วันที่ พฤหัสบดี มีนาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไปทัศนศึกษาเชียงราย-เชียงใหม่


เมื่อวันที่ 16-19 มกราคม 2552 ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว จัดโดยสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดเพชรบุรี โดยมีคณะสื่อมวลชนของจังหวัดเพชรบุรี รวมทั้งผู้ทำหน้าที่งานประชาสัมพันธ์หน่วยงานภาครัฐ เช่นผมเป็นต้น จำนวน 40 คน โดยได้รับการชี้แนะอย่างดีจากผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี (นายชาย  พานิชพรพันธ์)

คณะฯออกเดินทางจากจังหวัดเพชรบุรีเมื่อเวลา 16.00 น. ของวันที่ 16 มกราคม 2552 โดยรถโค๊ชปรับอากาศ จากบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดเพชรบุรี แวะรับประทานนอาหารค่ำที่ร้านบุญยัง ถนนสายสองพี่น้อง-สุพรรณบุรี อาหารอร่อยถูกปาก ขอแนะนำขาหมูที่ร้านนี้ อร่อยนุ่มลิ้นดีจริงๆ นอกจากนี้ยังมีปลาช่อนลุยสวน แต่ที่หลายท่านบ่นกันนิดหนึ่งก็คือ ปลาม้าแดดเดียว นั่นแหละรู้สึกว่าจะทอดไว้นาน ทำให้เนื้อปลาออกจะเหนียวไปสักนิดหนึ่ง

หลังจากรับประทานอาหารเย็นแล้ว ก็มุ่งหน้าเดินทางต่อ ผ่านทางสุพรรณ ชัยนาท นครสวรรค์ กำแพงเพชร ตาก พะเยา รุ่งเช้ารับอรุณที่อ.แม่สาย จังหวัดเชียงราย เวลา 07.00 น อากาศเย็นค่อนข้างหนาวพอสมควร หลังจากล้างหน้า กันเรียบร้อย ก็รับประทานอาหารเช้ากันที่ร้านสุโขทัย เป็นอาหารไทยๆ แบบบุฟเฟ่ต์(อิ่มละ 49 บาท) ครับ

ต่อจากนั้นก็เดินทางไปช้อปปิ้ง ตลาดแม่สาย ข้ามไปฝั่งท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า ผ่านกระบวนการทางตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งก็ไม่ยุ่งยากนักเนื่องจากทางคุณกบ (กิตติศักดิ์ กล่อมสกุล)ได้ให้พวกเราเตรียมถ่ายบัตรประชาชน ไว้ให้ก่อนล่วงหน้า ด้วยความที่เป็นผู้ที่ทำงานด้านสื่อสารมวลชน เราก็สังเกตพฤติกรรมของผู้คนที่ไปจับจ่ายซื้อของ ส่วนใหญ่จะเป็นคณะทัวร์ พ่อค้าแม่ค้าพูดไทย สื่อสารกันด้วยภาษาไทย ติดป้ายราคาภาษาไทย ก็คงจะเหมารวมได้ว่าที่เขาเปิดร้านขายของกันที่ตลาดท่าขี้เหล็กก็เพื่อจะขายให้คนไทยเป็นส่วนใหญ่

 

Image Hosted by CompGamer Image Host

สินค้าก็จะมาจากประเทศจีนทางตอนใต้ เหมือนๆกับ ตลาดชายแดนไทย-ลาว ไทย-กัมพูชา ทีมย่อยของพวกเรา 5 คน ทนต่อการเสนอของไกด์ชาวไทยใหญ่ไม่ไหว ก็เลยตอบรับให้เขาพาไปเที่ยวรอบๆ ตัวตลาด ในราคา 200 บาท โดยรถสามล้อเครื่อง

ไปไหว้พระ ซึ่งได้รับข้อมูลว่าพระพุทธรูปองค์เล็กด้านหน้าของพระประธานองค์ใหญ่ จะเป็นพระสามมิติ เวลาเราเดินไปทางไหน องค์พระท่านก็หันหน้าตามเรา ไปทางนั้นด้วย เท่าที่สังเกตองค์พระท่านที่หันหน้าตามเราได้ก็เนื่องจาก หลักการหักเหของแสง เนื่องจากองค์พระจะบุ๋มลึกเข้าไป ทำให้แสงมีน้ำหนักลึกลงไป

 

หลังจากไหว้พระเสร็จก็ไปต่อกันที่เจดีย์ชะเวดากอง เป็นองค์จำลองนะครับ และไปปิดท้ายกันที่ร้านจำหน่ายเพชรพลอย ซึ่งราคาก็ไม่ได้แตกต่างจากบ้านเราสักเท่าไร ก็เลยไม่มีใครสนใจซื้อ มาเดินชมตลาดกันต่อ เวลาก็ล่วงเลยจะ 10 โมงเช้าแล้ว ยังเห็นพระเณร เที่ยวเดินบิณฑบาตร ไม่ได้เป็นข้าวปลาอาหารหรอกนะครับ แต่เป็นขอบิณฑบาตเงินเป็นส่วนใหญ่ ไกด์ของเราก็แนะนำต่ออีกว่า ถ้าเป็นพระเณรของแท้ จะเดินกันเป็นสาย (หลายรูป) แต่ถ้าเที่ยวเดินบิณฑ์ องค์เดี่ยว(คนเดียว) เป็นพระปลอม เณรปลอม

