วันที่ อังคาร มีนาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สุดแดนไทย.....ไชยบุรี


เสียงครวญจากลำน้ำสงคราม

                “เมืองไชยบุรีเลิศล้ำ  ติดปากน้ำลำสงคราม  คนเมืองปลาน้ำใจงาม  สุดเขตคามโขงสองสี”     สายน้ำยังคงไหลไปจากแม่น้ำต้นลงสู่ปลายแม่น้ำ     เพื่อมุ่งหน้าไปยังแม่น้ำโขงที่เชื่อมใจคนสองเมือง สายสัมพันธ์ลาว - ไทยที่ยาวเหยียดนับพันกิโลเมตร  เรื่องราวมากมายของลำน้ำสงครามจากอดีตจนปัจจุบันยังคงอยู่กับชาวไชยบุรีไม่ไหลสู่โขงเช่นลำสงคราม 

ระยะทางราว ๔๒๐ กิโลเมตรของแม่น้ำสงคราม กำเนิดจากบนสันภูผาเหล็ก ในเขตอำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร ไหลโค้งขึ้นไปทางเหนือ ผ่านอำเภอหนองหาน อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี อำเภอบ้านม่วง อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร แล้วเข้าสู่เขตอำเภอพรเจริญ อำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย แล้ววกกลับลงมาสู่ตอนล่างของแม่น้ำที่อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร เข้าอำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม แล้วออกไปบรรจบกับแม่น้ำโขงที่ไชยบุรี อำเภอท่าอุเทน

นาฏกรรมแห่งชีวิต  จารีต ประเพณี  วัฒนธรรมและความเชื่อของคนแถบนี้ล้วนผูกพันกับลำน้ำอย่างสนิทแนบแน่น สิ่งเหล่านี้ได้ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น  เป็นภาพสะท้อนที่ฉายให้เห็นการเคลื่อนไหวของกระแสธารชีวิต  จากลำน้ำไปสู่ห้วยหนอง คลองบึง  และแม่น้ำสายใหม่ที่จะทอดตัวลงสู่โขงทะเลอีสานอันไพศาล 

วันวานของแม่น้ำสงคราม(ไชยบุรี)

พี่จอย  พยาบาลสาวในโรงพยาบาลท่าอุเทน ชาวบ้านตาลปากน้ำโดยกำเนิด  สมัยที่เธอเป็นเด็ก  กิจกรรมยามว่างของเธอคือการไปเล่นจับปลากับเพื่อนที่ลำน้ำสงคราม  ซึ่งไม่ไกลจากบ้านนัก  น้ำสีใสไหลเย็นเห็นตัวปลา  ปลาที่อยู่ในแม่น้ำส่วนใหญ่จะเป็นปลาธรรมชาติมากกว่า  ถ้าอยากไปดูแม่น้ำสองสีต้องพายเรือข้ามไปฝั่งตรงข้ามเพราะสมัยก่อนไม่มีสะพาน   “เมื่อก่อนพ่อแม่พี่ทำอาชีพหาปลา   พ่อจะออกไปตั้งแต่เช้าประมาณตีสาม พี่ก็ชอบไปนะก็สนุกดี เด็กที่นี่ส่วนใหญ่ว่ายน้ำเป็นหมดแหละ เพราะเล่นน้ำตั้งแต่เด็ก  แม่น้ำสงครามไม่ได้กว้างเท่าทุกวันนี้หรอก ต้องไปดูท่าน้ำตรงวัด  เห็นไม้ไผ่ตรงกลางนั่นหรือเปล่า ? นั่นแหละคือตลิ่งเก่า  ตอนนี้ไม่เหลือแล้ว  ตาของพี่เคยมีโรงสีติดตลิ่ง  พี่นั่งเอาเท้าหย่อนลงตรงชานไม้ริมตลิ่งปลาว่ายมาแทะเล็มเท้า  ต่อมาน้ำเซาะตลิ่งพังเราเลยต้องรื้อทิ้งไป  ที่หายเป็นไร่เลยนะ” นี่คือความร้ายแรงของธรรมชาติ   ต่อไปคงเดาไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ลำน้ำสงครามเป็นแหล่งทำมาหากินของชาวไชยบุรี  ในน้ำมีปลาในนามีข้าว  ไชยบุรีจึงเป็นเมืองที่สร้างอาชีพและรายได้ไม่ยากสำหรับผู้มีความขยัน  ลงน้ำก็มีปลาเข้าป่าก็มีหน่อไม้  ความอุดมสมบูรณ์เช่นนี้จะยังคงอยู่ถ้าสภาพทางกายภาพของลำน้ำสงครามไม่เปลี่ยนไป

