วันที่ เสาร์ มีนาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เรื่องราวที่เล่าสู่กันฟัง ..


โรงเรียนหกพันไร่


มือไฮโซะ - เด็กหญิงตัวเล็ก สวมชุดสายเดี่ยวสีเหลืองเหมือนนางเอกลิเก ซึ่งคงเป็นชุดที่มีใครสักคนบริจาคมาให้

จอดา - เด็กชายอายุสิบสามปี ตอนเห็นเขาครั้งแรก ใบหน้าบวมใหญ่สะดุดตา มาทราบภายหลังว่า เขาป่วยด้วยโรคไต คุณครูพาเขาไปโรงพยาบาลและพยายามดำเนินเรื่องให้เขาเข้าโครงการของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี จนสำเร็จ และคุณครูต้องหาเงินค่าน้ำมันรถมอเตอร์ไซด์เพื่อพาจอดาไปฟอกไต และเข้ารับการตรวจรักษาตามที่หมอกำหนด

อองสะลิน - เด็กชายวัยเก้าขวบ เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพฯ เช่นกัน ให้เป็นผู้ป่วยโรคไส้เลื่อนในโครงการ

วินจิ - วันหนึ่ง ขณะที่วินจิกำลังช่วยพระซ่อมแซมเจดีย์ภายในวัด ณ บริเวณด่านเจดีย์สามองค์ อยู่ๆ ก็มีเสียงระเบิดดังสนั่น เขาไม่ทันรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พอรู้สึกอีกที ขาข้างซ้ายของเขาก็หายไปแล้ว เด็กชายอายุสิบห้าปี ขาซ้ายขาดตั้งแต่โคนขา และมีขาเทียมใส่เนื่องจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพฯ เช่นกัน

และอีกกว่าเก้าสิบชีวิตในโรงเรียนหลังเล็กในป่าใหญ่นี้ ที่พื้นที่เล็กๆ ตรงนี้คงไม่เพียงพอสำหรับการบอกเล่าเรื่องราวของเด็กๆ เหล่านั้นได้ทั้งหมด คงพอสรุปได้ว่า ชีวิตโดยรวมๆ ของน้องคล้ายๆ กัน มีภูมิลำเนาอยู่ใกล้ๆ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี บ้างอยู่ด่านเจดีย์สามองค์ บ้างข้ามเขตพรมแดนที่มีการกั้นแบ่งมาแต่ไหนแต่ไร แต่เด็กๆ เหล่านั้นก็ใช้เวลาเดินเท้า วันละ 4 ชั่วโมง ข้ามเส้นแบ่งกั้นนั้นมาเพื่อศึกษาหาความรู้ หลังจากช่วยพ่อแม่ ทำงานเล็กๆ น้อยๆ เช่น ขุดมัน ขุดเผือก ทำงานในสวนบ้าง เพื่อมาหัดเขียน เรียนอ่าน ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ จากคุณครูอาสาสมัครอิสระ ห้าคน คุณครูวีรวรรณ คุณครูดุษฎี คุณครูป๊อก และอีกสองคุณครูที่ได้แต่พูดคุย กินข้าวร่วมกัน ทั้งที่ยังไม่ได้ไถ่ถามชื่อเสียงเรียงนาม คุณครูวีรวรรณเล่าว่า โรงเรียนแห่งนี้เกิดขึ้นมาได้เกือบหนึ่งปี เริ่มจากหญิงสาวคนหนึ่งที่มาชวนให้คุณครูวีหาเด็กๆ เพื่อจะทำโรงเรียน คุณครูวีซึ่งแต่เดิมเป็นอาสาสมัครของมูลนิธิเกี่ยวกับสุขภาพเด็กอยู่แล้วก็เลยลาออกจากงานเพื่อมาร่วมสร้างโรงเรียน แต่พอรวบรวมเด็กๆ ได้ หญิงสาวคนนั้นก็หายตัวไป ติดต่อไม่ได้ คุณครูวีและเพื่อนๆ คิดเห็นพ้องต้องกันว่า ไม่อาจทำลายความหวังของเด็กๆ จำนวนแปดสิบคนในตอนนั้น โดยการล้มเลิกโรงเรียน เพราะในแต่ละวัน เด็กๆ จะเข้ามาเพิ่มมากขึ้นทุกที

ฉันถามครูวีคำแรกว่า ถ้าไม่มีโรงเรียนแห่งนี้ เด็กๆ จะทำอะไร?

ครูวีบอกว่า ก็คงจะขุดมัน ขุดเผือก และช่วยพ่อแม่ทำงานรับจ้างทั่วๆ ไป เท่าที่พอจะมี และที่สำคัญ ก็เสี่ยงต่ออันตรายจากยาเสพติด ซึ่งแพร่กระจายมากมายในรอยต่อระหว่างประเทศ แม้เด็กเหล่านี้จะเป็นเด็กที่ไม่ใช่สัญชาติไทย แต่หากบางคนก็มีเชื้อชาติไทย และเด็กเหล่านี้ ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ผืนแผ่นดินไทย คุณวีบอกว่า ถึงแม้เด็กเหล่านี้จะอยู่ด้านฝั่งโน้นของเส้นแบ่งเขตพรมแดน ครูทั้งห้าคนก็ยังยินดีจะถ่ายทอดความรู้ให้เด็กๆ ต่อไปอยู่ดี เพราะตระหนักดีว่า ความรู้เล็กๆ น้อยๆ จะส่งผลต่อชีวิตอย่างไร

ฉันถามครูวีคำที่สองว่า ตั้งแต่สอนเด็กๆ มา พัฒนาการที่เห็นได้ชัดคืออะไร?

