วันที่ อังคาร มีนาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เปลว สีเงิน : อะไรคือผู้ทรงอำนาจเปลี่ยนประเทศ?


ถ้าผมเป็น  "พ.ต.ท.ทักษิณ"  ก็ภูมิใจนะ  เพราะวิดิโอลิงค์นัดแรกที่เชียงใหม่คืนวานซืน  (๒๒  มีค.๕๒)  เช็กเรตติ้งผ่าน  "ปฏิกิริยาตอบกลับ"  แล้วปรากฏว่า  "ผลตอบรับ-เกินเป้าหมาย"  เพราะบุคคลทุกระดับชั้น  ตั้งแต่ระดับองคมนตรี  ระดับรัฐบาล  ระดับกองทัพ  เรื่อยมายันสื่อ  และชาวบ้านร้านตลาด  ต่างนำประเด็นที่พูดต่อบรรดาคนเสื้อแดงในสนามกีฬา  ๗๐๐  ปี  ที่เชียงใหม่ไปพูดจา-ขยายความด้วยทัศนคติหลากหลาย  และขอย้ำว่า  "ถ้าผมเป็นทักษิณ"  ก็จะบอกกับตัวเองว่า  "คลำถูกเป้าแล้ว"  ต่อจากนี้ก็จะไล่ขยี้ตรงเป้านี้แหละ!

ประเด็นอะไรล่ะที่ทักษิณ  "ล้างสมอง"  บรรดาสาวกเสื้อแดงแล้วป้อนเป็นข้อมูลใหม่เข้าไปบรรจุแทน  คงไม่ต้องอธิบายละเอียดนะ  แต่จะสรุปให้ทราบว่า  เป็นประเด็นเดิมๆ  เกี่ยวกับสถาบัน  พูดง่ายๆ  ทั้ง  ๓  สถาบันอำนาจ  รวมไปถึงสถาบันทหาร  และองคมนตรี  โดยทักษิณพุ่งเป้าไปสู่องค์รวมที่  "สถาบันพระมหากษัตริย์"  ทำนองว่า

มุ่งร้ายหมายขวัญเขา  และโค่นล้มอำนาจเขาเมื่อ  ๑๙  กันยา.๔๙!

ก็อย่างว่านั่นแหละ  เช้าวันรุ่งขึ้น  "เหยื่อ"  ที่ทักษิณหว่านก็มีคนเกือบทุกระดับชั้นออกมางับ  ซึ่งก็แน่นอนละ  ทุกคนย่อมปฏิเสธใน  "ความไม่จริง"  นั้น  แต่การโจนลงสู่หล่มโคลนคือในเรื่องที่ไม่จริง  นั่นก็เท่ากับพาตัวเองเข้าไปร่วมอยู่ในวงจรของคำว่า  "ผู้กล่าวหา-ผู้ถูกกล่าวหา"  และที่สำคัญ
 
ตัวเองยอมตกเป็น  "ผู้ต้องหา"  โดยยกให้ทักษิณเป็น  "เจ้าทุกข์"  ไปโดยปริยาย!?

การพูดในฐานะผู้ถูกกล่าวหา  ทั้งที่เรื่องนั้นถูก  "กุ"  ขึ้นมาเพื่อป้ายสี  แต่คำปฏิเสธในเรื่องไม่จริงนั้น  จะเข้าสู่ศัพท์เทคนิคว่า  "แก้ตัว"  บ้าง  "แก้ข้อกล่าวหา"  บ้าง  ซึ่งฟังแล้ว..เสียรังวัดจริงๆ

ในความเห็นผม  ทักษิณตอนนี้เหมือนคนตาบอดที่ถูกปล่อยให้เดินโดดเดี่ยวกลางทะเลทราย  ทุกอย่างเขาทึกทัก-จินตนาการ  ขึ้นจาก  "เสียงแว่ว"  อันมาจากบรรดาสมุนกะเฬวรากที่ช่วยกันเป่าหูเท่านั้น  แล้วก็นำเสียงแว่วมาจิ๊กซอว์เข้ากับความเชื่อด้วย  "ความคิดซ่อนเร้น"  ของตัวเองเกี่ยวกับสถาบัน  "ปั้นเป็นเรื่อง"  พูดออกไป

ทักษิณพูดใส่ร้ายสถาบัน  ใส่ร้ายบุคคลรอบๆ  สถาบัน  ชนิดที่เรียกว่า  "เปลือย-สู้หมดตัว"  ด้วยหวังให้  "คนเชื่อ"  อย่างนั้นหรือ?