                 

                   แม่น้ำสงครามให้อะไรกับไชยบุรี

“ผู้ได๋ว่าอีสานแล้งสิจูงแขนมันไปเบิ่ง  ปากน้ำสงครามมีปลาหลายน้ำหลาก  มันสิแล้งได้จั่งใด๋”  ในฤดูน้ำหลากแม่น้ำโขงได้พัดพาปลาจากลำน้ำโขงยังผลดีต่อไชยบุรีที่เป็นเมืองปลา อาชีพหลักของคนที่นี่ส่วนใหญ่คือการหาปลา ในสมัยก่อนจะเป็นการหาปลาธรรมชาติ  แต่ปัจจุบันมีการแปรรูปปลาให้เป็นผลิตภัณฑ์อื่น  ไม่ว่า จะเป็นการทำส้มปลาโด   หนังปลากรอบ  ปลาร้าบอง  ปลาแห้ง ทำให้ความต้องการซื้อขายและบริโภคปลามากขึ้น  จากธุรกิจระดับตำบลขยายตัวเป็นธุรกิจส่งออก   ลำน้ำแห่งนี้จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์การค้าปลาน้ำจืดแห่งหนึ่งที่น่าจับตามอง

          วิถีชีวิตของชาวไชยบุรีกับแม่น้ำสงครามแทบจะแยกกันไม่ออก  คนแถบนี้ได้อาศัยลำน้ำตั้งแต่เกิดจนตาย  หากว่าลำน้ำสงครามใหลตัดผ่านไปไปทิศทางอื่นคนที่นี่คงมีแต่ทำนาขายข้าวซื้อปลากิน   แต่เพราะลำน้ำสงครามยังคงหล่อเลี้ยงชาวไชยบุรีมาตั้งแต่บรรพบุรษจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน  ตราบเท่าที่ธรรมชาติยังคงเดิม   แต่เมื่อมีแม่น้ำสายใหญ่ที่พอจะหารายได้ก้อนโตให้ธุรกิจที่ใหม่ 

             ความพยายามของธุรกิจได้เป็นกระแสที่ฮือฮามากในช่วงสิบปีมานี้  แน่นอนว่ากระชังปลากลายเป็นอาชีพใหม่ที่ใครๆก็อยากทำ

กระชังปลาธุรกิจใหม่ทำลายแม่น้ำสงคราม

             จุดเริ่มต้นของกระชังปลามาจากชาวบ้านสองราย  เนื่องจากบริษัทอาหารปลาซีพี ติดต่อให้ทำธุรกิจนี้  ซึ่งทางบริษัทจะเป็นผู้ลงทุนและมีเงินทุนให้ก่อน  เพราะการเลี้ยงปลากระชังมีการลงทุนแต่ละครั้งใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่าล้าน  เมื่อมีเงื่อนไขดีเช่นนี้   ชาวบ้านหลายคนจึงกล้าลงทุนกับการเลี้ยงปลาสายพันธ์ใหม่ โดยทำสัญญากับตัวแทนของบริษัทซีพี ซึ่งอาหารปลารวมทั้งอุปกรณ์ทุกอย่างต้องซื้อจากซีพีและบริษัทจะเป็นผู้รับซื้อปลาทั้งหมด เพราะในสัญญาบังคับให้ขายกับบริษัทซีพีเท่านั้น การเลี้ยงปลากระชังเริ่มจากการซื้อลูกปลาอนุบาล  คือพันธุ์ปลาที่รับมาจากบริษัทซีพี  โดยบริษัทเป็นผู้ดูแลให้  จึงทำให้ชาวไชยบุรีได้อาชีพใหม่ที่สร้างรายได้ที่น่าพึงพอใจ 

