วันที่ พฤหัสบดี มีนาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ผีเสื้อ ผืนป่า และความทรงจำ


เวลาไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติ เคยเห็นเด็กหนุ่มสาวถือสวิงไล่จับแมลงกันมั้ยครับ?


ผมเคยเป็นหนึ่งในเด็กเหล่านั้น มันเป็นส่วนหนึ่งของวิชาเรียนเมื่อครั้งผมยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย วิชานี้มีชื่อว่ากีฏวิทยา เรียนเกี่ยวกับเรื่องแมลงทั้งหมด ตั้งแต่เทือกเถาเหล่ากอ ไปจนถึงอวัยวะภายในของแมลง และเพื่อที่จะให้นักศึกษาได้ทำความรู้จักกับแมลงอย่างลึกซึ้ง การจับแมลงจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนภาคปฏิบัติการ

การเรียนวิชานี้ค่อนข้างน่าเบื่อ เพราะต้องท่องจำชื่อวงศ์วานว่านเครือของแมลง ซึ่งล้วนแต่เป็นภาษาที่มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน คะแนนภาคปฏิบัติการ หรือที่เรียกว่าคะแนนกล่องจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนรอดพ้นจากการซ้ำชั้น

คะแนนกล่องคืออะไร? คะแนนกล่องคือคะแนนที่ให้จากจำนวนตัวอย่างแมลงที่เก็บได้ โดยนับจากจำนวนสปีชีส์ (วงศ์ตระกูลทางวิทยาศาสตร์) ภาควิชาจะแจกกล่องสำหรับเก็บตัวอย่างแมลงให้นักศึกษาคนละกล่อง และให้นำมาส่งคืนในวันปิดภาคการศึกษา

ทีเด็ดของคะแนนกล่องอยู่ที่ ถ้าเราจับแมลงหายากได้ จะได้คะแนนตัวละ 1% ใช่แล้วครับ 1 เปอร์เซ็นต์ต่อตัว ไม่ใช่ 1 คะแนน เกรดของเราจะหรูขึ้นทันทีโดยที่ไม่ต้องท่องหนังสือเพิ่ม เรื่องราวที่ผมจะเล่าเริ่มต้นจากตรงนี้


การจับแมลงเราต้องมีสวิงที่ดี นั่นคือจะต้องมีปากสวิงที่กว้างและมีถุงตาข่ายที่ลึกพอ แต่จะต้องไม่กว้างจนเกินไปที่จะสอดแทรกไปตามพุ่มไม้และถุงตาข่ายต้องไม่ยาวจนรุ่มร่าม นอกจากนั้นยังต้องมีด้ามจับที่แข็งแรงและยาวพอ สวิงของผมนี่นับได้ว่าอยู่ในชั้นแนวหน้าเลยทีเดียว

จากนั้นก็ต้องมีอุปกรณ์ในการฆ่า แมลงที่จับได้เราต้องฆ่ามันในทันที เรียกกันว่าขวดน็อค ขวดน็อคทำจากขวดกาแฟขนาดใหญ่ (ขวดเนสกาแฟ เป็นที่นิยมกันมากเพราะขนาดกำลังดี) ตรงก้นขวดเราจะใส่สารฆ่าแมลงเอาไว้ ไม่ใช่ยาฆ่าแมลงโดยทั่วไป แต่เป็นโปแตสเซียมไซยาเนต หรือที่รู้จักกันดีในนามไซยาไนด์ ยาพิษที่ฆ่าได้ทุกชีวิต!! จากนั้นก็เทปูนปิดทับโปแตสเซียมไซยาเนตซึ่งมีลักษณะเป็นผงเอาไว้ไม่ให้คลุ้งกระจายเป็นอันเสร็จพิธี โปแตสเซียมไซยาเนตจะระเหิดเป็นไอพิษอบอวลอยู่ในขวด

