วันที่ จันทร์ มีนาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

รงค์ วงสวรรค์ เสเพลบอยชาวไร่ ผู้บินสูงลิบ..จนลับตา..


 เมื่อวาน.. อาทิตย์ 15 มีนาคม 2552  พญาอินทรี แห่งวงวรรณกรรมน้ำหมึก ศิลปินแห่งชาติ.. นักเขียนสำนวนเพรียวลม ฯ  (และ อีกมากฉายา)

รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม)  ได้จากโลกแบบเราไปแล้ว ด้วยภาวะโลกธรรมตามจริง..

วัย 77 ปี.. พอดีๆ ไม่มากจนเรียกว่านานเกิน ไม่น้อยจนเรียกว่าก่อนเกณฑ์.

ไม่น่าจะทำให้ถึงกับเศร้าโศกเสียใจฟูมฟาย.. แต่ส่วนตัว ผมรู้สึกใจหาย .. เสียดาย และรู้สึกว้าเหว่ลงบ้าง

เพราะ พญาอินทรีท่านนี้ เปรียบได้ดังคลังแห่งประสบการณ์ .. เหมือนร่มไม้แห่งปัญญา.. ที่ให้ร่มเงาแก่ผู้ที่รักในการอ่านการเขียน.. ได้พักหลบร่มดื่มกิน ธารแห่งอักษร อันสดใส มีชีวิตชีวา และ ไม่เคยโหวงเหวงในแก่นสารซ้อนซ่อนรูปไว้ภายใน ..

ในสภาวะการณ์แห่งปัจจุบัน ผู้คนรอบรู้ทุกเรื่องได้ภายในไม่กี่ click หน้าคอมพ์.. ปัญญาไม่จำเป็นต้องสั่งสมด้วยเวลาในชีวิตจริง เช่นคนรุ่นก่อน...ประสบการณ์ในชีวิตคนรุ่นนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง.. จะใช้คำว่าไม่มีก็อาจรุนแรง แต่ ก็ใกล้เคียงอย่างยิ่งแล้ว...

นักเขียนที่ตีแผ่ชีวิตอย่างตรงไปตรงมา..และ ยอกย้อนชอนไชได้ยันแก่นแกน.. ทว่าหฤหรรษาชวนเพลินไปในขณะเดียว

 น้อยแทบนับได้..

ไม้ใหญ่อันยืนเด่นที่กลางป่า ล้มลงเราควรอาลัย..

การจากไป ในภาวะแห้งแล้งขาดร่มเงาแบบนี้ สมควรว้าเหว่..

พญาอินทรีบินสูงลิบ และ จะไม่กลับลงมาอีกแล้ว...

..........

ผมได้อ่านงานของ รงค์ วงษ์สวรรค์ (หนุ่ม) ไม่กี่เรื่อง.. เรื่องแรกที่ได้อ่าน.. เสเพลบอยชาวไร่.. เล่มนี้อ่านแล้วไม่น้อยกว่า สามรอบ

ได้อ่านก่อน ที่จะมีการประกาศให้เป็นหนังสือดี 100 เล่ม ที่คนไทยควรอ่าน.. ความจริงไม่ว่าจะประกาศให้เป็นหรือไม่ ผมก็ไม่สนใจนัก รู้สึกเพียงเป็นหนังสือที่อ่านเพลิน ถูกจริต .. และ เข้าใจชีวิตได้ลึกล้ำ...ก็อ่านแล้วอ่านอีก

บางคนได้อ่าน ก็บอกงง ไม่เข้าใจ ไม่ชอบ.. นานาจิตตังครับ

ฉนั้น เพื่อรำลึกถึง.. ผมก็จะเอาเรื่องสั้นๆในหนังสือเล่มนั้นมาพิมพ์ให้อ่านกันไว้สักเรื่อง เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่พญาอินทรีท่านแล้วกันครับ

และ หากพญาอินทรีท่านได้มาอ่าน ก็คงยิ้มหัวพอใจ.. เพราะ ชีวิตเราก็เท่านั้นเอง ห้ามแก่ ห้ามเก่า ห้ามเศร้า ห้ามเฉาโฉ่.. Forever Young (หนุ่ม) ไปตลอดกาล ก็แล้วกัน...

ด้วยความคารวะ..

เสือทอดเงา....

......................

       สังคมชาวไร่กำลังตกอยู่ในความประหวั่นพรั่นพรึง  เสเพลบอยกลุ่มของ แจ้ง  ใบตอง.. ก็ไปเที่ยวเสียต่างตำบล ขาดกำลังจะปกป้อง  ผู้ใหญ่บ้านหรือก็ชราเกินกว่าจะหยิบฉวยอาวุธขึ้นสู้รบปรบมือกับใครได้อีกแล้ว

ดังนั้นต่างจึงนั่งมองตากัน ด้วยความเศร้าอย่างว่ากลีบดอกบวบสลดแดดบ่าย  และ  อย่างว่าทอดอาลัยในชะตากรรม..

