วันที่ เสาร์ มีนาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

บทกวีบทที่ ๒ เสียเจ้า : โลกทัศน์ต่อความรักและชีวิตของ “Angry Young Man”


ผู้ที่ชื่นชอบกวีนิพนธ์ส่วนมากต้องยอมรับว่า  อังคาร กัลยาณพงศ์  ศิลปินแห่งชาติและกวีซีไรต์  คือมหากวีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์อีกท่านหนึ่ง    โดยได้สร้างนวัตกรรมกวีนิพนธ์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน  ด้วยการแหวกขนบการเขียนกวีนิพนธ์ที่ต้องเคร่งครัดในฉันทลักษณ์ จนบรรดานักอนิรักษ์ฉันทลักษณ์เคยปฏิเสธความเป็นกวีนิพนธ์ของอังคาร กัลยาณพงศ์ มาแล้ว  แต่เมื่อการเวลาผ่านมาก็พิสูจน์ได้ว่า ทองแท้ย่อมไม่แพ้ไฟ

พิสูจน์ว่าฉายา “ท่านอังคาร”  ที่คนจำนวนหนึ่งเรียกขานด้วยความเคารพนับถือในฝีมือนั้น  คู่ควรกับ “ท่านอังคาร” เป็นอย่างยิ่ง ในที่นี้ก็จะเรียกว่า “ท่านอังคาร”  ด้วย 

ในสมัยหนุ่มนั้น  ท่านอังคารนับเป็นหนึ่งในบรรดาชายหนุ่มที่มีศัพท์เรียกเป็นการเฉพาะว่า “Angry Young Man”  คือคนหนุ่มที่มีอุดมคติที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงโลก  กบฏต่อสิ่งที่เห็นว่าคร่ำครึล้าหลัง มีพลังและความหวังในการสร้างสิ่งใหม่ๆที่ดีงามตามนิยามของตนขึ้นมา จึงคล้ายกับว่าเกรี้ยวกราดต่อสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม ไม่เป็นไปตามอุดมคติของตน  (ซึ่งในปัจจุบันนี้ บุคลิกของความเป็น   “Angry Young Man” ของหนุ่มสาวไม่มีให้เห็นแล้ว) 

เมื่อเป็นเช่นนั้น บรรดา “Angry Young Man” ทั้งหลาย จึงมีพลังในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆเพื่อแสดงอัตลักษณ์ของตน  เมื่อปฏิเสธสิ่งที่มีอยู่ก็ต้องสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมา ดังเช่น “ท่านอังคาร”  เห็นข้อจำกัดของฉันทลักษณ์แบบเก่า จึงได้สร้างฉันทลักษณ์แบบใหม่ของตนขึ้นมา  เพื่อให้สามารถนำเสนอความคิดในแบบของได้อย่างเต็มที่

แม้ในยุคสมัยของการเป็น “Angry Young Man”  จะถูกสังคมในขณะนั้นมองว่าเป็นพวกขวางโลก หรือเป็นอันธพาลทางความคิด  เป็นพวกก้าวร้าวรุนแรง  แต่ก็ได้พิสูจน์ในการต่อมาว่า  ผลงานของ “Angry Young Man” ในวันเก่าก่อนนั้น  ได้สร้างประโยชน์ต่อสังคมในสมัยต่อมาอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ดังเช่น กวีนิพนธ์ทั้งหลายทั้งปวงของท่านอังคาร ได้สร้างผลสะเทือนต่อโลกทัศน์กวีนิพนธ์ในปัจจุบัน  มีกวีเป็นจำนวนไม่น้อยที่สร้างสรรค์งานในแบบที่ท่านอังคารเคยทำมาก่อน  นั่นคือ ก้าวพ้นไปจากขนบเดิมๆในเรื่องฉันทลักษณ์  ถือเป็นเพียงเครื่องมืออย่างหนึ่งในการส่งผ่านความคิด ไม่ใช่กฎเกณฑ์หรือระเบียบแบบแผนที่กำหนดความเป็นกวีเหมือนแต่ก่อน 