ขวดน็อคโดยทั่วไป มักจะใส่โปแตสเซียมไซยาเนตเพียง 1-2 ช้อนโต๊ะ แต่ขวดของผมและของเพื่อน ๆ นักล่าชั้นแนวหน้า เราใส่ไม่ต่ำกว่า 4 ช้อน อย่าว่าแต่แมลงเลย เพียงซี้ดเดียวคนตัวโต ๆ ก็ร่วงได้ ใส่ทำไมตั้งเยอะตั้งแยะ คนไม่รู้อาจจะนึกว่าเราเมตตาฆาต ไม่ต้องการให้แมลงทรมานนานก่อนตาย แต่ความจริงไม่ใช่ครับ ความจริงก็คือ เราต้องการฆ่ามันอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ใช่เพราะเมตตา เราฆ่ามันอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้มันดิ้น สภาพตัวอย่างที่เก็บได้จะได้สมบูรณ์ โดยเฉพาะแมลงที่มีรูปทรงบอบบางอย่างผีเสื้อ แมลงช้าง แมลงปอ

ปริมาณโปแตสเซียมไซยาเนตในขวดของพวกผมแรงถึงขนาดที่ผีเสื้อตัวโต ๆ สลบทันทีที่ถูกหย่อนลงไปในขวดและตายภายในไม่กี่วินาที เรียกว่าร่วงกลางอากาศ ใส่ลงไปนี่ไม่มีดิ้นกันเลยแม้แต่ตัวเดียว แต่ปริมาณขนาดนี้ก็ยังไม่เพียงพอที่จะน็อคแมลงจำพวกด้วง โดยเฉพาะด้วงตัวโต ๆ ให้ตายในทันที มันจึงจะตะกุยตะกายอยู่สักระยะก่อนจะสิ้นลม พวกนักล่าปลายแถวมักจะใช้ขวดน็อคเพียงขวดเดียว แต่พวกผมจะมีขวดน็อคกันอย่างน้อยคนละสองขวด ขวดหนึ่งสำหรับน็อคแมลงที่บอบบางโดยเฉพาะ ส่วนอีกขวดหนึ่งสำหรับแมลงทั่วไปและพวกด้วง เพื่อที่จะไม่ให้ปีกของแมลงที่บอบบางฉีกขาด หรือเสียลวดลายบนปีกไปจากอาการทุรนทุรายก่อนตายของแมลงปีกแข็ง

โหดร้าย? ก็อาจจะใช่นะครับ แต่สำหรับคนที่เรียนวิชานี้ พวกเราถูกสอนว่าแมลงแพร่พันธุ์ได้รวดเร็วและมีจำนวนมาก ต่อให้เราไม่จับมันมาฆ่า มันก็จะตายเองอยู่ดีภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วันเพราะวงจรชีวิตของแมลงนั้นแสนสั้นส่วนใหญ่ไม่เกินสามเดือน และมันเป็นความมันส์ในอารมณ์อย่างหนึ่งที่ได้ล่า โดยเฉพาะการล่าแมลงที่หายาก!

การล่าเริ่มต้นด้วยการล่าภายในรั้วมหาวิทยาลัย หรือตามสวนสาธารณะใกล้บ้าน แมลงส่วนใหญ่ที่จับได้จะเป็นแมลงพื้น ๆ กว่าครึ่งของแมลงเหล่านี้ต้องตายฟรี แมลงรุ่นแรก ๆ ที่จับได้มักจะเสียหายจากการเก็บรักษาที่ไม่ดี หรือเสียหายจากการทดลองจัดท่าจัดทางของมันก่อนการอบให้แห้ง ส่วนรุ่นหลัง ๆ ก็มักจะถูกทิ้งไปเพราะซ้ำกับแมลงที่มีอยู่แล้วในกล่อง อย่างดีก็เอาไว้แจกเพื่อนที่ขี้เกียจออกไปจับ แต่แมลงบางส่วนก็รอดตายเพราะนักล่าเบื่อที่จะจับพวกมัน หรือปล่อยไปเมื่อเห็นว่าซ้ำ

