วันที่ อังคาร มีนาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สันติศึกษา


สันติศึกษา

นิยามของสันติศึกษา

            

      แม้ว่านักวิชาการจำนวนมากจะยังคงมีความขัดแย้งกันในการให้คำนิยามสันติวิธี แต่อย่างน้อยที่สุดแนวคิดต่างๆ ก็ยังเห็นพ้องว่า สันติวิธี คือ การละทิ้งหรือการไม่เลือกที่จะใช้ความรุนแรงเมื่อเผชิญหน้ากับความขัดแย้ง เช่น ทัศนะของไพศาล  วงศ์วรวิสิทธ์ ที่ให้ความหมายสันติวิธี คือ วิธีการแก้ไขความขัดแย้งหรือตอบโต้ในสถานการณ์หนึ่งๆโดยไม่ใช้ความรุนแรงต่อคู่กรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นการประทุษร้ายต่อร่างกายและชีวิต หรือทัศนะที่ว่า สันติวิธี คือ มุมมองในการจัดการกับความขัดแย้งที่ยึดมั่นในวิถีแห่งสันติโดยปฏิเสธการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบซึ่งรวมถึงการไม่ตอบโต้อีกฝ่ายโดยใช้ความรุนแรงแม้ว่าจะถูกกระทำด้วยความรุนแรงก็ตาม 

     นอกจากนั้นสันติวิธียังเป็นการกระทำ (Active) หมายความว่า สันติวิธีไม่ใช่ความเฉื่อยชา หรือการอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไร แต่เป็นการกระทำที่ไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อรับมือกับความขัดแย้งที่เผชิญอยู่ เช่น การชุมนุมประท้วงอย่างสงบปราศจากอาวุธ การอดอาหารประท้วง เป็นต้น ในที่นี้ สันติวิธีจึงไม่ใช่การยอมจำนนต่อความขัดแย้งแต่เป็นการพยายามหาหนทางที่จะรับมือกับความขัดแย้ง นั่นเอง

                                                                                                         

        ความรุนแรง 

               1.      ความรุนแรง (ตามแนวคิดของ Johan Galtung) หมายถึง อุปสรรคที่ขัดขวางความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ไม่ให้บรรลุผลซึ่งความต้องการพื้นฐานนี้มี 4 ประการ โดยที่หากความต้องการเหล่านี้ไม่ได้รับการตอบสนองหรือได้รับไม่เพียงพอก็จะเกิดความรุนแรงขึ้น

                                                                                                                                                      

(1)     ความต้องการมีชีวิตอยู่ (survival)

(2)     ความต้องการมีความเป็นอยู่ที่ดี (welfare)

(3)     ความต้องการมีเสรีภาพ (freedom)

(4)     ความต้องการมีอัตลักษณ์หรือความรู้สึกว่ามีความหมายในชีวิต (identity)

 

สำหรับประเภทของความรุนแรงนั้นสามารถแบ่งได้ดังนี้

1.1.   ความรุนแรงทางตรง (direct violence) เป็นความรุนแรงที่มีผลในเชิงการทำร้ายร่างกายและมีผู้กระทำอย่างชัดเจน ซึ่งมีลักษณะดังนี้

1.1.1.1.มีผู้ที่ก่อความรุนแรง

1.1.1.2.มีเครื่องมือที่ใช้ในการก่อความรุนแรง เช่น ร่างกาย มีด

1.1.1.3.มีผลที่เกิดขึ้นต่อร่างกาย ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ ผลในเชิงการทำลายร่างกาย เช่น การแทง การเผา และผลในเชิงการขัดขวางการทำงานของร่างกาย เช่น การไม่ให้อาหาร การไม่ให้มีอากาศ

1.1.1.4.ผลในเชิงจิตวิทยา เช่น ความกดดัน ความกลัว

1.2.   ความรุนแรงทางโครงสร้าง (structural violence) หมายถึง อะไรก็ตามที่มาทำให้เกิดช่องว่างระหว่างศักยภาพของมนุษย์ (potentiality) กับสิ่งที่มนุษย์เป็นอยู่จริง (actuality) โดย “อะไรก็ตาม” นั้นไม่ใช่ตัวบุคคลแต่เป็นระบบหรือโครงสร้าง ซึ่งลักษณะเด่นของความรุนแรงนี้คือ ไม่ใช่สิ่งที่จะเห็นได้อย่างชัดเจนและสามารถหายไปได้อย่างรวดเร็ว หากแต่เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่อย่างยาวนานและต่อเนื่องในรูปของกระบวนการมากกว่าที่จะเป็นเหตุการณ์เฉพาะ ซึ่งความรุนแรงทางโครงสร้าง 2 ประการที่ดำรงอยู่อย่างโดดเด่นในบริบททางการเมืองและเศรษฐกิจคือ การกดขี่ (repression) และการขูดรีด (exploitation)