ครูวีบอกว่า ความสะอาด เด็กๆ เข้าใจเรื่องสุขลักษณะในการกิน การอยู่มากขึ้น มอมแมมน้อยลงกว่าเดิม และเด็กบางคนที่โตพอ ก็นำนิสัยนั้นๆ กลับไปสร้างต่อที่บ้านด้วย

กับอีกหลายๆ คำถาม และคำตอบ ในบทสนทนาระหว่างเรา ทำให้เกิดความรู้สึกอะไรบางอย่าง จนคิดว่า ฉันควรทำอะไรบางอย่าง เพื่อให้มีอะไรสำหรับเด็กๆ มากกว่าเดิมบ้าง อย่างน้อย เงินทุนอาหารกลางวันสำหรับเด็กวันละ 400 บาท ต่อเด็กเกือบร้อยคน ที่ได้รับจากเจ้าของบริษัทยางพาราในละแวกนั้น น่าจะเพิ่มขึ้น อย่างน้อยสื่อการเรียนการสอน หนังสือเรียนภาษาไทยซักเล่ม หรือสมุดเปล่าๆ ซักเล่ม ก็น่าจะมีเพิ่มเติมให้ได้

เพราะเท่าที่เห็น "โรงเรียน" แห่งนี้มีเพียง เพิงขนาดยาวน่าจะไม่ถึงสิบเมตรที่กั้นแบ่งเป็นสามห้องเรียน กันแดดกันฝนด้วยหลังคาสังกะสี สื่อการเรียนการสอนมีเพียง โปสเตอร์ ก.ไก่ ข.ไข่ กับ A B C สองสามแผ่นแปะอยู่ข้างฝาห้อง ด้านหน้าห้องเรียนมี ส่วนที่ครูเรียกว่า ห้องครัว ซึ่งพอจะมีหลักฐานยืนยันอยู่บ้างก็คงจะเป็นกระทะ เตาอั้งโล่ จาน ชามสองสามใบ กับช้อนสั้นสองสามคัน กับโอ่งใบใหญ่สำหรับรองน้ำเพื่อใช้เป็นน้ำดื่ม และสิ่งใหม่ล่าสุดที่เด็กๆ เพิ่งจะมีก็คือ ห้องน้ำสองห้อง อยู่ด้านหลัง ของเพิงห้องเรียน ซึ่งได้รับมาจากผู้บริจาคครั้งก่อนๆ

ฉันไปที่โรงเรียนนี้สองครั้ง ครั้งแรกวันที่ 20 กันยายน 2551 กับคณะผู้มีใจประเสริฐ กับสิ่งของเท่าที่พอจะรวบรวมได้ไปมอบให้ เป็นเสื้อกันฝน ขนม ตุ๊กตา และมีผ้าสวยๆ เกือบห้าร้อยผืนไปเท่านั้น พร้อมกับนำเรื่องราวกลับมาเรียบเรียง และคิดสะระตะว่า ฉันจะทำอะไรได้บ้าง?

ครั้งที่สอง วันที่ 1 พฤศจิกายน 2551 กับคณะผู้มีใจประเสริฐอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเดินทางจากปราจีนบุรี มาแวะกรุงเทพฯ เพื่อรับฉันกับเพื่อนอีกคน คราวนี้มียาสามัญประจำบ้านกล่องใหญ่ หนังสือเรียนชั้นอนุบาล ป.1 และป.2 พร้อมกับสมุดเหลือๆ ที่ขอรับบริจาคมาจากบุคคลใกล้ตัว มีเรื่องน่ายินดีที่ทำให้ดีใจก็คือ ครูได้นำผ้าหลากสีที่มอบให้คราวที่แล้ว มาเย็บเป็นกระเป๋า ปักดอกไม้ ลูกปัด ถักโครเชร์ แบบที่เห็นแล้วก็อึ้ง กับความสามารถของเขา ครูบอกว่าจะนำผ้าเหล่านั้น สอนให้เด็กๆ หัดทำเพื่อเป็นการฝึกอาชีพ

และข่าวดีอีกหนึ่งเรื่องก็คือ มูลนิธิเพื่อการศึกษามูลนิธิหนึ่ง ได้เข้ามาดูพื้นที่ และกำลังพิจารณาอยู่ว่า จะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้ที่นี่ เป็น "โรงเรียน" อย่างที่โรงเรียนพึงมี พึงเป็น

แต่ช่วงระยะเวลาของการพิจารณานี้ ไม่รู้ว่าจะยาวนานเท่าไร

จุดนี้ ฉันจึงมีความคิดว่า อยากทำอะไรบางอย่างเท่าที่กำลังเล็กๆ ของฉันจะทำได้ นั่นคือ ทำประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับโรงเรียนแห่งนี้ เพื่อขอรับบริจาคเงิน สิ่งของ อันจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตของครู และเด็กๆ อาจจะไม่มาก แต่สามารถต่อยอดให้ ชีวิต ดำเนินต่อไปจนถึงวันที่ "โรงเรียน" จะเป็น "โรงเรียน" และมีมูลนิธิให้การสนับสนุนได้ในระยะยาวนาน ต่อไป

โดย kirana

 

กลับไปที่ www.oknation.net