แมลงหายากไม่มีในรั้วมหาวิทยาลัยนอกจากตัวโลน! (โลนเป็นแมลงชนิดหนึ่งมีขนาดเล็กมาก เกาะอยู่บริเวณอวัยวะเพศของมนุษย์ที่ซกมก) แมลงหายากมีชื่ออีกอย่างว่าตัวแรร์ (Rare) พบเห็นได้ยากแม้กระทั่งในป่า ตัวแรร์ของมหาวิทยาลัยหนึ่ง อาจจะไม่ใช่ตัวแรร์ของอีกมหาวิทยาลัยหนึ่งเพราะตั้งกันอยู่คนละพื้นที่ ตัวแรร์บางชนิดก็หายากทั้งประเทศ เรียกว่าพบเห็นได้น้อยในประเทศไทย

เมื่อวันหยุดยาวมาถึง ผมจึงแพ็คกระเป๋ากลับบ้านที่จังหวัดเชียงใหม่พร้อมอาวุธคู่มือซึ่งไม่ต่างจากไรเฟิลแรงสูงของพรานเมืองกรุง สวิงชั้นดีที่ต่อด้ามได้ยาวเป็นพิเศษกับขวดน็อคที่แรงมากสองขวด

ไม่ต่างจากเพชรพระอุมา ที่เปิดเรื่องด้วยตอนไพรมหากาฬ ผมเริ่มต้นเดินทางออกล่าจากริมขอบของป่าเชิงดอยสุเทพ นั่นคือน้ำตกห้วยแก้ว น้ำตกสุดท้ายของสายน้ำที่หลั่งไหลลงจากขุนช่างเคี่ยนก่อนที่จะไปรวมกับสายน้ำปิง จากห้วยแก้วก็เดินไต่ขึ้นไปผ่านชั้นต่าง ๆ ของน้ำตก เดินเลาะลำธารขึ้นไปจนถึงวังบัวบาน ลอดใต้สะพานขาวตามสายน้ำขึ้นไปเรื่อย ๆ พอผ่านจากสะพานขาว ก็เข้าเขตดงมรณะ เอ้ย เข้าเขตป่าของจริงที่ไม่มีเส้นทางเดินป่าของนักท่องเที่ยว แต่ต้องอาศัยเดินตามทางด่าน

อาศัยที่ดอยสุเทพเป็นป่าที่อยู่ติดเมือง ผมจึงไม่กลัวหลงทาง เพราะอย่างเก่งก็เดินลงเขา ไม่ว่าจะลงทางไหนก็จะต้องเจอชุมชน ดังนั้นในย่ามของผม (ใช้ศัพท์รพินทร์ ไพรวัลย์เชียวนะยะหล่อน) ในเป้สะพายหลังของผมจึงมีเพียงสะเบียงสำหรับ 1 มื้อ กระติกน้ำ มีดเดินป่า และขวดน็อค! แต่ผมคิดผิด ผมประมาทป่า ในป่าเราแทบจะไม่รู้ทิศ ต้นไม้นั้นสูงใหญ่บังทิศทางของดวงอาทิตย์และป่าก็รกเสียจนเรามองไม่เห็นในระยะไกล ถ้าไม่ใช่ป่าดอยสุเทพซึ่งมีความลาดชันของภูเขาเป็นเครื่องบอกทิศทาง ผมพูดได้เลยว่าผมหลงทาง (ฮา)

ที่จริงแล้วผมมีประสบการณ์เรื่องการเดินป่ามาบ้างแล้วจากการร่วมงานกับองค์กรพัฒนาเอกชนที่ผมเคยร่วมงานด้วยสมัยเรียนมัธยมปลาย และการเดินป่าร่วมกับชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติในมหาวิทยาลัย แต่ก็เป็นการเดินป่าตามเส้นทางเดินป่าของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และเส้นทางด่านที่มนุษย์ใช้อยู่เป็นประจำ ไอ้การออกมาเดินท่อม ๆ คนเดียวตามทางด่านสัตว์ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ผมคงจะอ่านเพชรพระอุมามากไปจนคิดว่าตัวเองเป็นพรานใหญ่รพินทร์ ไพรวัลย์ก็เป็นได้ เลยคิดว่าตัวเองคงจะไม่หลงและไม่มีอันตรายอะไร

