วันที่ อังคาร มีนาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เสียงกระซิบที่ฝ่ายใน...กับ...เสียงร่ำไห้ที่ท้ายวัง


ขอใช้ผังนี้อีกครั้งเพื่อให้สร้างจินตนาการถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

ในพระราชวังมัณฑะเลย์ได้ชัดเจนขึ้นนะคะ

คราวที่แล้วเราเดินผ่านมหาปราสาท(ที่มีหลังคา 7 ชั้น)

ผ่านหอคอย เข้าไปถึงตำหนักองค์กลางแล้ว

หากมองจากแผนผัง เราจะเดินต่อเข้าไปยังพระตำหนัก

ที่เห็นเป็นอาคารขนาดเล็กที่เรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ

.

ตำหนักเหล่านี้มีขนาดใหญ่เล็กตามความสำคัญของผู้เป็นเจ้าของ

เช่น ตำหนักกลาง จะมีขนาดใหญ่ที่สุดเพราะเป็นที่ประทับของพระอัครมเหสี

ตำหนักใต้ เป็นที่ประทับของพระพันปีหลวง ตำหนักเหนือเป็นที่ประทับของ

พระมเหสี (รองจากพระอัครมเหสี) ซึ่งที่ตำหนักเหนือนี่เองพระนางอเลนันดอ

ได้ประทับอยู่แต่แรกสร้างวัง จนถึงเสียเมืองแก่อังกฤษในพ.ศ. 2428

ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ของไทย

.

ในสมัยของพระเจ้ามินดงภายในวังแห่งนี้คงจะคึกคักมีชีวิตชีวา

ตำหนักต่าง ๆ ไม่ว่างเว้นผู้คน ทั้งเจ้านาย และนางกำนัล

แต่เมื่อถึงสมัยของพระเจ้าสีป่อ ผู้คนที่ควรจะได้ครอบครองพระตำหนักก็ลดลง

เริ่มต้นที่.......

เจ้าหญิงสะลิน พระราชธิดาของพระเจ้ามินดุง

พระเจ้ามินดุงทรงตั้งให้เจ้าหญิงสะลิน เป็นมกุฏราชกุมารี และอยู่ใน

“ตำหนักตะบินแดง” ซึ่งเป็นตำหนักของผู้ที่จะได้เป็นอัครมเหสี

ของพระมหากษัตริย์องค์ต่อไป แต่เมื่อพระเจ้าสีป่อขึ้นครองราชย์

เจ้าหญิงสะลินก็ออกบวชเป็นชี ว่ากันว่าเพื่อปลอดภัยจากพระนางศุภยลัต

แต่ไม่นานเจ้าหญิงสะลินก็สิ้นพระชนม์

.

หรือ...แม้แต่พระนางศุภยาคยีพี่สาวของพระนางศุภยลัต

ซึ่งน่าจะได้ประทับอยู่ตำหนักกลาง ในฐานะของพระอัครมเหสี

ของพระเจ้าสีป่อก็ถูกกล่าวหาว่าทำเสน่ห์

ต้องกลับไปอยู่ที่ตำหนักเหนือกับพระนางอเลนันดอพระมารดา

พระนางศุภยลัตจึงได้ประทับอยู่ตำหนักกลาง

และใช้เป็นที่ประสูติลูกเธอต่อมา

.

ตำหนักอื่น ๆ ที่ควรมีเจ้าจอมตามธรรมเนียมที่เคยเป็นมา

ว่าพระมหากษัตริย์ต้องมีสนมกำนัลมาก ๆ จึงนับเป็นเกียรติยศแก่แผ่นดิน

ก็กลายเป็นตำหนักว่าง ๆ เสียงที่เคยคึกคัก พูดคุย หรือแม้แต่ถกเถียงกัน

เปลี่ยนเป็นเสียงกระซิบกระซาบ หาทางหลบหน้า หนีเอาตัวรอดไปพร้อมทรัพย์สิน

ที่พอจะติดตัวไปบ้าง ทิ้งให้ตำหนักที่เคยอยู่ต้องร้าง....และเงียบสงัด

.

ภาพด้านล่างเป็นภาพตำหนักใต้ ดูใหญ่โตทีเดียว

แต่ในยามเงียบงันก็ดูจะน่ากลัวไม่น้อย

เดินเลยลึกเข้าไป..โน่น..ถึงท้ายวัง

(ขอนอกเรื่องนิดนึงค่ะ ที่พระราชวังมัณฑะเลย์วันนั้นเงียบมาก

ป้ารุเองธรรมดาจะไม่ค่อยแตกกลุ่มไปไหน

แต่ด้วยเหตุที่อ่านพม่าเสียเมืองของอาจารย์คึกฤทธิ์

จนแทบจะจดจำได้ทุกประโยค เช่นเดียวกับหลาย ๆ ท่าน

ทำให้อยากจะเดินไปท้ายวังมาก ๆ อยากเห็นแม้จะเป็นเพียงพื้นที่ว่างเปล่า

จะเดินไปคนเดียวก็หวิว ๆ อยู่บ้าง ในที่สุดก็มีแนวร่วมไปด้วยกัน 2-3 คน

ค่อยสบายใจขึ้นหน่อย ตอนนั้นคิดถึงเพื่อน ๆที่ oknation เป็นพิเศษค่ะ)

.