1.3.   ความรุนแรงทางวัฒนธรรม (cultural violence) เป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นในบริบทของวัฒนธรรมที่รองรับและให้ความชอบธรรมแก่การใช้ความรุนแรงทางตรงและความรุนแรงทางโครงสร้าง ซึ่งความรุนแรงทางวัฒนธรรมนี้จะปรากฏอยู่ในรูปของสัญลักษณ์ ศาสนา อุดมการณ์ ภาษา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ เป็นต้น

1.4.   ตัวอย่างของการอธิบายแนวคิดความรุนแรงทั้ง 3 ประการ

      เหตุการณ์: พ่อใช้ไม้บรรทัดตีเด็กชายหนึ่ง

        ความรุนแรงทางตรง:  พ่อ คือ ผู้กระทำ

                                                        อาวุธที่ใช้ คือ ไม้บรรทัดและอาจจะมีคำพูดดุว่า

                                                        ผลแห่งการกระทำ คือ อาการบาดเจ็บของเด็กชายหนึ่งที่เกิดจากการตีและบาดแผลทางจิตใจ

                                                                                               

ความรุนแรงทางโครงสร้าง: ควรจะเริ่มจากการตั้งคำถามว่า “อะไรที่ทำให้พ่อสามารถตีลูกได้” หรือ “อะไร” ที่ทำให้ตัวผู้กระทำสามารถกระทำการรุนแรงได้ และ “อะไร” ที่ว่านั้นต้องเป็นการทำให้ผู้ที่ถูกกระทำ (เป้าของความรุนแรงหรือเหยื่อของความรุนแรง) สูญเสียศักยภาพบางอย่าง ซึ่งการตั้งคำถามแบบนี้แตกต่างจากการถามว่าทำไมพ่อถึงตีลูก เนื่องจากการถามว่าทำไมพ่อถึงตีลูกเป็นการหาสาเหตุของการกระทำ เช่น พ่อตีลูกเพราะลูกขโมยของ เป็นต้น ในขณะที่การถามว่าอะไรที่ทำให้พ่อสามารถตีลูกได้เป็นการถามถึงโครงสร้างหรือเหตุผลที่อยู่เหนือจากการกระทำที่เกิดขึ้น ซึ่งในกรณีนี้ “อะไร” ที่ว่านั้นอาจจะเป็นโครงสร้างทางอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันที่กดขี่อีกฝ่าย หมายความว่า โครงสร้างทางสังคมเอื้อให้พ่อมีอำนาจที่มากกว่าลูกในการตัดสินใจได้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ซึ่งโครงสร้างทางอำนาจดังกล่าวทำให้ลูกสูญเสียศักยภาพในการอธิบายถึงสาเหตุของการกระทำซึ่งอาจจะคิดต่อไปได้อีกว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการปิดกั้นศักยภาพของลูกในการใช้เหตุผลได้อย่างมีตรรกะและอิสระ เป็นต้น

ความรุนแรงทางวัฒนธรรม:  ควรเริ่มจากการตั้งคำถามว่า “อะไรที่ทำให้การกระทำของพ่อเป็นเรื่องที่ถูกต้อง” หรืออีกนัยหนึ่งคือ มีวัฒนธรรมแบบใดในสังคมบ้างหรือไม่ที่ทำให้การกระทำของพ่อเป็นเรื่องที่ถูกต้องชอบธรรม ในกรณีนี้ พ่ออาจจะเชื่อว่าหรือได้รับข้อมูลมาว่าลูกขโมยของของผู้อื่น ซึ่งความเชื่อที่ว่า การขโมยเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรม ก็เป็นเหตุหนึ่งในการให้สิทธิแก่พ่อในการตีลูกของตนเอง หรือสุภาษิตที่ว่า รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี ก็อาจจะนำมาใช้อธิบายการกระทำของพ่อได้ว่า การที่พ่อตีนั้นเป็นเพราะพ่อรักลูกไม่อยากให้ลูกเป็นคนไม่ดี เป็นต้น อนึ่ง ในประเด็นเรื่องความรุนแรงทางวัฒนธรรมนี้ นอกจากจะถามว่าอะไรที่ทำให้การกระทำเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว อาจจะถามในทางกลับกันได้ว่าอะไรที่ทำให้การกระทำบางประการไม่ถูกต้อง

           แก้ไขปัญหาความรุนแรง ด้วยแนวคิดที่ว่าเมตตาธรรมนำสังคมไทยสู่สันติ       

 

โดย bowling

 

กลับไปที่ www.oknation.net