ป่าดอยสุเทพ ไม่มีสัตว์ใหญ่ที่เป็นภัย เสือดาวก็ไม่มี ช้างก็ไม่มี ไม่มีอะไรเหมือนกับดงมรณะเลยสักอย่าง จะมีที่อันตรายสุด ๆ ก็เพียงงูจงอางเท่านั้น ดอยสุเทพเป็นดงของมัน!! นั่นแหละที่ผมกลัวว่าจะจ๊ะเอ๋กะมันกลางทาง โชคดีที่ตลอดการเดินทางศรศิลป์ของผมกับงูไม่กินกันเราจึงไม่มีโอกาสได้พบประสบหน้า รอดตัวไป

ผมเลือกทางด่านอย่างระมัดระวัง พยายามเลือกเส้นทางที่ใหญ่พอที่มนุษย์จะเดินผ่าน และเดาทิศทางที่มุ่งขึ้นที่สูง แต่จนแล้วจนรอดผมก็หลงจนได้ เพราะเส้นทางในป่ามันเอาแน่เอานอนไม่ได้ เดินขึ้นเขาอยู่แท้ ๆ ไหงกลายเป็นเดินลงเขาไปได้ เดินอยู่ดี ๆ ทางตันมันซะเฉย ๆ ก็มี ตอนนี้แหละครับที่ต้องควักมีดเดินป่าออกมาจากย่ามหลัง (เป้ - อิอิ) ใช้วิชาของพรานใหญ่รพินทร์ตัดป่ามันซะดื้อ ๆ ไม่อ้างอิงทางด่าน แต่ใช้การเดาทิศเอาบุกตะลุยตัดป่าไปซะอย่างนั้น ผมคิดไม่ถึงเหมือนกันว่าป่าดอยสุเทพที่เคยมองจากหน้าต่างบ้านตั้งแต่เด็กมันจะสะใจขนาดนี้

บางช่วงของการเดิน ผมต้องเทินเป้ไว้บนหัวเดินลุยแอ่งน้ำที่ลึกระดับอก ใจก็กลัวตุ้ม ๆ ต่อม ๆ อยู่เหมือนกันว่ามันจะมีวังน้ำอยู่ข้างล่างหรือเปล่า ก็อาศัยด้ามสวิงนั่นแหละครับคลำทางเอา บางช่วงผมต้องปีนผาที่ไม่สูงนักเพื่อข้ามไปให้ได้ แม้มันจะไม่ถึงกับขั้นต้องตอกทอยแบบแงซายแต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ลืมไม่ลงจริง ๆ การปีนหน้าผาแบบไม่มีอุปกรณ์ช่วยเหลือใด ๆ เนี่ย

เดินหลงอยู่ 4 ชั่วโมงก็มาจนถึงยอดเนินเล็ก ๆ ที่มองเห็นตัวเมืองข้างล่างค่อยใจชื้น ได้ยินเสียงรถที่เร่งเครื่องขึ้นดอยไปไหว้พระธาตุอยู่ไกล ๆ ให้ตายเถอะตอนเดินอยู่ในป่าไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย ป่ามันดูดซับเสียงเอาไว้หมด พักพอหายเหนื่อยก็ออกเดินมุ่งขึ้นดอยต่อ เดินไปแค่เพียงไม่ถึงยี่สิบเมตร (หนึ่งช่วงเสาไฟฟ้า) อ้าว!! ไหงมาโผล่ตรงถนนได้วะเนี่ย? ถนนที่ผมโผล่มาเจอเป็นเส้นทางภูเขา (ไม่ได้ลาดยาง ไม่ได้บดอัดดิน) พยายามนึกก็นึกไม่ออกว่ามันคือถนนเส้นไหน เอาวะลองเดินไปตามถนนดูยึดหลักเดินขึ้นเขาเหมือนเดิม เดินไปจนถึงที่ทำการอุทยานก็ถึงบางอ้อ ว่าอ้อ! ที่แท้ผมมาโผล่ตรงกลางทางของถนนเข้าน้ำตกมณฑาธาร