คนอย่างทักษิณย่อมไม่ใช่คนประเภท  "คิดชั้นเดียว"  แน่ๆ!?

ในความเห็นผม  ทักษิณเป็นคนมองการณ์ไกลคนหนึ่ง  ย่อมใช้ฐานปัจจุบันประเมินถึงผลในอนาคตได้อยู่  แต่ที่ใจร้อน-บุ่มบ่ามในยามมีอำนาจบริหารรัฐ  ถ้าไม่บอกว่าเป็นเพราะ  "หลง-เหลิงอำนาจ"  ก็คงเป็นเพราะ  "พระสยามเทวาธิราช"  ทรงไม่เป็นใจ  เพราะเหตุนั้น  ทักษิณจึงต้องมีอันเป็นไปในลักษณะ  "กิ้งกือตกท่อ"

ฉะนั้น  ที่ทักษิณพูดทุกครั้ง  จะต้องพูดฉวัดเฉวียนอยู่กับสถาบัน  เพราะนั่นส่วนหนึ่งมาจากฐาน  "ความคิดซ่อนเร้น"  และวันนี้  เป้าหมายทักษิณ  ไม่ใช่โฟนอิน  หรือวิดีโอลิงค์ให้คนเชื่อ

แต่ทักษิณต้องการ  "ฝังเชื้อ"  ระแวงสถาบันเข้าสู่เซลล์สมองและเส้นเลือด  "สาวกเสื้อแดง"  เพื่อใช้เป็นตัวแพร่ขยายให้ระบาดออกไปเป็นวงกว้าง  จากกลุ่ม  สู่ตำบล  จากตำบลสู่อำเภอ  จากอำเภอสู่จังหวัด  จากจังหวัดสู่ความเป็นทั้งหมดของประเทศ

เป้าหมายคือ  โยกคลอนศรัทธาและภักดีในสถาบันให้แคลนคลาย  เปลี่ยนความจงรักให้ค่อยๆ  แปรสภาพเป็นเคลือบแคลง-สงสัย  ลงท้ายนำไปสู่ความเกลียดชัง  และสะสมความเกลียดชังนั้นไปสู่การรวมตัวเพื่อ  "ล้มถอน"  บนสถานการณ์ที่เหมาะสมในอนาคต..นั่นคือสิ่งที่ทักษิณมุ่งหมาย

จากข้อมูลผิดๆ   ที่สมุนเป่าหู   ผนวกกับความคิดซ่อนเร้นตัวเองเกี่ยวกับสถาบันนั่นแหละ  ทำให้วันนี้-ทักษิณผลักตัวเองขึ้นไปยืนอยู่ในฐานะคนตาบอด  เปลื้องผ้า  "เย้ยฟ้า-ท้าดิน"

ผมอ่านหนังสือพิมพ์  "ดอกเบี้ย"  เมื่อวาน  เขารายงานข่าวไว้ว่า  อดีตนายกฯ  สมัครอาการดีขึ้นแล้ว  แต่เลิกการเมืองเด็ดขาด  เตรียมเขียนหนังสือเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางการเมือง  ๒  เล่ม  ในข่าวบอก  "นายสมัคร"  เคยพูดว่า  "พอมาเป็นนายกรัฐมนตรีรู้เลยว่า  นักการเมืองที่อยู่รายรอบตัว  พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร  นั้น  ส่วนใหญ่มักไม่ค่อยดี  ให้คำแนะนำในทางที่ไม่ถูกต้อง  และมักจะหาผลประโยชน์ใส่ตนเองมากกว่าที่จะคำนึงถึงประเทศชาติ"  นักข่าวเน้นไว้ด้วยว่า

