วันที่ พฤหัสบดี มีนาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ลำนำวเนจร


ลำนำวเนจร

ไพวรินทร์ ขาวงาม

กับความคิดและบทกวีในวัยหนุ่ม

 

 

ย้อนหลังไปเมื่อ 22 ปีที่แล้ว พ.ศ.2528 หนังสือบทกวีเล็กๆเล่มหนึ่งได้รับการตีพิมพ์ ซึ่งต่อมา คนเขียนบทกวีเล่มนั้นกลายเป็นหนึ่งในกวีซีไรต์  และได้รับการยอมรับว่าเป็นกวีที่มีผลงานควรค่าแก่การยกย่อง

 

ในที่นี้ ผมไม่ขอเขียนถึงเขาในฐานะที่เป็นกวีซีไรต์ แต่ขอเขียนถึงในฐานะที่เป็นคนหนุ่มคนหนึ่งที่ผมได้รู้จัก ในช่วงวัยที่ผมและเขากำลังอยู่ในวันเวลาที่พลังของชีวิตอัดแน่น  ความคิดโลดแล่น ความฝันงดงาม  จินตนาการล้นเหลือ และชีวิตไม่เคยหยุดนิ่ง

 

ไพวรินทร์ ขาวงาม กับบทกวีของเขา  จากหนังสือเล่มเล็กๆที่ชื่อว่า “ลำนำวเนจร”  ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2528 นับถึง พ.ศ. 2550 ก็ 22 ปีมาแล้ว

 

ลำนำวเนจร เป็นงานยุคแรกของ ไพวรินทร์ ขาวงาม  ในวันวัยที่ชีวิตกำลังโลดแล่นในโลกความเป็นจริง  บทกวีของเขาเต็มไปด้วยพลังความคิดฝัน มีคำถาม  ต้องการคำตอบ เช่นเดียวกับคนหนุ่มสาวทั่วไป และกำลังแสวงหาคำตอบให้แก่ชีวิต  พยายามที่จะทำความเข้าใจโลกและชีวิต 

 

ในวันเวลานั้น ผมผู้ซึ่งอยู่ในช่วงวัยใกล้เคียงกัน  ก็กำลังทำในสิ่งเดียวกับที่ไพวรินทร์ ขาวงาม ทำอยู่  ต่างแต่ว่า ผมอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ส่วนเขานั้นอยู่ภายนอก  ซึ่งต้องยอมรับว่า สิ่งที่เขาพบเจอในขณะนั้น เป็นของจริง เป็นชีวิตจริงมากกว่าผม

 

บทกวีของเขาออกมาจากชีวิต จึงมีชีวิตชีวา ผมท่องจำได้หลายบท ด้วยความชอบในถ้อยคำสำนวน  ความงดงามของท่วงทำนองกวี และความลึกซึ้งในความหมายที่ “อ่าน” ได้จากบทกวี  ซึ่งตรงกับใจของผมมาก จนต้องบอกกับตัวเองว่า ช่างเขียนได้ใจเราเหลือเกิน

 

นี่ย่อมไม่ใช่การกล่าวเกินเลย เพราะคนหนึ่งๆย่อมนึกคิดเช่นนั้นต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ หากชอบใจในสิ่งนั้น เช่นเดียวกับที่ผมชอบใจในบทกวีของไพวรินทร์ ขาวงาม และคนอื่นๆ ที่เขียนได้ตรงตามที่รู้สึก 

 

ผมรู้จักกับไพวรินทร์ ขาวงาม เมื่อใดก็จำไม่ได้ ด้วยการแนะนำของใครก็สุดจะนึกออก แต่ผมคุ้นเคยใกล้ชิด ก็เมื่อเขาทำงานกับพี่อาทร เตชะธาดา หากจำไม่ผิดเป็นช่วงที่พี่อาทรทำนิตยสาร “ปาจารยสาร”  สำนักงานอยู่ที่ฝั่งธนบุรี ไม่ใช่ที่พรานนก ซึ่งในช่วงเวลานั้น “ปาจารยสาร” ยังเป็นหนังสือที่ผู้ใฝ่ศึกษาหาความรู้ นักกิจกรรมทั้งในและนอกมหาวิทยาลัยได้อาศัยเป็นแหล่งเพิ่มพูนสติปัญญาสำหรับผู้น้อย และเป้นเวทีเสนอความคิดและประสบการณ์สู่สาธารณชนสำหรับผู้ใหญ่

 

สำหรับผมที่เป็นเด็กในมหาวิทยาลัย รวมถึงช่วงที่ก้าวพ้นมหาวิทยาลัยมาหมาดๆ ก็ได้อาศัยความเมตตาจาก “พี่อาทร” ได้จุนเจือช่วยเหลือด้วยการให้งานทำ ซึ่งไม่เพียงแต่จะได้เงินซื้อข้าวกินเท่านั้น หากแต่สำคัญก็คือ ได้ปัญญาจากการงานนั้นอย่างที่เกินจะประเมินค่าได้ ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ

 

ผมที่หัดเขียนบทกวี ยังเคยเอาบทกวีเป็นปึกให้ไพวรินทร์ ช่วยอ่าน  “พี่ไพ” ของพวกเราเหล่าน้องๆก็ช่วยอ่านให้จนจบ  ส่งกลับคืนพร้อมกับเขียนความเห็นสั้นๆไว้ให้อ่าน  ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น คนรุ่นผมน่าจะโชคดีที่มีงานชุมนุมวรรกรรม อภิปรายเรื่องการขีดเขียนชุกชุมทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย  บรรดานักเขียนทั้งรุ่นเล็กใหญ่ได้พบปะสังสันท์กันบ่อย ผู้น้อยฟังข้อคิด ความเห็น คำแนะนำของผู้ใหญ่  นับเป็นประโยชน์ยิ่ง