ภาพน้ำตกมณฑาธารจากกระทู้ของคุณ Jira บอร์ด PIXPRO'S


ไม่น่าเชื่อนะครับ ผมผ่านถนนเส้นนี้เข้ามาเที่ยวน้ำตกมณฑาธารหลายครั้งแต่จำมันไม่ได้ มุมมองมันต่างกันจริง ๆ ระหว่างขับรถผ่านกับเดินผ่าน การเดินทำให้เราเห็นรายละเอียดต่าง ๆ มากมายที่เราไม่เคยเห็นจากบนรถ ตอนแรกเจ้าหน้าที่อุทยานก็แปลกใจเหมือนกันที่เห็นนักท่องเที่ยวแหนบมีดเดินป่าในซองข้างสะโพก ก็น้ำตกมณฑาธารเนี่ยมันอยู่ใกล้เมืองมีแต่คนแต่งตัวสวย ๆ งาม ๆ นั่งรถเข้ามาเที่ยวกันทั้งนั้น แต่เค้าคงพอจะเข้าใจได้จากสวิงในมือของผมกับสภาพที่สบักสบอมพอสมควร ว่าไอ้บ้านี่เดินป่ามา (ฮา)

น้ำตกมณฑาธารมี 9 ชั้นครับ แต่ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวจะเล่นกันอยู่แค่สามชั้นแรก ซึ่งมันก็เหมือนน้ำตกทั่ว ๆ ไปที่ชั้นแรก ๆ เข้าถึงได้ง่าย ลงจากรถเดินไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว แต่ผมไม่ใช่นักท่องเที่ยวธรรมดา ผมเป็นพรานนักล่าตัวแรร์ ซึ่งตั้งแต่ออกเดินมาตั้งแต่เช้าตรู่ ผมยังไม่ได้ตัวแรร์เลยสักตัวแม้จะพยายามมองหาเพียงใดก็ตาม

ผมจึงมุ่งหน้าขึ้นดอยต่อไป โดยเดินขึ้นไปยังน้ำตกชั้นที่สูงขึ้นไป เดินผ่านลานหินธรรมชาติซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของน้ำตก (วิวสวยมาก) ขึ้นไปจนถึงน้ำตกชั้นที่ 9 ซึ่งเป็นชั้นสุดท้าย ไม่น่าเชื่อเลยครับ สวยมาก สวยเหมือนกับฉากในเพชรพระอุมาบรรยายเอาไว้เลย ผมเที่ยวน้ำตกมาก็เยอะ ไม่เคยเห็นน้ำตกไหนที่สวยขนาดนี้มาก่อนในชีวิต เหมือนกับฉากแอ่งน้ำเหนือหุบหมาหอนที่รพินทร์สานมงกุฏไพรให้กับดารินเลย น้ำตกไม่สูงนักครับประมาณสามเมตร แต่ห้อมล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่เหมือนอยู่ในหุบ มีแอ่งน้ำรองรับน้ำที่ตกลงมา มีขอนไม้ใหญ่ล้มพาดผ่านเข้าไปตรงกลางแอ่งน้ำ มีโขดหินเล็ก ๆ กระจายตัวในสายน้ำ มีดอกไม้ของพรรณไม้น้ำแซมอยู่สร้างเสน่ห์ในบรรยากาศที่ลึกลับ แสงที่ลอดผ่านใบไม้ก็ซอร์ฟและฟุ้งจากละอองน้ำ โอ ... สวรรค์แท้ ๆ



ภาพผีเสื้อนางพญาเมืองเหนือ
ผีเสื้อนางพญาเมืองเหนือ

ภาพผีเสื้อหางติ่งปารีส
ผีเสื้อหางติ่งปารีส



ผมเลาะไปตามโขดหินและปีนขึ้นไปบนขอนไม้ที่พาดผ่านแอ่ง จากนั้นก็เอนกายลงนอนซึมซับเอาความสุนทรีย์ของชีวิต และแล้วผมก็มองเห็นสิ่งที่ผมตามหามาตลอดทั้งวันนี้ นั่นคือตัวแรร์ ผมมองเห็นผีเสื้อนางพญาเมืองเหนือ (Northern Junglequeen, Stichophthalma camadeva) คะแนน!! คะแนนที่เหมือนกับผีห่าซาตานดลใจให้ผมลุกขึ้นคว้าสวิงย่องเข้าหาผีเสื้อตัวนั้น เหมือนเสือร้ายที่ย่องเข้าไปตะครุบเหยื่อ