"นายสมัครพูดบ่อยๆ  ว่านักการเมืองหรือกุนซือที่อยู่รอบตัวคุณทักษิณนั้นแย่มาก  มีแต่คนเสนอหน้า  เพราะคิดถึงแต่ประโยชน์ของตัวเองมากกว่าของพรรค  หรือการเตือนสติคุณทักษิณ  ในช่วงที่สถานการณ์กำลังเพลี่ยงพล้ำ   อย่างช่วงที่มีกลุ่มม็อบพันธมิตรฯ  ชุมนุมประท้วง  คนมา  ๑  หมื่น  ก็รายงานว่ามา  ๑  พันคน  อย่างนี้ทำให้ประเมินสถานการณ์ผิด  การชี้ขาดสถานการณ์ก็เลยผิด  และกลายเป็นความประมาทในที่สุด  หรือตอนที่นายสมัครเป็นนายกรัฐมนตรีก็มีคนพวกนี้แหละที่มาให้คำแนะนำปรึกษาแต่แฝงผลประโยชน์ทั้งสิ้น  จนคนเป็นนายกรัฐมนตรีไม่เป็นตัวของตัวเอง"

ดอกเบี้ยยังรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้น่าสนใจอีกหลายเรื่อง  รวมทั้งเรื่องพลเอกอนุพงษ์  เผ่าจินดา  แต่ผมคัดมาเฉพาะส่วนที่เน้นให้เห็นว่า  "ทักษิณตายเพราะคนรอบตัว"  จริงๆ  เท่านั้น

เอ้า..กลับมาคุยเรื่องเดิมต่อนะครับ  ถ้าเข้าใจเป้าหมายทักษิณในการปั้นเรื่องป้ายสีสถาบันครั้งแล้ว-ครั้งเล่า  ทักษิณยิ่งต้องทำต่อไป  และทำให้หนักขึ้น  เพราะเห็นแล้วว่า  สิ่งที่พูดนั้นไม่ได้ซึมซับเฉพาะสาวกเสื้อแดงเท่านั้น  แต่เหมือน  "น้ำเซาะหิน"  เข้าไปในการรับรู้ของคนเสื้อสีอื่นๆ  ทุกระดับชั้นสังคมด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น  ยิ่งมีคนใหญ่-คนโตออกมาปฏิเสธ  หรือตอบโต้  หรือพูดถึงมากเท่าไหร่  ในทางทฤษฎีสื่อถือว่า  เป็นตัวช่วยแพร่ขยาย

"เชื้อล้มล้างสถาบัน"   ให้กระจายกว้างออกไปให้น่าใคร่ครวญมากขึ้น  จากในประเทศ  ในภาษาไทย  ด้วยระบบสื่อสารโลกวันนี้  ก็จะแพร่กระจายออกไปสู่โลกสากลหลากชาติ-หลากภาษาให้ได้รับรู้ทั่วกันว่า

สังคมไทยเกิดปฏิกิริยาขึ้นแล้วต่อ  "ระบบสถาบันกษัตริย์"  อีกแห่งหนึ่งในโลก!

ปีนี้  เป็นปี  พ.ศ.๒๕๕๒  โลกกำลังก้าวสู่ศตวรรษที่  ๒๑  เป็นยุคโลกาภิวัตน์  ไทยเปลี่ยนการปกครองเมื่อปี   ๒๕๗๕   ก็ยาวนานมากว่า  ๗๗  ปีแล้ว  ผมอยากตั้งคำถามเผื่อจะได้  "ฉุกคิด"  เพื่อการปรับตัวกันบ้างว่า  ถ้าประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลง  ท่านคิดว่า..อะไรล่ะคือตัวเปลี่ยนแปลงสังคมไทย?

การเมืองใช่ใหม่  ใช่มั้ย?

ไม่ใช่!

ระบอบทักษิณ  ใช่มั้ย?

ไม่ใช่!

เผด็จการทหาร  ใช่มั้ย?

ไม่ใช่!

การปฏิรูปการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  ใช่มั้ย?