 

ดังนี้ ผมได้พบกับไพวรินทร์ตามงานชุมนุมวรรณกรรมดังกล่าว  พูดคุยเรื่องการขีดเขียน วิจารณ์งานกัน  ผมนั้นเป็นฝ่ายฟังมากกว่าพูด

 

ผมจำได้ว่า ผมเคยท่องบทกวีให้ “พี่ไพ” ฟัง เป็นบทกวีของ ไพวรินทร์ ขาวงาม ที่ผมชอบที่สุด ผมบอกว่า นี่เป็นบทกวีที่เขียนได้ดั่งใจนึก อธิบายโลกทัศน์วัยหนุ่มของผมได้กินใจที่สุด จนถึงทุกวันนี้ ผมก็ยังจำบทกวีบทนี้ได้

 

“จะอิ่มในความอด

จะใสสดในความโซ

ต่ำต้อยจะเติบโต

จะเจือเจิมจะเติมใจ

แสนมืดมาปิดกั้น

แต่แสนฝันจะจุดไฟ

เปล่าเปลี่ยวจะเทียวไป

ทุกรอยย่ำจะย้ำยิน

เป็นนกจะกำหนด

กล้าขบถในการบิน

เป็นดินจะคงดิน

ผนึกแนบธุลีนาน

เป็นฝุ่นจะชุมฟ้า

จะชุ่มท่าจะอิ่มธาร

เป็นใบจะเบิกบาน

ด้วยมวลดอกอันดื่นแดน

ล้วนทางอันเป็นทุกข์

และล้วนสุขอันไร้แก่น

เมื่อยขาและล้าแขน

พิสูจน์ใจให้เป็นจริง”

 

นี่เป็นบทกวีที่แสดงพลังของวัยหนุ่มได้ดีแท้ แม้กลับมาอ่านในวัยที่ก้าวใกล้ความชรา ก็ยังคงรู้สึกได้ถึงสิ่งที่มีในชีวิต นั่นคือพลังของวัยหนุ่มที่ผ่านมาของเรา

 

“แสนมืดมาปิดกั้น แต่แสนฝันจะจุดไฟ เปล่าเปลี่ยวจะเทียวไป ทุกรอยย่ำจะย้ำยิน เป็นนกจะกำหนดกล้าขบถในการบิน…”  นี่คือพลังของวัยหนุ่ม ที่ไม่ยอมจำนน  หากมีวัยหนุ่มเช่นนี้ ชีวิตย่อมไม่จืดชืด  มีความมุ่งมั่น  มีความฝัน มีเป้าหมาย  อ่านแล้วให้ความรู้สึกฮึกเหิมดีแท้

 

ลำนำวเนจร เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ผมหยิบมาอ่านได้ไม่เกี่ยงงอน  เล่มที่นำมาให้ดูนี้เป็นฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 ปี 2534 โดยสำนักพิมพ์สู่ฝัน เจ้าของคือ “พี่ปอน” พิบูลศักดิ์ ละครพล ซึ่งมีคนให้ฉายาว่า “เจ้าชายโรแมนติก” แต่ผมกลับคิดว่าเป็นนักฝันที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง

ในฉบับที่ตีพิมพ์ครั้งที่ 2 นี้ มีบทกวีที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ ตีพิมพ์ในวารสารเต็งการา อันเป็นวาสารด้านอักษรศาสตร์แห่งเอเชียรวมอยู่ด้วย  และในปกหลังยังมีคำประกาศเกียรติคุณรางวัล Book&Beer  โดย ดร.นพพร สุวรรณพานิช อยู่ด้วย ซึ่ง ไพวรินทร์ ขาวงามได้รับรางวัลนี้ในปี 2532  สำหรับคนหนุ่มแล้วการได้รับการยอมรับจากบุคคลอื่นและจากสังคมเช่นนี้นับเป็นสิ่งน่าชื่นชมยินดี

 

แล้วไพวรินทร์ ขาวงาม มีความคิดเห็นต่อตัวเองเช่นไร? ในข้อนี้เขาได้ให้คำตอบไว้ในคำนำการพิมพ์ครั้งแรกว่า “...ถึงแม้ข้าพเจ้าจะเป็นฝุ่น เป็นกรวด เป็นทราย แทรกอยู่ในสวนอักษรอันไพศาลและอลังการ ข้าพเจ้าก็มีความสุขในการได้ทำหน้าที่ของฝุ่น กรวด และทรายนั้นอย่างเต็มใจ...” นี่คือถ้อยคำของเขาที่พูดถึงตัวเองเมื่อ ปี 2528

 

เมื่อถึงวันนี้ ปี 2550 ผมและใครหลายคนย่อมเชื่อว่า เขามิใช่ฝุ่นกรวดทรายในสวนอักษร แต่เขาได้กลายเป็นสวนอักษรที่มีแต่บทกวีหลากหลายงดงามอยู่เต็มไปหมดแล้ว.

โดย โกศล

โดย ไพวรินทร์

 

กลับไปที่ www.oknation.net