ฉับพลันนั้นเองเหมือนกับเหล่าเทพธิดาจะพยายามเตือนใจผมด้วยการสร้างความงามที่ไม่คิดจะได้พบเจอ ในช่วงวินาทีที่ผมจะโฉบสวิงเข้าไปจับผีเสื้อนางพญาเมืองเหนือตัวนั้น ฝูงผีเสื้อนางพญาฯ ก็พากันโผบินขึ้นมาราวกับปาฏิหาริย์ สวย สวยมาก ๆ น่าเสียดายที่ความโลภครอบงำใจผมจนมืดดำ ผมมองไม่เห็นความงาม ผมมองเห็นแต่คะแนน ผมกวาดผีเสื้อนางพญาฯ ฝูงนั้นจนหมดราชวงศ์!!

ตอนนั้นมันอิ่มเอิบใจที่มองเห็นคะแนนนับ 10% นอนตายอยู่ในขวด ผมลืมความงาม ความสุนทรีย์ที่ได้รับจากน้ำตกแห่งนั้นไปโดยสิ้นเชิง กระหยิ่มยิ้มย่องกับลาภที่ได้จากการพรากความงามไปจากสถานที่แห่งนั้น!!

เมื่อได้ลาภก้อนโต ก็เปล่าประโยชน์ที่จะเหนื่อยต่อไป วันนี้ผมล่าพอแล้ว ผมเดินจากไปจากน้ำตกแห่งนั้นอย่างไม่ใยดีกับความสุนทรีย์ของมันอีกต่อไป เดินลงมาแวะพักที่ลานหินควักเสบียงออกมากินอย่างเอร็ดอร่อย เวลาคนเราสมหวังนี่กินอะไรมันก็อร่อยนะครับ ขนมปังก้อนกับเนื้อแห้งที่กินบ่อย ๆ กลายเป็นอร่อยอย่างบอกไม่ถูกเลยจริง ๆ

ขณะที่กำลังล้างมือในลำธารที่ไหลผ่านลานหิน สายตาผมก็เหลือบไปเห็นผีเสื้อหางติ่งปารีส (Paris Peacock, Papilio paris) สองตัวบินล้อกันมา โอ้พระเจ้ามันคือตัวแรร์อีกแล้ว! สงสัยวันนี้ดวงทำบาปของผมจะพุ่งขึ้นสูงเป็นแน่ ความโลภเริ่มครอบงำผมอีกครั้ง ผมก้มลงหยิบสวิง บังเอิญตอนนั้นผมวางสวิงไว้ใกล้กับขวดน็อค เห็นในขวดเต็มไปด้วยผีเสื้อนางพญาฯ ก็เหมือนมีอะไรมาเตือนสติอีกครั้ง ... เราได้มาเยอะแล้วนี่ น่าจะพอแล้ว พอได้แล้ว ... แต่ความโลภในคะแนนที่เป็นเหมือนกับผีห่าซาตานก็ยั่วยุผม ...แต่เรายังไม่มีผีเสื้อหางติ่งปารีสนี่ คิดดูสิว่ากล่องของเราจะหรูแค่ไหน เอาปักหมุดไว้ตรงกลางกล่องรับรองเลิศแน่นอน ... พอแล้ว ... เอาน่าตัวเดียวก็ได้ ... ปล่อยอีกตัวไปละกัน ...

นั่นคือคำพิพากษาที่ตัดสินประหารชีวิตที่สวยงามชีวิตหนึ่ง ผมตวัดสวิงจับผีเสื้อหางติ่งปารีสมาหนึ่งตัว และปล่อยให้อีกตัวบินหนีเอาชีวิตรอดจากไปด้วยความตกใจ ผมเดินกลับออกไปที่ถนนและโบกรถลงจากดอย โดยตั้งใจว่าวันพรุ่งนี้จะออกล่าต่อ โดยตั้งต้นจากน้ำตกมณฑาธารขึ้นไปจนถึงต้นน้ำที่ขุนช่างเคี่ยน ...