               ต่อมาชาวไชยบุรีหันมาทำธุรกิจนี้กันมากขึ้น  จนปัจจุบันนี้สามารถเห็นได้เกลื่อนเรียงเป็นแนวยาวตามตลิ่งของแม่น้ำสงคราม  จากที่เมื่อก่อนนั้นการจับปลาเป็นเพียงอาชีพเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปวันๆเท่านั้น  แต่มาถึงวันนี้ธุรกิจเลี้ยงปลาซีพีได้เข้ามาสู่ท้องถิ่นไชยบุรีและสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านเป็นตัวเลขหลายหลัก 

          จากการประสบความสำเร็จจากการเลียงปลาซีพีนี้เองทำให้ชาวบ้านรายอื่นๆต่างพากันเลี้ยงปลาซีพีแทนการจับปลาแม่น้ำกันมากขึ้น  กระชังปลาแนวยาวริมตลิ่งดูแน่นขนัดตา  เมื่อสิ่งแปลกปลอมนี้เข้ามาแทรกแซงธรรมชาติ  แม่น้ำสงครามจึงเกิดการเปลี่ยนแปลง  กระแสน้ำที่เคยใหลคล่องกลับถูกแนวกระชังปลาขวางกั้นทำให้เกิดกระแสน้ำวนใต้แนวกระชังและกัดเซาะตลิ่งพังเป็นแนวยาวเช่นกัน  ระบบนิเวศของลำสงครามยังไม่ถูกทำลายเพียงเท่านั้น  อาหารปลาซีพีนั้นเป็นหัวอาหารที่สังเคราะห์ขึ้นจากโรงงาน

               ซึ่งส่วนผสมนั้นเป็นสารที่ทำลายระบบนิเวศ  เมื่อพบว่าหัวอาหารที่ให้ในแต่ละวันนั้นตกตะกอนใต้แม่น้ำ  ตามแนวตลิ่งจากต้นถึงปลายของแม่น้ำ  การสะสมของตะกอนนานวันเข้าน้ำเริ่มเน่าเสีย  ยิ่งช่วงหน้าแล้งไม่ต้องพูดถึง  น้ำลดเมื่อไรกระแสน้ำไม่ไหลเวียนถ่ายเท  น้ำเน่าส่งกลิ่นเหม็นปลาตายลอยขึ้นเหนือน้ำเป็นเบือ 

            ย้อนมองกลับหลังไปหลายปีลำสงครามเคยเป็นแหล่งที่มีระบบนิเวศที่สมบูรณ์  มีน้ำใสสะอาดและมีปลาเต็มคุ้งน้ำให้จับกินกันทั้งปี  มาวันนี้วิถีชิวิตชาวไชยบุรีได้เปลี่ยนไป  

              พวกเขาได้ละทิ้งสิ่งเดิมๆ เบนเข็มมาสู่เส้นทางธุรกิจที่เต็มไปด้วยเงินทอง  ความเจริญ  ความสะดวกสบายจะมาสู่พวกเขา  บัดนี้เขาทั้งหลายที่ไชยบุรีลืมวิถีเดิมๆไปเสียแล้ว  และคงลืมไปด้วยว่าพวกเขาได้เหยียบย่ำทำลายแม่สงครามซึ่งหล่อเลี้ยงพวกเขามาหลายชั่วอายุคน 

สงครามครวญ  

                เมื่อธรรมชาติแปรปรวน  ลำสงครมไหลเซาะตลิ่งวันแล้ววันเล่า  คุณยายสมสมัย ดวงสงฆ์  เจ้าของร้านขายของชำของบ้านตาลปากน้ำ  หมู่ 2 กล่าวว่า “ น้ำสงครามเป็นแม่น้ำที่ไหลนิ่งแต่วนลงลึก  ยิ่งถ้าน้ำหลากน้ำยิ่งไหลแรง  ตลิ่งก็ยิ่งทรุดหนักลงไปอีก  ใครที่มีที่ติดฝั่งน้ำ  ก็เดือดร้อนไปหมด” จากคำบอกเล่าของคุณยายสมสมัย หนึ่งในชาวไชยบุรี  แสดงให้เห็นความโหดร้ายของธรรมชาติ