       ร่ำลือกันว่าเสือฝายจะเหยียบบางเย็นวันนั้น...

       เสือทอดเงา  ใครจะเป็นต้นเค้านั้นฟังไม่ถนัด  หากบอกเล่าต่อเนื่องกันจากไร่ข้าวโพดสู่ไร่มะเขือ  จากไร่พริกสู่ไร่แตง  จากไร่กล้วยสู่ไร่อ้อย  แล้วบางทั้งบางก็ระเบ็งเซ็งแซ่ด้วยข่าวของเสือร้าย ผู้ชอบดูคนสวมชฎาแก้ผ้าเล่นยี่เก...

       " มันเหยียบที่ไหนเตียนที่นั่น "   บ้างว่าพลางเสียงแสยง

       " บรรลัย !!  บรรลัยกันเที่ยวนี้  บ้านไร่ของเรา .. "

       ผู้ใหญ่บ้านชรามองแสงตะวันแล้วทอดถอนใจ  สติที่พอมีเหลืออยู่บ้างดลให้ได้ความคิด  จึงร้องสั่งให้อพยพผู้หญิงและเด็กไปซ่อนอยู่ในดงโสนริมบึงหลังวัด  ทรัพย์สมบัติบรรดามีให้ต่างใส่ตุ่มไหฝังดินไว้ตามแห่งหนมิดชิดของตน

       และทั้งให้แต่งยามคอยระแวดระวังต้นทาง  คอยกู่ร้องเป็นเสียงนกบอกกัน

       ชาวไร่ชาวตลาดให้ปิดประตูก่อนตะวันตกดิน  เหลือไว้แต่โรงเตี๊ยมของเจ๊กเส็งเพียงแห่งเดียว  ให้เตรียมข้าวปลาอาหารและสุราไว้พร้อมพรั่ง

       " ขอรับรองเขาให้เต็มพิขา "   ผู้ใหญ่บ้านว่า

       " ให้เขาเห็นน้ำใจ  เขาอาจจะไม่ข่มเหงคะเนงร้าย "

       " เสือก็มีหัวใจงั้นละซี "   บางคนร้องขัดอย่างเย้ยหยัน

       เจ็กเส็งนั้นหน้าซีดเจียนจะเป็นลม

        " ข้าจะอยู่ด้วยกับเอ็ง  ดูถีว่าเสือฝายมันจะฆ่าจะแกง  ข้าแก่แล้ว.... ถึงทีมันต้องตายด้วยกันทั้งนั้นละวะ "  ผู้ใหญ่หันมองลูกบ้านทีว่าหารือ   แล้วว่า

        "  ข้าจะใช้น้ำเย็น  "...........

ภาพ จาก สกนธ์  แพทยกุล ...

              ส่วนมากจึงต่างเห็นด้วย  ทั้งสรรเสริญยกย่องความเป็นห่วงบ่วงใยของชายชราผู้ถือตนจะต้องรักษาความสุขสงบของชาวบ้านไร่ทุกผู้ทุกนาม

             ครั้นแล้วเวลาที่ทุกคนเฝ้ารอด้วยใจอันระทึกก็มาถึง...

             ค่ำแล้ว  ตลาดของชาวบ้านไร่เงียบเชียบและประตูทุกบานปิดสนิท  เหลือเพียงโรงเตี๊ยมแห่งนั้นตามไฟไว้สว่างโชน  เจ็กเส็งรอเยี่ยวอูฐไว้กับจมูกตลอดเวลา  ขณะที่ผู้ใหญ่บ้านจิบเหล้าอยู่อย่างเยือกเย็น...

            ชายผู้นั้น ร่างใหญ่บึกอย่างวัวเปลี่ยว  สูงตระหง่าน  อกแตกแผงกำยำ  ใบหน้าทะมึนและปรกหนวดเครานุงนัง  ตาแดงดั่งแสงเพลิงฉายฉาน  รอยแผลเป็นพาดจากขอบตาซ้ายถากลงตามสันแก้ม  เสื้อผ้าที่สวมขะมุกขะมอมฝุ่นโคลนและเหน็บปืนลูกโม่ไว้กับสะเอว

             เขาเดินผงาดเข้ามาในโรงเตี๊ยม  ปลงย่ามอันหนักจากไหล่ลงบนพื้น  หันมองรอบตัวอย่างระแวดระวัง  ก่อนนั่งประจัญหลังกับฝา...