รุ่งขึ้นผมนั่งรถมาลงที่ที่ทำการอุทยานของน้ำตกมณฑาธาร วันนี้ผมจะล่าอีก ความกระเหี้ยนกระหือที่จะล่ามันเพิ่มขึ้นจากความสำเร็จในการล่าครั้งก่อน แม้ใจจะหึกเหิมแต่ร่างกายที่ใช้มาอย่างสมบุกสมบันเมื่อวานยังไม่ฟื้นตัว ผมจึงเดินได้ไม่เร็วนักและเหนื่อยอย่างรวดเร็ว ผมเดินผ่านลานหินขึ้นไปพักที่น้ำตกชั้นที่ 9 ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นการล่าของวันนี้ และนั่งลงที่ขอนไม้เหมือนกับเมื่อวาน แต่ ... บางสิ่งเปลี่ยนไป ...

วันนี้น้ำตกไม่สวยเหมือนเมื่อวาน แม้ทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิม แต่มันเหมือนกับขาดอะไรไปบางอย่าง ผมนั่งคิดว่ามันคืออะไร มันคือชีวิตนั่นเอง วันนี้ป่าเหมือนกับไม่มีชีวิต ผมล้มตัวนอนลงพลางนึกถึงผีเสื้อนางพญาฯ ฝูงนั้น ถ้าเรานอนอยู่ตรงนี้แล้วมีผีเสื้อฝูงนั้นบินผ่าน มันคงจะดีไม่น้อย สถานที่แห่งนี้คงจะสวยและมีชีวิตชีวามากกว่านี้
 
วันนี้ไม่มีผีเสื้อฝูงนั้นอีกต่อไปแล้ว ไม่มีสำหรับผมและไม่มีสำหรับทุกคนที่จะแวะมาเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้ ชีวิตที่ถูกพรากจากไปไม่สามารถย้อนคืนมาได้

ป่าก็ดูเหมือนจะรู้ว่าผมมาเพื่อล่า ผมมาเพื่อพรากชีวิต ผมนำเอาสิ่งที่ไม่สมควรได้รับไปจากป่า ดังนั้นป่าจึงซ่อนทุกอย่างไว้จากผม น้ำตกวันนี้จึงไม่ต้อนรับผมอย่างที่เคยเป็น มันทำให้ผมนึกละอายใจในบาป ละอายใจในความโลภของตัวเอง เพียงเพื่อคะแนน เพียงเพื่อเกรด ผมทำลายชีวิตได้อย่างเลือดเย็น  ชีวิตที่ผมไม่มีสิทธิจะไปพราก ถ้าเราล่าเพื่อยังชีพ นั่นเป็นความจำเป็น ถ้าเราล่าเพื่อศึกษาหาความรู้ในวิชา นั่นเป็นเรื่องที่พอยอมรับได้ แต่ผมล่าเพื่อคะแนน!!

ผมเลิกล้มความตั้งใจที่จะออกล่า ผมละอายในสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไป ผมเดินกลับลงมานั่งพักที่ลานหินด้วยความรู้สึกผิด ขนมปังก้อนกับเนื้อแห้งวันนี้มันช่างฝืดคอเหลือเกิน ในขณะที่ผมกำลังเตรียมตัวเดินทางกลับ ผีเสื้อหางติ่งปารีสตัวนั้นก็บินมาให้ผมเห็นอีกครั้ง มันบินโฉบไปมาเหมือนกับจะถามผมว่าคู่ของมันอยู่ที่ไหน 

ความเศร้าเกาะกินใจของผมอย่างรุนแรง นี่ผมทำอะไรลงไป? ผมพรากชีวิตล้างตระกูลยังไม่พอ นี่ผมยังพรากคู่รักออกจากกันอีกหรือเนี่ย ผมหยิบสวิงขึ้นอย่างอ่อนแรง ตวัดจับผีเสื้อตัวนั้นเอาไว้ ตอนที่ผมหย่อนมันลงในขวดน็อคด้วยความขัดแย้งขมขื่นในใจ ผมสัญญากับมันว่าพวกมันจะไม่พรากจากกันอีกต่อไป...