           ลำสงครามครวญอีกครั้ง  เมื่อในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา  ป้าแดง  อบกว่า  น้ำใสจนแลเห็นกรวดทรายใต้น้ำ  แต่ในระยะหลังด้วยความเจริญ  สิ่งสกปรกและสารเคมีก็เจริญลงลำน้ำสงครามไปด้วย 

               ลำสงครามครวญซ้ำ  เมื่อสภาพน้ำเน่าไม่ใช่บทสรุปของชะตากรรมที่เลวร้ายของลำสงคราม  หากยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและทรัพยากรบริเวณนั้นเสมือนสงครามลูกโซ่ที่ต่อกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด 

                          ตลิ่งหาย  น้ำเน่า  เขาเสร้างเขื่อน

             เสียงน้ำเซาะดัง ครืน ครืน . .  เมื่อดินมิอาจต้านทานแรงอันมหาศาลของน้ำได้  น้ำไหลเซาะมาอีกครั้งกระทบกระชังปลา  แต่คราวนี้หมุนวนลงข้างล่างเซาะตลิ่งทีละนิด ทีละนิด . .  วันแล้ววันเล่า  ที่ดินเป็นไร่หายวับไปพร้อมกาลเวลา  จะหาใครมารับผิดชอบได้ในเมื่อหลายคนต่างมีส่วนร่วมในการกระทำทั้งสิ้น 

           น้ำไม่ใสเหมือนครั้งก่อน  กระแสน้ำพัดพาเอาสิ่งสกปรกจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ  หัวอาหารปลากระชังวันละกี่หมืนกี่พันกระสอบถูกเทลงไปในลำน้ำ  น้องส้ม  นักเรียนโรงเรียนตาลปากน้ำ  เป็นอีกหนึ่งคนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเสียของลำสงคราม  น้องส้มมีอาการคันตามตัวและ ชาวบ้านที่นี่นิยมกินปลาจากธรรมชาติ  แต่สภาพกาลเช่นนี้จะมีปลาจากแม่น้ำให้พวกเขากินกันซักเท่าไร  ในเมื่อปลาในกระชังที่ได้รับการปฏิบัติดูแลเป็นอย่างดียังตาย  แล้วปลาในแม่น้ำที่ต้องอาศัยธรรมชาติในการหล่อเลี้ยงชีวิตของมันจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร 

ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา  จากกรณีตลิ่งน้ำซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน  ทั้งเรื่องของที่ดินทำกิน  และในด้านของระบบนิเวศที่ไม่สมดุลนั้น รัฐบาลได้เข้ามาแก้ไขปัญหาเบื้องต้นโดยการสร้างเขื่อนในปี พ.ศ.2544 – 2546  ปัญหาตลิ่งพังจึงหมดไปแต่เท่านั้นยังไม่พอที่จะทำให้ลำสงครามดีขึ้นเพราะน้ำในแม่น้ำยังคงเน่าเสียอยู่ 

  

สิ่งที่ชาวไชยบุรีต้องการ

            ทุกค่ำเช้าที่ไชยบุรีเสียงแม่สงครามยังคงโหยไห้ไปทั่วคุ้งน้ำอย่างเจ็บปวด  สายธารแห่งชีวิตของคนที่นี่ป่วยเรื้อรังมาหลายปี  พวกเขาจะกินอยู่อย่างไรต่อไปหากไม่มีแหล่งอาหาร  วิถีชีวิตของพวกเขาจะเปลี่ยนไปทางใดหากว่าปลาตายไปพร้อมกับแม่สงคราม  ไม่มีใครออกมาแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงจังหลังจากมีการสร้างเขื่อนเพื่อป้องกันตลิ่งพัง  แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะเยียวยาแม่สงครามให้หายขาดได้  