บทกวีบทหนึ่งท่านอังคาร ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็น “Angry Young Man” ได้ที่สุดก็คือ “เสียเจ้า” ซึ่งเป็นบทกวีในใจของใครต่อใครมากมาย รวมทั้งผมคนหนึ่งด้วย  ผมรู้จักบทกวีนี้เมื่อตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย เพราะได้อ่านนิยายเรื่อง “ความรักครั้งสุดท้าย”  ของ สุวรรณี สุนคนธา มีฉากที่บรรดาศิลปินนักเขียนหนุ่มสาวแถวหน้าพระลานนั่งถกเรื่องบทกวีกัน และมีใครคนหนึ่งพูดขึ้นว่า ชอบบทกวีของ อังคาร กัลยาณพงศ์ บทที่ชื่อ เสียเจ้า แล้วก็ท่องให้เพื่อนๆฟัง

เสียเจ้าราวร้าวมณีรุ้ง

มุ่งปรารถนาอะไรในหล้า

มิหวังกระทั่งฟากฟ้า

ซบหน้าติดดินกินทราย

 

จะเจ็บจำไปถึงปรโลก

ฤารอยโศกรู้ร้างจางหาย

จะเกิดกี่ฟ้ามาตรมตาย

อย่าหมายว่าจะให้หัวใจ

 

ถ้าเจ้าอุบัติบนสวรรค์

ข้าขอลงโลกันตร์หม่นไหม้

สูเป็นไฟเราเป็นไม้

ให้ทำลายสิ้นถึงวิญญาณ

 

แม้แต่ธุลีมิอาลัย

ลืมเจ้าไซร้ชั่วกัลปาวสาน

ถ้าชาติไหนเกิดไปพบพาน

จะทรมานควักทิ้งทั้งแก้วตา

 

ตายไปอยู่ใต้รอยเท้า

ให้เจ้าเหยียบเล่นเหมือนเส้นหญ้า

เพื่อจดจำพิษช้ำนานา

ไปชั่วฟ้าชั่วดินสิ้นเอย.

เมื่อผมได้อ่านครั้งแรกก็โดนใจอย่างจังๆ  ทำให้ภาพของท่านอังคารที่เคยมีตอนสมัยมัธยมต้น  ในแบบเรียนวรรณวิจักษณ์  (ผมเรียนรุ่นมัธยมศึกษา หรือ ม.ศ. รุ่นสุดท้าย) จากบทกวี  “ทุ่งข้าว”  เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง  ความรู้สึกในแบบ  “ทุ่งข้าวเขียวขจี สีสดชื่นระรื่นลมไหว ปูปลามาเล็มไคล ในน้ำใสใต้สันตะวา” ในบทกวีทุ่งข้าว  ต่างกันลิบลับกับความรู้สึกแบบ “เสียเจ้าราวร้าวมณีรุ้ง มุ่งปรารถนาอะไรในหล้า มิหวังกระทั่งฟากฟ้า ซบหน้าติดดินกินทราย”  ทำให้ผมตั้งใจไว้ตั้งแต่ตอนนั้นแหละว่า จะต้องหาหนทางให้ได้อ่านบทกวีของท่านอังคารให้หนำใจสักวันหนึ่ง   ดังนั้น เมื่อได้เข้ามาเรียนที่กรุงเทพ หนังสือบทกวีของท่านอังคารจึงเป็นหนึ่งในเล่มแรกๆที่ผมค้นหาในห้องสมุด  เมื่อได้หนังสือมาแล้วก็เปิดไล่ดูตามสารบัญ  เพื่อหาบท “เสียเจ้า”  ในที่สุดก็เจอในเล่ม “กวีนิพนธ์ ของอังคาร กัลยาณพงศ์” ซึ่งผมอ่านจบในวันเดียว จากนั้นก็ต่อด้วย ลำนำภูกระดึง และ บางกอกแก้วกำสรวล หรือ นิราศนครศรีธรรมราช  ตามมาด้วยการเสาะหาหนังสือดังกล่าวมาเป็นสมบัติของตนเองซึ่งใช้เวลาเป็นปีสองปีกว่าจะได้ครบทั้ง ๓ เล่มเพราะตอนนั้น (พ.ศ.๒๕๒๖-๒๕๒๗) หนังสือไม่มีขายในท้องตลาดแล้ว 

ย้อนมาถึงบทกวี “เสียเจ้า” แสดงความเป็น “Angry Young Man” ของผู้เขียนอย่างไร ในข้อนี้ ผมมองเห็นชัดเจน ๒ ประการ นั่นคือ 