Image Hosted by CompGamer Image Host

เดินไปเดินมายังไม่รู้จะซื้ออะไรดี นักขายชาวพม่าก็ตื้อให้เราซื้อของที่ระลึกที่ใช้ตะกร้าเดินเร่ขาย พร้อมกระซิบต้องการไวอะกร้าไหม   เอ๊ะ ! เห็นหน้าพวกเรา หมดสมรรถภาพหรืออย่างไร ? หนึ่งในกลุ่มพวกเรา รำพึงรำพันขึ้นมา และแล้วก็หมดเวลาตามที่นัดหมายกันไว้ว่า เวลา 10 โมงครึ่ง ให้กลับมาเจอ กันที่หน้าด่านฝั่งไทย รอกันจนครบ 40 คน แล้วก็ให้รถโค๊ชขับวนมารับ ระหว่างที่รอรถต่างคน ต่างก็โชว์สินค้าที่ตนซื้อมา ว่าใครจะซื้อได้ถูกกว่ากัน ก็เป็นความสุขอีกอย่างหนึ่ง ที่ได้อวดราคากันนะครับ

 

มาแวะกินข้าวเที่ยว แบบบุฟเฟต์ ที่ร้านขวัญฤทัยจิวเวอรี่ หลังกินข้าวเสร็จ ก็ได้เจอกลยุทธ์การขายของประเภทเพชรพลอยของร้านนี้ ทำให้พวกเราสนุกสนานเพลินได้เหมือนกัน ด้วยการเสนอขายแบบประมูล เริ่มจาก ราคา 10 บาท ผมได้แหวนวงเล็กๆ มา 1 วง ด้วยราคา 10 บาท (ไม่รู้ว่าที่สำเพ็ง ขายกันกี่บาท) ต่อจากนั้นก็มีรายการประมูลขายสูงขึ้นไปเรื่อยๆ เป็น 50-70 –100 หรือ มากกว่านั้น ตามตัวสินค้า มีหลายคนที่ได้ของจากการประมูล มาฝากคนที่บ้าน คนละหลายชิ้นเลยทีเดียว

 

เมื่อเสร็จจากการจ่ายเงินในกระเป๋าเข้าร้านขายของจิวเวอรี่แล้วก็มุ่งหน้าขึ้นดอยแม่สลอง เปลี่ยนจากรถบัสมาเป็นรถสองแถวของชาวบ้าน เส้นทางขึ้นเขาตลอด การเดินทาง ที่ทางแยกซ้ายไป 12 กิโลเมตร ถึงศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาเลยจากศูนย์ฯ ไป 11 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านผาเดื่อ ซึ่งเป็นจุดแวะชมและซื้อหัตถกรรมชาวเขา 

 

จากนั้นเดินทางจากบ้านเย้าถึงบ้านอีก้อสามแยก ทางขวาไปหมู่บ้านเทอดไทย ส่วนแยกซ้ายไปดอยแม่สลอง ระยะทาง 18 กิโลเมตร รวมระยะทางจากอำเภอแม่จันไปดอยแม่สลอง อำเภอแม่ฟ้าหลวง ประมาณ 34 กิโลเมตร เป็นทางลาดยางตลอดสาย พรรคพวกที่นั่งมากันในรถอาเจียนกันเป็นแถวเลยทีเดียว รถมาจอดพักที่ร้านไร่ชา101 ชมและชิมชาแก้เมารถกันพอสมควร ชาอู๋หลงเบอร์12 หอมชื่นใจจัง

 

ขึ้นเขาต่อไปอีก ระหว่างทางผมมีโอกาสนั่งหน้า สนทนากับคนขับ ได้ใจความสำคัญๆ ว่าในเส้นทางที่เราผ่านจะมีกลุ่มบ้านของชาวไทยภูเขาเผ่าต่างๆ ทั้งอีก้อ มูเซอ ซึ่งทำไร่เลื่อนลอยเป็นอาชีพหลัก เช่น ปลูกข้าวโพด ทำพืชไร่ ภูเขาหัวโล้นสองข้างทางก็เป็นไร่ของชาวไทยภูเขาเป็นส่วนใหญ่ ปัจจุบันมีฐานะเศรษฐกิจดีกว่าชาวไทยพื้นราบเสียอีก ภาษีก็ไม่ต้องเสีย(แนะว่าเข้าไปนั่น)