ไม่ใช่!

แล้วอะไรล่ะ....?

ผมตอบเดี๋ยวนี้เลยว่า  "ตัวการสำคัญ"  ที่จะเปลี่ยนสังคมไทยก็คือ

IT  = Information  and  Communication  Technologies  หรือเรียกกันว่า  "เทคโนโลยีการสื่อสาร  และการสนเทศ"  นั่นแหละ!

ระบบ  ไอที  ที่เรามองข้ามความสำคัญ  และนึกไม่ถึงในพลานุภาพเปลี่ยนประเทศ  เปลี่ยนโครงสร้างสังคมนี่แหละ  เป็นตัวการสำคัญที่จะ  "เปลี่ยนแปลงประเทศไทย"  หรือพูดให้ตรงที่เป็นจริงอยู่แล้วในปัจจุบันคือ   "ไอที-เป็นตัวเปลี่ยนโลก"  สำหรับประเทศที่หมุนตามโลกแบบ  "หลง"  โลก

เมื่อก่อนเราเคยได้ยินคำพูดประโยคหนึ่งใช่ไหมว่า  "ใครยึดไมค์ได้  เท่ากับยึดประเทศ"  นั่นเป็นคำพูดสะท้อนบทบาท-อิทธิพลของสื่อที่มีต่อสังคมชาติในแต่ละยุค-แต่ละสมัย    ยุคก่อนๆ  ที่โลกยังไม่มีคอมพิวเตอร์  เราจะเห็นว่าบ้านเราปฏิวัติกันทีไร  สิ่งแรกที่ต้องยึดคือ  "กรมประชาสัมพันธ์"

ใครยึดกรมประชาสัมพันธ์  คือยึดไมค์  ออกแถลงการณ์ทางวิทยุได้  ก็ถือว่าชนะ  ยึดประเทศได้แล้ว!

ทุกวันนี้  เป็นสังคมยุคไอที  ถึงยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี  ไม่เปลี่ยน  แต่รูปแบบเปลี่ยนจากยึดไมค์-กรมประชาสัมพันธ์  ไปเป็นยึดจอ  คือยึดสถานีโทรทัศน์  และควบคุมสถานีดาวเทียม

ถ้าไล่เรียงดู  จะเห็นชัดว่า  "สื่อ"  คืออุปกรณ์สำคัญในการยึดประเทศ  เปลี่ยนแปลงประเทศ  สมัยกบฏ  ร.ศ.๑๓๐  การกบฏเพาะเชื้อและแพร่ระบาดจากสื่อหนังสือพิมพ์  เช่น  จีนโนสยามวารศํพท์  เป็นต้น  การเปลี่ยนการปกครอง  ๒๔๗๕   ภารกิจสำคัญที่  "นายควง  อภัยวงศ์"  ได้รับมอบจากคณะก่อการให้ไปปฏิบัติ  คือ

ไปตัดสายตะแล็บแก๊บที่  "ไปรษณีย์กลาง"  บางรัก!

ยุค  ๑๔  ตุลา  และ  ๖  ตุลา  พัฒนามายึด  "สถานีโทรทัศน์"  เป็นหลักแทนกรมประชาฯ  แต่พอมาถึงยุคพฤษภาทมิฬ  ๒๕๓๕  จะเห็นชัดว่า  ไอที  เป็นตัวการใหญ่ในการโค่นล้มรัฐบาลสุจินดาขณะนั้น  จนเรียกการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นว่า  "ม็อบมือถือ"  เพราะผู้มาชุมนุมอันเป็นคนชั้นกลางส่วนใหญ่ใช้เทคโนโลยีการสื่อสาร  คือโทรศัพท์มือถือประสานงาน  และระดมกำลังจนพบความสำเร็จ