๑. ฉันทลักษณ์  จะเห็นได้ว่า เสียเจ้า  ใช้ฉันทลักษณ์ที่แตกต่างจากฉันลักษณ์อันเคร่งครัดในแบบเดิม  เพราะเมื่อเทียบกันแล้ว ไม่สามารถเทียบกับฉันทลักษณ์ชนิดใดได้เลย  นั่นคือ เป็นกาพย์ก็ไม่ใช่ เป็นกลอนก็ไม่เชิง  ฉันทลักษณ์ตามขนบเดิมที่บรรดากวีทั้งหลายนิยมกันนั้น นอกจากโคลงสี่สุภาพแล้ว ก็คือกลอนสุภาพ หรือกลอนแปด กับกาพย์ยานี  แต่ฉันทลักษณ์ของท่านอังคารนั้น ไม่ใช่ทั้งกลอนแปดและกาพย์ยานี  ถ้อยคำ จังหวะ ท่วงทำนองเป็นการผสมผสานกันระหว่างฉันทลักษณ์ทั้งสองแบบ   ขอเชิญลองพิจารณาดูดีๆเถิดจะเห็นจริง 

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ท่านอังคารฉีกขนบไม่คบฉันทลักษณ์แบบเดิมๆ  แล้วสร้างนวัตกรรมแห่งฉันทลักษณ์ของตนขึ้นมา  เพื่อเป็นเครื่องมือในการแสดงทัศนะ ความคิด โลกทัศน์ของได้อย่างเต็มที่ และไม่ใช่ความผิดแต่อย่างใดที่กวีจะสร้างรูปแบบฉันทลักษณ์ของตนขึ้นมา ข้อนี้ท่านอังคารเคยพูดไว้ในที่หนึ่งที่ใด (ผมจำได้ แต่ยังค้นแหล่งมาอ้างอิงไม่พบ) ว่า “ฉันทลักษณ์ไม่ได้คลอดออกมาจากมดลูกของใคร”  ข้อนี้เป็นความจริง เพราะแม้แต่ท่านสุนทรภู่ครูกวี ก็เป็นผู้สร้างฉันทลักษณ์ของกลอนในแบบสุนทรภู่ขึ้นมา นั่นคือ กำหนดวรรคละ ๘ หรือ ๙ คำ ให้อ่านได้ลงจังหวะพอดี และใส่สัมผัสในเพื่อให้เกิดความสละสลวย  รวมกันเข้าก็กลายเป็นกลอนที่มีลีลางดงาม ถ้อยคำสละสลวย จังหวะลื่นไหลด้วยสัมผัสนอกสัมผัสใน ต่างจากกลอนในสมัยก่อนหน้าท่านที่ไม่เน้นจำนวนคำและสัมผัสใน หากแต่เป็น “สัมผัสใจ”  มากกว่า  และฉันทลักษณ์กลอนแบบท่านสุนทรภู่ก็กลายเป็นขนบของ กลอนในกาลต่อมา 

ดังนั้นจึงไม่เป็นของแปลกที่ท่านอังคารจะสร้างรูปแบบฉันทลักษณ์ของตนเอง เช่นเดียวกับที่ท่านสุนทรภู่ครูกวีได้สร้างของท่านขึ้นมาแล้ว หากมีใครว่าท่าน ท่านสุนทรภู่ก็อาจพูดไม่ต่างจากที่ท่านอังคารพูดก็ได้ว่า ไม่มีใครคลอดฉันทลักษณ์ออกมานี่นานะ 

๒.โลกทัศน์  ขอใช้คำนี้ไปก่อน อันที่จริงแล้วผมไม่รู้ว่าจะใช้คำว่าอะไร  เอาเป็นว่า โลกทัศน์ ซึ่งประกอบไปด้วย ความคิด ความรู้สึก อุดมคติ มุมมองต่อโลกและชีวิตก็แล้วกัน ให้รวมอยู่ในคำนี้  โลกทัศน์ของท่านอังคารนั้น  ผสมผสานกันระหว่างความไม่พอใจสภาพปัจจุบันกับการแสวงหาจุดหมายปลายทางใหม่ที่แตกต่างจากหนุ่มสาวร่วมสมัย  ในบทกวีบทนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงร่องรอยความคิดความเชื่อเรื่องชาตินี้ ชาติหน้า นรก สวรรค์ อันเป็นคำสอนในพระพุทธศาสนา ซึ่งจะเห็นได้โดยทั่วไปในบทกวีของท่านอังคารตั้งแต่สมัยที่ยังเป็น “Angry Young Man” และเด่นชัดขึ้นเมื่ออายุมากขึ้นแล้ว ในเรื่องนี้ผมเห็นว่าแตกต่างจาก “Angry Young Man” จำนวนมากในยุคเดียวกับท่านอังคารที่ไม่เอ่ยถึงหรืออาจจะไม่เชื่อในเรื่องชาตินี้ชาติหน้า นรกสวรรค์ด้วยซ้ำ 

