วันที่ จันทร์ มีนาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พันธมิตรตั้งพรรค ไม่ใช่เรื่องแปลก


เป็นข่าวไปเสียหลายวัน สำหรับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งมีข่าวว่าจะประกาศตั้งพรรคการเมือง ท่ามกลางมวลชนที่แตกออกเป็นสองฝักสองฝ่าย บ้างก็สนับสนุนอย่างสุดโต่ง บ้างก็ไม่เห็นด้วย

วันก่อนผมได้มีโอกาสเจอ “สุริยะใส กตะศิลา” ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ ที่โคราช ท่านกล่าวกับผมสั้นๆ ว่าการตั้งพรรคการเมืองนั้น แกนนำเห็นด้วยทุกประการ เพียงแต่ปัญหาที่กำลังเป็นข่าวก็คือ แนวทางในการตั้งพรรคจะเป็นไปในทิศทางไหน

ในตอนนี้ยังไม่อาจสรุปได้ว่า สูตรในการก่อตั้งพรรคการเมืองของพันธมิตรฯ จะเป็นอย่างไร เข้าใจว่าการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ จะเป็นการโยนหินถามทาง ด้วยปัจจัยหลายอย่าง เช่น การรุกไล่ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ทำตัวเป็น “ไมค์ ภิรมย์พร” ยาใจเสื้อแดงคนจนผ่านการเดินสายโฟนอิน

รวมทั้งรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถบริหารประเทศตอบสนองผลประโยชน์ของประชาชนแต่ละกลุ่มได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะเมื่อต้องมีพรรคร่วมรัฐบาล และผู้จัดการรัฐบาลอย่าง “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เป็นตัวควบคุมไม่ให้พรรคร่วมแตกกระจาย

เอาล่ะ ผมจะไม่บอกว่าสนับสนุนหรือคัดค้าน แต่ผมคิดว่าการที่พันธมิตรฯ ตั้งพรรคการเมือง ไม่ใช่เรื่องแปลก

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2549 ในการชุมนุมขับไล่ทักษิณ กระแสดังกล่าวเริ่มต้นมาจากสื่อที่ชื่อ “สนธิ ลิ้มทองกุล” เป็นผู้จุดไฟไล่ทักษิณ จนก่อเกิดเป็นแนวร่วมมากมาย ไล่ตั้งแต่นักวิชาการ เอ็นจีโอ สหภาพแรงงาน พนักงานปกขาว

และที่ขาดไม่ได้ก็คือ “นักการเมือง” ที่เคยทำหน้าที่ในสภา ทั้ง ส.ส. และ ส.ว.

ทีนี้ หลังจากที่ “พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน” ปฏิวัติเช็คบิลทักษิณ ในรัฐบาลขิงแก่ พันธมิตรฯ ก็แตกเป็นสองขั้ว ขั้วหนึ่งไม่เห็นด้วยแต่ก็เข้าใจ สนับสนุนให้รัฐบาลรัฐประหารเช็คบิลทักษิณที่สร้างความเสียหายให้ประเทศชาติมากน้อยขนาดไหน โดยเฉพาะการตั้ง คตส.

อีกขั้วหนึ่งเมื่อเห็นว่า การทำรัฐประหารคือเผด็จการ ก็หันมาจูบปากกับฝ่ายทักษิณ ขับไล่รัฐบาล รวมทั้งต้านกลุ่มพันธมิตรฯ บางส่วนก็หันมามีแนวคิด “สองไม่เอา” คือไม่เอาทั้งทักษิณ ไม่เอาทหาร และพยายามหนุนเนื่องความเชื่อลามไปถึงสถาบัน แต่ก็ยังหนุนเนื่องมวลชนคนรักทักษิณอย่างเงียบๆ

ก่อนการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 แกนนำพันธมิตรฯ มีแนวคิดที่จะจัดตั้งพรรคการเมืองที่ชื่อ “เทียนแห่งธรรม” จริงๆ โดยสนธิมอบหมายให้ “การุณ ใสงาม” เป็นผู้ที่ไปศึกษา แต่ทีนี้ในช่วงเวลาดังกล่าว พรรคประชาธิปัตย์พยายามดึงแนวร่วมพันธมิตรฯ ลงสมัคร ส.ส.

อีกทั้งในช่วงเวลาดังกล่าว “ประชัย เลี่ยวไพรัตน์” ตีตนออกห่างจากพรรคประชาราช มาเป็นนายทุนพรรคมัชฌิมาธิปไตย โดยจับมือกับ “อนงค์วรรณ เทพสุทิน” ภรรยาสมศักดิ์ เทพสุทิน แล้วเกิดการดึงผู้สมัคร ส.ส.ที่อกหักจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งสุเทพมักจะเน้นคนในพื้นที่ อย่างเช่น วิทูรย์ นามบุตร

ที่เราเห็นๆ กันอยู่ แนวร่วมพันธมิตรฯ ที่ลงเล่นการเมืองในพรรคมัชฌิมาธิปไตยในตอนนั้นก็คือ การุณ ใสงาม, สมบูรณ์ ทองบุราณ, มาลีรัตน์ แก้วก่า, อมร อมรรัตนานนท์ แต่ภายหลังพ่ายต่อสองนคราประชาธิปไตยไม่ไหว แรงทักษิณและเนวินต้านไม่ไหว ในกรุงเทพแรงพี่มาร์คก็หยุดไม่ไหว สอบตกทั้งหมด