                ครั้นยังมีเสียงหนึ่งของหญิงอาวุสโสชื่อยายพร้อม  ผู้มีความสัมพันธ์กับสารธารแห่งนี้มาค่อนศตวรรษ  คร่ำครวญว่า “แต่ก่อนน้ำในแม่น้ำสะอาดใช้อาบน้ำก็ได้ซักผ้าก็ได้แต่พอเขาเลี้ยงปลากระชังน้ำเริ่มเสียใช้อาบบ่ไม่ได้  ปลาก็ไม่กล้ากิน...ย่านสารพิษ  สิไปว่าไปบอกให้เขาเลิกเฮ็ดก็บ่ได้  เขาหาว่าเฮาอิจฉาที่ธุรกิจเขามีกำไรหลาย  เคยถามนายที่อำเภอ  นายบอกว่ามันเป็นการส่งเสริมรายได้ท้องถิ่น  อยากให้นายทางรัฐบาลมาแก้ปัญหาน้ำเสีย  ถ้ามันบ่ดีขึ้นชาวบ้านก็อยู่บ่ได้ดอก บ่ฮู่สิไปเฮ็ดหยั่งกิน” 

                ปากน้ำไชยบุรีเมืองที่กล่าวกันว่าป่าทามอุดมสมบูรณ์  ในน้ำมีปลาชุม  บัดนี้อาจกลายเป็นเพียงเสียงลือเสียงเล่าอ้างที่ผ่านมากระทบโสตประสาทแล้วผ่านไปหากต่างฝ่ายต่างเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว  และโยนความรับผิดชอบไปมา.... “แม่สงคราม  แม่ผู้เป็นสายธารแห่งชีวิตของชาวไชยบุรีมาหลายชั่วอายุคน  บัดนี้กลับถูกลูกหลานทำร้ายแล้วทิ้งให้ป่วยเรื้อรังเพียงรอวันตาย…”               

                         

จิตสำนึกในบุญคุณแม่สงคราม

            กระแสลำสงครามยังต้องใหลต่อไปเพื่อปากท้องชาวปากยามไชยบุรี  ที่มีวิถีชีวิตพึ่งพาอาศัยลำสงคราม  เช้าออกหาปลาค่ำมาแกงปลากินกัน  การแสวงหาผลประโยชน์จากลำน้ำมีให้เห็นต่อไปตราบที่ลำสงครามยังไม่หยุดนิ่ง  รอยแผลที่แม่น้ำได้รับกลายเป็นน้ำตาที่ใหลลงสู่โขง  ศูนย์รวมแห่งปากท้องชาวไชยบุรีกำลังถูกทำลายลง  

                เสียงครวญ ดังครืนๆ…ของแม่น้ำสงครามที่กระทบริมตลิ่งอีกครั้งคงทำให้ชาวบ้านฉุกคิดว่า  สายน้ำนี้มีอาการป่วยหนัก  และต้องการให้ชาวบ้าน  จิตสำนึกของชาวบ้านสองฝั่งแม่น้ำร่วมกันดูแลรักษาสายนี้แห่งชีวิตนี้ไว้  เพราะอย่างน้อยเส้นเลือดสายนี้ยังสามารถดูแลลูกหลานภายหน้าไปอีกนานโข  หากวันใดสายเลือดเส้นนี้กลายเป็นเลือดเสีย  ชาวไชยบุรีคงหมดสิ้นเลือดเนื้อให้สูบกัน

-------------------------------

เป็นบทความ แความรู้สึกที่ดีมาก ๆ สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันของแม่น้ำสงคราม แม่น้ำโขง และแม่น้ำสายต่าง ๆ ณ วันนี้ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

นับว่าเป็นโอกาศดีที่คนได้รู้จักพื้นที่ได้ถ่ายทอดมีความรู้สึกห่วงใยร่วมกัน

------------------ลองคลิกเข้าไปอ่านตามลิ้งค์ด้านนี้นะครับ------------

http://sadakojung.spaces.live.com/blog/cns!20250A3FC40B0B79!265.entry

ภาพโดย วิระยุทธ นิยมชาติ

 

โดย virayuthniyomchat

 

กลับไปที่ www.oknation.net