บทกวีนี้ท่านอังคารเขียนเมื่อยังหนุ่มและกำลังผิดหวังเรื่องความรัก  อารมณ์คนหนุ่มนั้นพลุ่งพล่านร้อนแรง  เกรี้ยวกราดซึ่งเป็นเรื่องปกติ  ความเจ็บปวดรวดร้าวใจทำให้ต้องเปล่งปณิธานสาปแช่งความรักชนิดข้ามภพข้ามชาติกันเลยทีเดียว  จริงอยู่ว่าเรื่องภพชาตินั้นเป็นความเชื่อที่อิงแอบอยู่กับความเชื่อทางศาสนา  แต่คนหนุ่มแม้จะเชื่อในศาสนาแต่อารมณ์ยังไม่นิ่ง ปัญญาที่จะทำความเข้าใจความจริงยังมีน้อย จึงแสดงออกในแบบที่อาฆาตมาดร้ายแบบตาต่อตาฟันต่อฟันโดย  “สูเป็นไฟเราเป็นไม้ ให้ทำลายสิ้นถึงวิญญาณ”  ประกาศเป็นศัตรูกันไป “ชั่วฟ้าชั่วดิน” นั่นเทียว 

แต่เมื่อถึงตอนนี้ ท่านอังคารคือผู้หนึ่งที่ประกาศตนเป็นพุทธศาสนิกชน อุทิศความดีงามทั้งหลายที่ตนได้กระทำมา “ถวายเป็นพุทธบูชา”  เข้าใจโลก เข้าใจชีวิต เข้าใจธรรมอย่างลึกซึ้งแล้ว  เข้าใจความจริงว่าโลกและชีวิตนี้ไม่มีอะไรแน่นอน  และความเกรี้ยวกราดมาดร้ายในวัยหนุ่มได้สิ้นสุดลงแล้ว บัดนี้จึงเชื่อแน่ว่าท่านอังคารได้เปลี่ยนปณิธานที่จะ “ให้ทำลายสิ้นถึงวิญญาณ”  อันเป็นความตั้งใจในวัย “Angry Young Man” มาเป็น “ให้อภัย” แทนแล้ว 

ใครก็ไม่รู้หรือปราชญ์ใดก็ไม่ทราบกล่าวไว้ว่า  “เมื่อตอนเป็นหนุ่มเราคิดเปลี่ยนแปลงโลก  แต่ตอนแก่โลกได้เปลี่ยนแปลงเรา”  ซึ่งคำกล่าวนี้ดูจะเป็นการหมิ่นแคลนผู้คนอยู่เป็นอันมาก  ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่แบบนั้นแน่  โลกไม่ได้เปลี่ยนแปลงคน แต่คนเปลี่ยนแปลงตนเองต่างห่าง  เพราะประสบการณ์ชีวิต  ความรู้ ความคิดใหม่ๆก่อเกิดขึ้นมามากมาย ทำให้เข้าใจความจริงมากขึ้น  สุขุมมากขึ้น  ใช้ปัญญานำหน้าอารมณ์ตามหลัง ดังจะเห็นได้จากสิ่งที่ทำในตอนอายุมากขึ้นแล้ว ส่งผลสะเทือนต่อสังคมได้ลึกกว่าในสมัยหนุ่มที่เอาแต่โฉ่งฉ่างโวยวาย 

แต่การที่จะทำอะไรได้อย่างลึกซึ้งในวัยที่มีอายุมากขึ้น  ย่อมต้องอาศัยรากฐานจากวัยหนุ่ม  Beauty Old Man ทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่เป็นผลิตผลของ Angry Young Man ทั้งสิ้น  ซึ่งผมคิดว่า ท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ ก็เป็นหนึ่งในนั้น. 

๒๑ มีนาคม ๒๕๕๒

๐๔.๕๒ นาฬิกา.

หมายเหตุ:

๑. ภาพท่านอังคาร จาก  http://www.sulak-sivaraksa.org/ ขอขอบพระคุณ

๒. ภาพปก กวีนพินธ์ ฯ ที่ใช้ประกอบเรื่องนี้เป็นฉบับพิมพ์ใหม่ ไม่ใช่ฉบับพิมพ์ครั้งแรก 

โดย โกศล

 

กลับไปที่ www.oknation.net