วันที่ ศุกร์ มีนาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

_/**\_เอาละซี...น้ำมันแพง---แต่...พลังงานทางเลือก กลับจะนำ โรคมะเร็งมาสู่คน...!!!


จาก น.ส.พ.คมชัดลึก

นักวิจัยศูนย์วิจัยฯสิ่งแวดล้อม เปิดผลวิจัยอากาศกทม.ช่วง 3ปี เหตุใช้ก๊าซโซฮอลล์-เอทานอลมากขึ้น สารก่อมะเร็งกลุ่มคาร์บอนิล สูงขึ้นตาม ชี้อนุสาวรีย์-พระราม5-สุขุมวิท-ดอนเมือง-รัชดาภิเษก วิกฤติสุด เสนอปรับลดเอทานอล ติดตั้งระบบจ่ายแก๊สมีประสิทธิภาพ

 วันที่ 20 มี.ค.2552 การสัมมนาวิชาการทิศทางการวิจัยกับการแก้ไขวิกฤติสิ่งแวดล้อม จัดโดยศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) นางเดซี่ หมอกน้อย นักวิจัยด้านอากาศ จากศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านสิ่งแวดล้อม นำเสนอผลงานวิจัยปริมาณการแพร่กระจายของสารประกอบคาร์บอนิลในอากาศในเขต กทม. ระหว่างปี 2549-2551 3

 โดยระบุว่า ภายหลังรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ เนื่องจากมีราคาถูกกว่าราคาน้ำมันเบนซิน และดีเซล เฉลี่ย 5-10 บาทต่อลิตร อีกทั้งจะเพิ่มสัดส่วนปริมาณเอทานอลมากขึ้นจากเดิมกำหนด 15% เป็น 85% คาดการณ์ได้ว่าจะส่งผลให้สารพิษกลุ่มคาร์บอนิล ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง และอยู่ในกลุ่มสารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศมีแนวโน้มสูงขึ้นตามมาด้วย

 นางเดซี่ กล่าวว่า เมื่อทำการวิจัยและเก็บตัวอย่างสารกลุ่มคาร์บอนิล แบบใช้ปั้มดูดอากาศครอบคลุมพื้นที่ริมถนน 49 จุดในเขต กทม.การจราจรหนาแน่น ก็พบค่าความเข้มข้นของสารกลุ่มคาร์บอนิล จำนวน 10 ชนิด เช่น ฟอร์มัลดีไฮด์ อะเซทัลดีไฮด์ อะซีโตน อะโครรีน มีความเข้มข้นแตกต่างกันไป

 โดยเฉพาะที่น่าตกใจ คือ พบระดับค่าความเข้มข้นของฟอร์มัลดีไฮท์ และอะเซทัลดีไฮท์ มีความเข้มข้นเกินมาตรฐานเฝ้าระวังที่ OEHHA ซึ่งเป็นหน่วยงานประเมินด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของสหรัฐอเมริกา ได้ประเมินความเสี่ยงของคน ที่รับสารชนิดนี้เพียง 1.23 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) อย่างต่อเนื่อง จำนวน 40 ต่อ 1 ล้านคน มีโอกาสเป็นมะเร็ง  

 ขณะที่บริเวณริมถนนของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถนนพระราม 5 รัชดาภิเษก สุขุมวิท และดอนเมืองของไทย มีค่าความเข้มข้นของสารฟอร์มัลดีไฮด์ 10.6 มคก./ลบ.ม. และสูงเกินระดับความเสี่ยงของสหรัฐอเมริกา 5 เท่า และถือว่าสูงกว่าในเมืองโอซาก้า ของญี่ปุ่น และเมืองออนทาริโอ ของแคนาดา 3-5 เท่า เนื่องจากมีสัดส่วนของเอทานอล 3 และ 15% ในแก๊สโซฮอล์

