาง” ก็ไม่ต่างจากเมืองท่องเที่ยวเมืองอื่นๆ ทั่วโลก ที่กำลังทดสอบ “ความหนักแน่น” ของอำนาจทุนนิยมที่ถั่งโถมมาพร้อมกับรายได้จากนักท่องเที่ยว ยั่วความตะกรามที่ให้เร่งกอบโกย

  

 ธรรมชาติ วิถีผู้คน และวัฒนธรรม คือศักยภาพทาง การท่องเที่ยวของ “หลวงพระบาง” ที่มีมนต์ขลังในการสร้างความหลงใหล ถ้าเป็นภาษาการตลาด ก็ต้องบอกว่าเกิด brand loyalty สูงมาก ถือเป็นเมืองที่ใครไปแล้วอยากจะไปอีก


ทางออกอย่างหนึ่งที่จะทำให้ “ เมืองปาย ” ไม่เจ็บป่วยไข้  คือ การนำทฤษฎีใหม่และแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเผยแพร่แก่ชาวบ้าน

ให้สร้างเกาะป้องกัน “ ระบบทุนนิยมผูกขาด ” แบบรู้เท่าทันและความกล้าหาญในการไปวิเคราะห์ให้เห็นถึงความจริงว่า ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมอุตสาหกรรมผูกขาด ก่อให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ และการทำลายล้างทั้งสภาพแวดล้อมและสังคมวัฒนธรรม ทำให้สังคมแตกแยกเป็นเสี่ยงๆ เกิดความไม่เสมอภาค

 

ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของเราทั้งหมด ที่จะต้องหาทางเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจชนิดนี้ ให้เป็นระบบเศรษฐกิจแบบสหกรณ์และผู้ผลิตขนาดกลางขนาดย่อม ในชุมชนขนาดเล็ก ผลิตสินค้าและบริการที่จำเป็นโดยใช้เทคโนโลยีทางเลือกที่เหมาะสม

 

( เคยตั้งข้อสงสัยกันไหม ! ประเทศญี่ปุ่น ถูกสหรัฐทิ้งอะตอมิกบอมบ์จนเมืองเหี้ยนเตียน จนต้องปิดฉากสงครามโลกครั้งที่สองได้สิ้นลง    แต่เหตุไฉนคนญี่ปุ่นถึงเปิดใจอ้าอ้อมแขนรับเอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไว้ในอ้อมกอดได้เร็วกว่าชาติอื่นในเอเชีย )  

  

 

และยังปรารถนาว่า  เมื่อกลับไปสู่อ้อมกอดของ “เมืองปาย ” ท่ามกลางแมกไม้

และสายหมอก ภูเขา ธารน้ำใสอีกคราครั้ง

ก็ยังตั้งความหวังแรงใจว่าไปคราวหน้า

  “ เมืองปาย ” ก็จะยังสบายดี

 


บทข้อเขียนนี้ เป็นการวิพากษณ์เชิงสังเคราะร่วมกันด้วยการผสาน

กับแนวความคิดของหลายท่านผู้รู้ที่ได้บรรยายไว้และเพื่อการแลกเปลี่ยนทัศนะ

มิได้มุ่งหวังผลในด้านใดด้านหนึ่งเป็นการเฉพาะ แต่อย่างใดไม่

 

ด้วยจิตคารวะอย่างสูงยิ่ง

 

ฅนขอบคุณ

 

] บทความ  “ ทฤษฎีใหม่ ปรัชญาเศรษฐกิจแบบพอเพียง

กับการปรับตัวของชาวบ้านในด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ผศ.ชูสิทธิ์  ชูชาติ

 

] บทความ ..“ หลวงพระบาง...สบายดี ?  ข้อมูลสยามธุรกิจ

โดย ฅนไทบ้าน

 

กลับไปที่ www.oknation.net