             " พูดได้คำเดียวว่าข้าหิว ".... เหมือนว่าเขาคำรามทะลักล้นออกมาจากลำคอหนาเป็นหนอก..

            ผู้ใหญ่บ้านชรามองสบตาให้เจ็กเส็งรีบยกเหล้ายกกับที่เตรียมทำไว้แต่บ่ายไปบำเรอในทันที..

           เหล้าเข้าโสมชนิดราคาแพง  ไก่ตอนอกหนั่นเนื้อ  พุงปลาช่อนผัดเต้าเจี้ยวกับใบกระเทียม  ยำเนื้อเก้งกับน้ำพริกเผารสเผ็ดจัดเปรี้ยวจัดโรยใบสะระแหน่ และ มะเขือเผาฝานเป็นแว่นบาง  อีกทั้งต้มยำเห็ดโคนกลิ่นหอมยั่วน้ำลายนัก..

            แรกเขามองอย่างพิศวงแล้วรำพึง   " ทำไมมันมากมายหยั่งนี้ "

            " กินเข้าไปเหอะ "  ผู้ใหญ่บ้านได้ช่องพูด  " กินให้เต็มที่อย่าเกรงใจ  เดินทางมาไกลกะลังหิว  ฉันเป็นผู้ใหญ่บ้านอยู่บางนี้ "

            " งั้นรึ.... ยินดีได้รู้จัก "  เขาพยักหน้าอันทะมึนปราศจากรอยยิ้ม  แล้วลงมือดื่มและกินอย่างหิวจัด  เขากินเหมือนยัดเหมือนกระทุ้ง  กินอย่างเอร็ดและรวดเร็ว  เจ็กเส็งเดินสั่นเหมือนผีเข้า  หมั่นเติมให้ไม่ขาด   นานชั่วหม้อข้าวเดือดถึงสองหน  เขาจึงยกท่อนแขนขึ้นปาดเช็ดริมฝีปาก  แล้วถอนเรอดังเหมือนฟ้าพิโรธ..

             " บางนี้มันเงียบเหงาเหลือเกินนะผู้ใหญ่ "  เขายึดอกผึ่งและเหมือนจะยิ้มแต่ไม่ยิ้ม  " จะมองหาผู้หญิงสักคนไม่เห็น "

             ..............

"  โอ๊ย... ไม่มีหรอกพ่อคุณ  "   ผู้ใหญ่บ้านละล่ำละลัก 

         "  อย่าไปหาที่สวยพอทำน้ำกระสายยาได้สักคน  สังกะเตอะทั้งนั้น  "

        "  หนังยี่เกก็ไม่มีดูกันบ้างเรอะ "  เขาเทเหล้าใส่แก้วและกระดกวาบเดียวหาย

         "  ที่ไหนจะมี  บ้านป่าบางไกลถึงเพียงนี้ค่ำลงก็ปิดประตูนอนเพาะพลเมืองกันเท่านั้น "  ผู้ใหญ่บ้านพยายามจะติดตลก

         แต่เขาไม่นึกขันด้วย   ขยับตัวลุกยืนแล้วฉวยย่ามขึ้นพาดไหล่  " หยั่งงั้นข้าคงอยู่ไม่ได้นาน  ข้ามันคนชอบเที่ยวชอบสนุก  ขอโทษเหอะ.. ที่ข้ากินไปมื้อนี้ขอฝากไว้ก่อนได้ไหม  ข้ากำลังจนกรอบ  วันหน้าข้าผ่านมาอีกจะใช้ให้ "

         "  จะเป็นไรมี.... "   ผู้ใหญ่บ้านถอนใจโล่งอก

        " ขอบใจละ "     เขาก้าวเดิน  แล้วหันกลับเหมือนเพิ่งนึกได้   " คนบางนี้ใจดีจริง  พูดได้คำเดียวข้าจะไม่ลืมคุณ  แน่ะ.. จะบอกให้  เขาลือกันว่า วันปะรืนเสือฝายมันจะผ่านมาทางนี้  กระเกรียมปืนผาหน้าไม้กันไว้บ้าง  มันเป็นเสือลำบากเสียด้วย  ตำรวจกองเมืองเขาล้อมมันไว้ทุกช่องทุกบาง  ข้าไปละ....."

         แล้วเขาเดินผงาดออกไปเหมือนแรกมา

         เจ็กเส็งซวนกายเป็นลมด้วยความที่เสียดายเหล้าและอีกทั้งกับล้วนของดีราคาแพง...

         ผู้ใหญ่บ้านนั้นมองดูนัยน์ตาตัวเองในกระจกบานตู้อย่างรู้ว่าเสียที.

.....................................................................................................................

.. .. (จบ)....


.......................................

โดย Hoopoeman

 

กลับไปที่ www.oknation.net