 “ขณะที่ค่าความเข้มข้นของสารอะเซทัลดีไฮท์อยู่ในช่วง 3.31 ไมโครกรัม ต่อ ลูกบาศก์เมตร จากมาตรฐานของอเมริกา 2.2 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ถือว่ามีค่าความเข้มมากกว่าเช่นกัน ส่วนสาเหตุที่ทำแก๊สโซฮอล์มีสารมลพิษดังกล่าวมาจากกระบวนการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ เมื่อมีรถยนต์ปล่อยสารมลพิษออกมาแล้วเจอกับแสงในบรรยากาศ ยังจะส่งผลให้สารมลพิษตัวอื่นๆมาค่าเพิ่มมากขึ้น โดยจะเห็นว่ากทม.มีการตรวจพบโอโซนในบรรยากาศสูงขึ้น รวมทั้งฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีผลต่อสุขภาพ ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นตลอด 2-3 ปีในพื้นที่ริมถนนที่มีการจรจรหนาแน่น โดย เฉพาะในช่วงเวลากลางวันควรจะหลีกเลี่ยงการเข้าไปในเขตที่มีการจราจรคับคั่ง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากขณะนี้ กรมควบคุมมลพิษ ได้ออกมาตรฐานค่าเฝ้าระวังสารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศรวม 9 ชนิด อาทิ สารเบนซีน แต่สำหรับสารฟอร์มัลดีไฮด์ และสารอะเซทัลดีไฮท์ ยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานของไทยเอง แต่แนวโน้มการใช้ก๊าซโซฮฮล์ที่มีปริมาณ 5 ล้านลิตรต่อวัน ก็ควรต้องเร่งพิจารณาออกมาตรฐาน” นางเดซี่ กล่าว

 ด้าน นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการประกาศเขตควบคุมมลพิษที่มาบตาพุด จ.ระยองว่า ขณะนี้เตรียมเชิญหน่วยงานเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นด้านสิ่งแวดล้อม ภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และภาคท้องถิ่นเข้าหารือ เพื่อเตรียมมาตรการเพื่อที่จะลดสารมีพิษ โดยเน้นการมีส่วนร่วม การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของทุกฝ่าย แต่จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องและเป็นธรรม รวมทั้งจะทำความเข้าใจกับภาคอุตสาหกรรม ที่มีความเป็นห่วงว่าจะกระทบต่อการลงทุน รวมถึงกระบวนการติดตามประเมินผล คาดว่าจะสามารถประกาศเขตควบคุมมลพิษในพื้นที่ระยองได้ไม่เกิน 1 เดือนข้าง

 ดร.สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ(คพ.) กล่าวถึงสถานการณ์คุณภาพอากาศ ว่า มลพิษหลัก ยังคงเป็นฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน โดยเฉพาะใน ต.หน้าพระลาน จ.สระบุรี พื้นที่จ. ราชบุรี สมุทรปราการ ลำปาง พระนครศรีอยุธยา เชียงใหม่ และนครราชสีมา ส่วนกทม. ฝุ่นริมถนนค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ตรวจวัดได้ในช่วง 8.1 - 205.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เกินมาตรฐาน 3.3 % ลดลงจากปี 50 ที่ตรวจวัดได้ในช่วง 9.8-242.7 มคก./ลบ.ม. หรือ 4.7 % พื้นที่ยังมีปัญหาคือ ถนนดินแดง พระราม 6 พระราม 4 ราชปรารภ พิษณุโลก สุขุมวิท เยาวราช สามเสน สุขาภิบาล 1 เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีปัญหามลพิษทางอากาศจากก๊าซโอโซนที่เกินมาตรฐานเป็นครั้งคราว ในกทม. นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร สมุทรปราการ ราชบุรี เป็น

 “แนวโน้มปัญหาก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ กำลังจะกลับมาเป็นมลพิษอันดับต้นๆ ในพื้นที่ กทม.หลังจากที่ปี 2548-49 มลพิษดังกล่าวไม่เคยพบเกินมาตรฐาน แต่ระหว่างปี 50-51 ตรวจพบก๊าซดังกล่าวเกินมาตรฐานที่กำหนดไว้โดยเฉพาะในเขตมีการจราจรหนาแน่นมาก อาทิ ดินแดง สาเหตุหลักมาจากรถเก่าไม่ดูแลรักษาเครื่องยนต์จำนวนหนึ่งนำรถไปติดตั้งก๊าซธรรมชาติมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากการติดตั้งระบบแก๊สในส่วนควบคุมการจ่ายแก๊สไม่มีประสิทธิภาพ และที่ผ่านมาจะเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก แต่ไม่ได้คำนึงถึงมลพิษ ทั้งนี้เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ประสานไปยังกระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม และกรมการขนส่งทางบกให้ตรวจสอบการะบายมลพิษจากการติดตั้งแก๊สด้วย เพราะถ้าไม่ควบคุมอนาคตก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซต์จะทำให้มลพิษในกทม.น่าเป็นห่วงยิ่งขึ้น” อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ระบุ

โดย ป้าไม่อยู่ปู่เข้าเวบ

 

กลับไปที่ www.oknation.net