ระหว่างข้างทางนอกจากจะเห็นภูเขาหัวโล้นแล้วยังมีลำธาร ซึ่งมีน้ำไหลมาตลอด ให้ชาวบ้านพื้นราบได้ทำนาปรังได้อีกด้วย แต่โชเฟอร์บอกว่าจะเห็นน้ำในลำธารนี้ไหลอยู่อีกกี่ปีก็ไม่รู้เพราะแหล่งต้นน้ำ ต้นไม้แทบจะไม่มีเหลือแล้ว ต่อไปคงต้องเกิดศึกแย่งน้ำกันแน่ระหว่างชาวบ้านกับนายทุนที่ทำรีสอร์ท บนที่สูงซึ่งใช้น้ำมาก พอสมควร คุยกันเพลินเลยลืมเมารถไปเลย รถสองแถวก็นำพาคณะเรามาจอดที่ "ดอยหมอก ดอกไม้ รีสอร์ท "  เป็นรีสอร์ทบนดอยแม่สลองแห่งใหม่ สวยงาม ด้วยไม้ดอก ไม้ประดับ มองเห็นวิวทิวทัศน์ ไร่ชา อยู่ไกลโพ้น ได้แวะถ่ายภาพที่เป็นที่ระลึกเก็บเอาไว้ มาถึงแล้ว ชิมชา อีกสักหนเถอะน่า ชื่นใจดี

 

 

รถสองแถวก็บึ่งต่อไปยังตลาดดอยแม่สลอง หน้าคุ้มนายพลต้วน เป็นตลาดขายของที่ระลึกจากคนพื้นเมือง ทั้งชาวจีนโพ้นทะเล(ลูกหลานนายพลต้วน)และชาวไทยภูเขา เลือกชิมชา อีกแล้ว คราวนี้ซื้อจริงแฮะ ได้คนละห่อ สองห่อ พร้อมเครื่องชงชาจากไต้หวัน (ถ้าไม่ซื้อเครื่องชงจะไม่ได้ชา ที่มีรสชาติ เหมือนที่ร้าน)

เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงบ่ายห้าโมงครึ่งแล้ว คณะของเราก็ขึ้นไปพักกัน ณ แม่สลองรีสอร์ท (ของดั้งเดิม)

 

ดอยแม่สลอง เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านสันติคิรี เดิมชื่อบ้านแม่สลองนอก เป็นชุมชนผู้อพยพจากกองพล 93 ซึ่งอพยพเข้ามาในเขตไทย จำนวนสองกองพันคือ กองพันที่ 3 เข้ามาอยู่ที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และกองพันที่ 5 อยู่ที่บ้านแม่สลองนอก ตั้งแต่ปี 2504 บนดอยแม่สลองมีสถานที่น่าสนใจหลายแห่งให้ได้ชื่นชมกัน เช่น ในช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ จะเห็น ดอกนางพญาเสือโคร่ง ซึ่งเป็นซากุระพันธุ์ที่เล็กที่สุด สีชมพูอมขาว จะบานสะพรั่งตลอดแนวทางขึ้นดอยแม่สลอง เป็นพันธุ์ไม้ที่หาชมได้ยากในเมืองไทย เพราะจะเจริญเติบโตอยู่แต่เฉพาะในภูมิอากาศหนาวจัดเท่านั้น สุสานนายพลต้วน ผู้นำแห่งกองพัน 5 ซึ่งเสียชีวิตที่นี่ เป็นสุสานที่สร้างด้วยหินอ่อนอยู่บนเขา จากสุสานสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของทะเลภูเขาได้ ที่สุสานนายพลต้วน มีแต่งกายชุดทหารเฝ้าอยุ่ 1 คน อธิบายประวัติ ประกอบภาพถ่าย สมัยท่านยังคงมีชีวิตอยู่ ให้เราทราบโดยสังเขป  เท่าที่ผมสังเกต ดอกซากุระ ไม่ค่อยออกดอกบานสะพรั่ง เสียแล้ว ไกด์กิตติมศักดิ์ คือ โชเฟอร์ของผมอธิบายว่า เนื่องจากต้นไม้มันอายุมากแล้ว ไม่เหมือนแต่ก่อน ที่จะมีแต่ดอกสีม่วงชมพูอมขาวเต็มไปหมด ปัจจุบันมีใบสีเขียว ดอกเหลือน้อยซะแล้ว ที่พักของรีสอร์ทเป็นหลังเล็กๆ ตั้งอยู่บนไหล่เขา ลดหลั่นกันลงไป เมื่อเข้าที่พักหลังละ 2 คน ที่นี่ไม่ต้องเปิดแอร์ อากาศค่อนข้างเย็นมากๆ (ขณะที่เราไปอุณหภูมิสูงขึ้น1-2 องศา) จะอาบน้ำต้องเปิดเครื่องทำน้ำอุ่นซึ่งใช้แก๊สต้มน้ำ หาใช้ยากแล้วนะ ในปัจจุบัน มื้อเย็นรับประทานอาหารกันที่ภัตาคารซากูระ อร่อยมาก โดยเฉพาะขาหมูยูนาน ที่ รสชาติแปลกลิ้นดี ไม่เชื่อลองไปชิมจะติดใจ นะครับ

 ........................................................................

 

 

 

 

โดย kasem2003

 

กลับไปที่ www.oknation.net