แถมเมื่อมีกรรมการบริหารพรรคบางคนอย่าง สุนทร วิลาวัลย์ ซื้อเสียงเลือกตั้ง จนยาแรงในรัฐธรรมนูญมาตรา 237 ลงโทษให้กรรมการบริหารพรรคทั้งหมดมีโทษแบน 5 ปี ทั้งการุณ สมบูรณ์ และมาลีรัตน์ จึงติดโทษแบนแบบยกแห 5 ปีตามกันไปด้วย

ส่วนขั้วประชาธิปัตย์ ส.ส.สัดส่วนกลุ่ม 5 ยกให้ “ไกรศักดิ์ ชุณหะวัน” บุตรชายของน้าชาติเป็นคนจัดการ ซึ่งไกรศักดิ์ก็ไปชักชวน อ.สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ซึ่งสอนหนังสืออยู่ดีๆ ก็ถูกชักชวนให้ไปเล่นการเมือง จนได้เป็น ส.ส.สัดส่วนพร้อมกัน

สำหรับแนวร่วมพันธมิตรฯ อย่างเช่น “ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์” ที่ถูกจับกุมในช่วงขับไล่รัฐบาลหุ่นเชินในปี 2551 ก็เล่นการเมืองในช่วงนั้นเหมือนกัน แต่สอบตก

มาวันนี้เขาดึง “การุณ ใสงาม” และแนวร่วมพันธมิตรฯ ในอีสานอย่างเช่น ท.พ.ศุภผล เอี่ยมเมธาวี, สุชาติ ศรีสังข์ เตรียมที่จะตั้งพรรคการเมืองอีกครั้งโดยการสนับสนุนของ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ, พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน และ ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ นายทุนโรงปูนใหญ่ทีพีไอ ซึ่งคาดการณ์ว่า ประชัยและการุณจะอยู่เบื้องหลัง

ไม่รู้ว่าการออกมาจับมือกันโดยมี “ประชัย” เป็นกระสุนดินดำนั้น น่าจะเป็นที่คาดหมายได้ว่าเพราะ “การุณ ใสงาม” ทำงานกับประชัยจนเป็นลูกพี่ลูกน้องกันได้สบายๆ แต่กับคนอื่น อาจจะเคยได้รับประสบการณ์ “เศรษฐีขี้ตืด” อย่างประชัยจนเข็ดแบบไปไหนไม่เป็น

ไม่เชื่อลองถามผู้สมัครคนอื่นๆ ดูสิ

ก็เพราะแบบนี้ผมถึงได้ไม่แปลก เมื่อพันธมิตรฯ ตัดสินใจคิดเอาไว้ว่าจะต้องมีพรรคการเมืองต่อสู่ในสภาให้ได้ ซึ่งสนธิบอกเองว่า “สมศักดิ์ โกศัยสุข” กำลังตกมัน งานนี้ต้องจับตากัน 3 คน คือสุริยะใส สมศักดิ์ และพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรฯ อีกคนหนึ่ง ว่าจะขับเคลื่อนไปในทิศทางไหน

ผมยังไม่รู้ว่า การแปรสภาพพรรคการเมืองของพันธมิตรฯ จะแปรสภาพแบบยกส่วนหนึ่งขับเคลื่อนการเมืองผ่านการเลือกตั้ง โดยคงสภาพอย่างเช่น สนธิ-จำลอง ดูแลการขับเคลื่อนพันธมิตรฯ ภาคประชาชนเอาไว้ หรือจะแปรสภาพพันธมิตรฯ มาเป็นพรรคการเมืองทั้งหมด

ถึงตอนนั้น หากไม่นับแม่ยกพันธมิตรฯ แล้ว แนวร่วมประชาชนภาคอื่นๆ อาจจะคิดไปว่า หากพันธมิตรฯ ทำพรรคการเมือง จะมีที่ยืนในฐานะการเมืองภาคประชาชนได้มากน้อยขนาดไหน เพราะขาข้างหนึ่งถูกแหย่เข้าไปในอำนาจของรัฐสภาไปแล้ว การคานอำนาจของภาคประชาชนจะไปเหลืออะไร

ช่วงนี้ต้องจับตาดูกันต่อไป อาจจะไม่ได้มีเพียงแค่พันธมิตรฯ ฝ่ายเดียว แต่ผมเชื่อว่าจะมีคนอื่นๆ ที่คอยอยู่หลังฉาก คอยให้ความคิดกันผ่านสื่อ อาจจะลงมาเป็นทางเลือกในการเมืองรัฐสภา

อย่างเช่น “กลุ่มรักเมืองไทย” ที่มติชนขึ้นปกเชียร์ออกหน้าออกตา ใครจะไปเชื่อว่าวันหนึ่ง “หม่อมอุ๋ย-ม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล” อาจจะท้าชิงเก้าอี้นายกฯ แข่งกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ก็ได้

ต้องดูกันยาวๆ ออกไป 2-3 ปี อย่าเพิ่งคิดว่ามีแค่พันธมิตรอย่างเดียว และอย่าคิดว่าการเมืองมีแค่วันพรุ่งนี้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

โดย kittinunn

 

กลับไปที่ www.oknation.net