ดูภาพท้ายวังด้านล่างกันก่อนเลยค่ะ

บริเวณนี้ล่ะค่ะ ไม่ใช่ก็น่าจะใกล้เคียง เป็นที่ที่ป้ารุตั้งใจจะเห็นให้ได้

.

ในสมัยของพระเจ้ามินดุง เวลามีละครในวัง

ก็จะปลูกโรงละครที่สนามหลังวังแถบนี้

เพื่อพระองค์จะได้ประทับทอดพระเนตรได้จากท้องพระโรงหลัง

เมื่อถึงสมัยของพระเจ้าสีป่อ......

พระองค์กลับเกรงภัยไม่เสด็จไปท้องพระโรงหลังในเวลาค่ำคืน

เพราะอะไร

เหตุผลคือ......วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2422

มีการเตรียมงานใหญ่ 2 งาน

ด้านหน้าวัง วงปี่พาทย์ และตัวละครพร้อมจัดการแสดง

เสียงฆ้องกลองดังกึกก้อง ได้บรรยากาศสนุกสนาน

ด้านท้ายวัง หลุมขนาดใหญ่ ท่อนจันทร์ และถุงผ้าแดง

ก็เตรียมพร้อม รวมไปถึงเพชฌฆาต ในบรรยากาศที่น่าสพึงกลัว

.

ขณะที่ทางหน้าวังมีเสียงปรบมือชอบใจกับการแสดง เสียงหัวเราะ

เสียงเพลงไพเราะที่นักร้องขับขาน ทางท้ายวังกลับกลายเป็นเสียงหวีดร้อง

ของเหล่าเจ้านาย และนางในที่กำลังหวาดกลัว ปะปนไปกับเสียง

ของเด็ก ๆ ร้องไห้ที่ต้องถูกพรากจากอกแม่

และเมื่อสิ้นเสียงทั้งหมด นั่นหมายความว่า

ศัตรูของพระนางศุภยลัตได้ลงไปอยู่ในหลุมที่ขุดเตรียมไว้

และถูกฝังกลบจนมิอาจเป็นภัยของพระนางได้อีกต่อไป

.

แต่ในที่สุดด้วยการปกครองที่ขาดคุณธรรม ทำให้บ้านเมืองระส่ำระสาย

ชาวบ้านเดือดร้อนไปทุกหนแห่ง จนต้องถูกยึดเป็นเมืองขึ้น

ผลสุดท้ายพระเจ้าสีป่อต้องถูกเนรเทศไปอยู่ที่เมืองรัตนคิรี ในอินเดีย

อีก 30 ปีต่อมา ก็สิ้นพระชนม์ลงใน พ.ศ. 2458 ที่เมืองนั้นเอง

พระนางศุภยลัตซึ่งถูกเนรเทศพร้อมกัน

ได้รับอนุญาตให้กลับเมืองร่างกุ้ง และสิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 2468

พระนางอเลนันดอก็ถูกเนรเทศไปรัตนคิรีด้วย แต่เกิดไปทะเลาะกับ

พระนางศุภยลัต จึงถูกส่งมาคุมขังไว้ที่เมาะลำเลิงจนสิ้นพระชนม์

.

ภาพเขียนล่างเป็นภาพเขียนตอนที่พระเจ้าสีป่อ และ พระนางศุภยลัต

ถูกเนรเทศ ส่วนภาพถ่ายที่อยู่ถัดไป  คือประตูที่อยู่ในภาพเขียน

อาจจะไกลไปหน่อย เพราะถ่ายจากอีกฟากของถนนค่ะ

ภาพต่อไปคือ สถูปที่บรรจุพระศพของพระนางศุภยลัตที่เมืองร่างกุ้ง

อย่างน้อยที่สุดพระนางก็ได้กลับมาสู่บ้านเกิดเมืองนอน

แม้จะไม่ใช่มัณฑะเลย์ก็ยังเป็นเขตประเทศพม่า

คนที่นั่นเล่าว่าในขณะที่ประทับอยู่ที่ร่างกุ้ง

พระนางก็ยังคงถือประเพณีปฏิบัติแบบเดียวกับเมื่อครั้งรุ่งเรืองในอดีต

ชาวพม่าหลายยังคงโกรธ ยังคงเคียดแค้นกับสิ่งที่พระนางเคยทำ

แต่ก็มีหลายคนให้อภัยด้วยเหตุผลที่ว่า เมื่อพระเจ้าสีป่อ

และพระนางศุภยลัตขึ้นครองราชสมบัตินั้นพระชันษายังน้อยนัก

(20 กับ 18) ความโกรธของชาวพม่าจึงไปตกอยู่ที่พระนางอเลนันดอ

ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้บงการ และ อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ร้ายทั้งปวง

.

วันนี้เล่าเรื่องยาวอีกแล้ว เหนื่อยกันมั้ยคะ

อย่าเพิ่งเหนื่อยเลยค่ะ ป้ารุยังอยากมีเรื่องอยู่ (รูปด้วย)

โดย ป้ารุ

 

กลับไปที่ www.oknation.net