พูดไปก็ยาว  สรุปถึง  ณ  ปัจจุบันนี้  เทคโนโลยีสื่อสารทุกรูปแบบ  โดยเฉพาะ  "อินเตอร์เน็ต"  คือตัวการใหญ่  "ผู้ทรงอิทธิพล"  ในการเปลี่ยนแปลง  "ทุกรูปแบบ"  และ  "ทุกระบบ"  ในสังคมไทย  โดยที่ไม่ว่า  "อำนาจไหน"  จะใหญ่-จะเล็กอย่างไร  ก็มิอาจสกัดกั้นอิทธิพลของไอที-อินเตอรเน็ตในการเปลี่ยนสังคมประเทศครั้งนี้ไปได้

ขณะนี้  ทักษิณ  และระบอบทักษิณ  กำลังใช้  "กองทัพไร้สภาพ"  คือเทคโนโลยีการสื่อสาร  และการสนเทศ  "ทุกรูปแบบ"  ไม่ว่าโฟนอิน  วิดีโอลิงค์  โทรศัพท์  สำนักข่าว  โทรทัศน์  โดยเฉพาะอินเตอร์เน็ต  อันเปรียบเหมือน  "กองทัพผีพราย"  แว้บเดียวเป็นข่าวสารแทรกซึมถึงทุกคน-ทุกชาติในโลกชนิดไม่มีอะไรสามารถปิดกั้น  และยับยั้งได้!

นี่ตะหากที่ควรเข้าใจ  ไม่ใช่เสื้อแดงล้อมทำเนียบฯ  หรือเสื้อแดงตระเวนปาไข่  ทักษิณใช้สื่อไอทีแทรกซึม  "ป้อนข้อมูล"  ทั้งจริง-ทั้งเท็จ  เพื่อค่อยๆ  ละลายความคิด-ความเข้าใจเดิมของสังคมโลกที่มีต่อสถาบันของไทย   "ให้เปลี่ยนไป"  ทีละน้อย..ทีละน้อย..และใช้ยุทธวิธี  "แตกตัว"  ออกไปทำงานตามแผน  "นอกประเทศ-ในประเทศ"  เป็นคีมบีบประสานเข้ามา

ครับ..ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่องค์กรทำงานเกี่ยวเนื่องสถาบันทั้งหลายต้องตระหนัก  เพื่อการปรับตัว  ปรับทัศนคติ  ปรับรูปแบบการทำงานจากเดิมๆ  สู่มิติรู้เท่าทัน  ทั้งสำนักพระราชวัง  สำนักราชเลขาธิการ  ทำเนียบองคมนตรี  สำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์  รัฐบาล  ศาล  รัฐสภา  และกองทัพ  ทั้งหลาย-ทั้งปวง

การดำรงหน้าที่เพื่อพิทักษ์รักษาสถาบันด้วยทัศนคติและการกระทำเท่าที่เป็นอยู่-ทำอยู่เป็นร้อยปีมาอย่างนี้  เห็นทีจะตั้งรับ  หรือตีรุก  "ต้านรุก"  ด้วยไอทีไปได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง

ผมไม่ได้หมายถึงทักษิณจะสามารถเปลี่ยนสังคมประเทศได้  แต่ผมหมายถึงว่า..สักวันหนึ่งในอนาคตต่อจากนี้  ถ้าเรายังทำหน้าที่ปกปักรักษาสถาบันกันด้วยความคิดเดิมๆ  ทัศนคติๆ  เดิมๆ  รูปแบบเดิมๆ  ไม่พยายาม  "รู้เท่ากัน"  การเปลี่ยนแปลง  และเป็นไปของสังคมโลกด้วยไอที  ผมเกรงว่า  เราจะไม่สามารถต้าน  "ข้อมูล-ข่าวสาร"  ที่ทะลุ-ทะลวงเข้ามาด้วยกลยุทธอาศัย  "จริงในเท็จ-เท็จในจริง"  เพื่อฝังเชื้อในความคิดคนได้  การเปลี่ยนแปลง  เป็นเรื่องของธรรมชาติ  แต่การเปลี่ยนแปลงด้วยทัศนคติ  "นอกวิถีธรรมชาติ"  นั่นไม่เรียกว่า  "พัฒนการทางสังคม"  นะครับ.

http://www.thaipost.net/news/230309/2212

โดย kittinunn

 

กลับไปที่ www.oknation.net