หลังจากกลับมาถึงกรุงเทพฯ ผมแจกจ่ายผีเสื้อนางพญาฯ ที่จับได้ให้กับเพื่อน ๆ ไปจนหมด เหลือไว้เพียงตัวเดียว ตัวที่ปีกเยินที่สุด ไม่สวยที่สุดเอาไว้ในกล่อง เพราะภาควิชาบังคับให้แต่ละกล่องต้องมีตัวแรร์อย่างน้อย 1 ตัว ที่เหลือผมไล่ขอแมลงที่เหลือ ๆ ซ้ำ ๆ จากกล่องของเพื่อนมาใส่ให้มีพอที่จะส่ง และผ่านวิชากีฏวิทยามาด้วยเกรด D อย่างหวุดหวิด

ส่วนผีเสื้อหางติ่งปารีสคู่นั้น ผมนำไปใส่กรอบคู่กัน และติดข้างฝาไว้เตือนใจตัวเอง ว่าครั้งหนึ่งผมได้เคยทำความผิดอะไรไว้ จนกระทั่งมันหายไปเนื่องจากมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมย้ายที่อยู่บ่อย และถึงแม้ว่ามันจะหายไปจากข้างฝาแต่มันไม่เคยลบเลือนไปจากใจของผมเลยแม้แต่น้อย ผมยังจำเหตุการณ์ จำเรื่องราวของผีเสื้อนางพญาฯ และผีเสื้อหางติ่งปารีสคู่นั้นได้อย่างแม่นยำ ชัดเจน



ภาพผีเสื้อหางติ่งปารีสในธรรมชาติ

กระแสอนุรักษ์ที่วูบวาบเป็นไฟไหม้ฟางที่ผุดขึ้นในสังคมไทย ทำให้ผมสงสัยอยู่เสมอว่า แท้จริงแล้ว คนเราเข้าใจธรรมชาติเพียงใด? เรากำลังอนุรักษ์สิ่งเหล่านั้นเพื่อตัวเราเอง หรือว่าอนุรักษ์เพราะเข้าใจในสิ่งที่ธรรมชาติประทานมาให้กับทุกชีวิตกันแน่? เราแห่กันไปดูนก เพื่อความสะใจสมใจที่ได้ถ่ายภาพมาอวดกัน หรือเพื่อศึกษาความยิ่งใหญ่และอัศจรรย์ของธรรมชาติกันแน่? เราปกป้องป่าเอาไว้เพื่อใช้ประโยชน์จากมัน หรือเพื่อแบ่งปันเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนของสรรพสิ่งในธรรมชาติกันแน่?

วันนี้สัตว์ป่า ผืนป่า และธรรมชาติ กำลังถูกคุกคามทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งจากคนที่หวังจะแสวงหาผลประโยชน์จากป่า ทั้งจากนักท่องเที่ยว ทั้งจากตัวนักอนุรักษ์เอง ถึงเวลาหรือยังที่เราจะมองการอนุรักษ์จากมุมมองอื่น มุมมองของป่า มุมมองของผีเสื้อ มุมมองของธรรมชาติ เพื่อที่สักวันหนึ่งมนุษย์และธรรมชาติจะอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนเหมือนอย่างในอดีต



ผมยังคงกลับไปเยือนน้ำตกมณฑาธารชั้นที่ 9 อีกหลายครั้ง เพียงแต่สิ่งที่ต่างออกไปก็คือผมไม่ได้ไปเพื่อล่า แต่ไปเพื่อระลึกถึง ไม่นำอะไรออกมาจากป่า และไม่ทิ้งอะไรไว้ นอกจากความทรงจำ





เพลงบรรเลง โกละ-ปี้อู-เตหน่ากู และเพลงรักษ์ป่า โดย ชิ สุวิชาน ศิลปินปกาเกอะญอ

โดย ปรัตยา

 

กลับไปที่ www.oknation.net