วันที่ พฤหัสบดี มีนาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หลวงปู่ทิม อตตสนโต วัดพระขาว ตอน พรหมวิหารธรรม มรดกธรรมของหลวงปู่


 

หลวงปู่ทิม อตตสนโต หรือ ท่านพระครูสังวรสมณกิจ แห่ง วัดพระขาว อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท่านเป็นพระสงฆ์ผู้มีศีลาจารวัตรอันงดงามและมีวัตรปฏิบัติที่ดีพร้อม

เป็นหน่อเนื้อนาบุญของพระพุทธศาสนา คงสมแล้วกับการที่ท่านเป็นที่เคารพศรัทธาเลื่อมใสของบรรดาศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชนทั่วไปทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

 

“ตัวของข้าพเจ้านี้ยังปฏิบัติในบวรพระพุทธศาสนามาน้อยนัก ให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสช่วยต่ออายุพุทธศาสนาไปอีกสักหน่อยเถิด หลังจากนั้นจะเป็นตายอย่างไร ก็ไม่กระไรเลย..”

 

“หากคนเรานับถือศีล ๕ มีศีล ๕ ติดตัวและเป็นคนดี ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ความขลัง ความศักดิ์สิทธิ์ก็จะยังมีผลและช่วยให้เกิดความคุ้มครองแก่บุคคลนั้นๆได้..” 

หลวงปู่มักจะสอนให้ทุกๆคน นับถือ”คุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งประจำใจ” และให้”คิดถึงความตายเป็นอารมณ์” ท่านว่าถ้าผู้ใดระลึกไว้เสมอ ก็จะเป็นผู้ที่ปราศจากทุกข์โศก และมีแต่ความสุข  

ทุกคืนก่อนที่จะเข้านอน สิ่งที่หลวงปู่ปฏิบัติเป็นประจำเสมอ คือ

 “การกราบพระ ๕ ครั้ง” 

โดยการกราบครั้งที่ ๑ ระลึกถึงคุณพระพุทธ กราบครั้งที่ ๒ ระลึกถึงคุณพระธรรม กราบครั้งที่ ๓ ระลึกถึงคุณพระสงฆ์ กราบครั้งที่ ๔ ระลึกถึงคุณบิดามารดา และกราบครั้งที่ ๕ ระลึกถึงคุณครูบาอาจารย์และผู้ที่มีพระคุณ

 

ผมเชื่อว่าเพื่อนๆหลายท่านคงรู้จักคำว่า “พรหมวิหาร ๔” หลวงปู่เคยสอนว่า

"การรักษาศีลเป็นเรื่องที่ไม่ยาก หากเรามีพรหมวิหาร ๔ คือความมีเมตตาธรรม กรุณาธรรม มุทิตาธรรม และอุเบกขาธรรม.."  

ท่านว่าถ้าเรามีทั้งสี่อย่างนี้ครบ ศีลต้องอยู่กับตัวแน่นอน ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกครับถ้าเราจะบอกว่า “พรหมวิหาร ๔” คือวัตรปฏิบัติหรือคุณธรรมที่หลวงปู่ทิมท่านได้ประพฤติปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอมาตลอดชีวิตของท่าน

 

กล่าวกันว่า “เมตตาธรรม” เมื่อเกิดอยู่กับผู้ใดผู้นั้นจะได้ชื่อว่าเป็น “พรหม” เพราะคำว่าเมตตาไม่ใช่เรื่องของความรัก ความใคร่ หากแต่ความเมตตาในที่นี้คือการมีความปรารถนาดีต่อผู้อื่นอย่างจริงใจ  

หลวงปู่ท่านเป็นพระที่มีเมตตาสูง เมื่อมีลูกศิษย์หรือผู้ที่ความทุกข์ร้อนเข้ามาขอความอนุเคราะห์จากท่าน ท่านก็จะเมตตาให้ความสงเคราะห์เต็มที่สุดกำลังของท่าน

“คงเป็นเพราะอาตมามีเมตตา จึงมีคนมากราบไหว้ บางคนก็มาให้เจิมรถ เจิมป้าย จารพระ ฯลฯ

ในแต่ละวันอาตมาต้อนรับญาติโยมก็หมดเวลาแล้ว แต่อาตมาไม่บ่นหรอก มันเป็นแบบนี้มานานแล้ว

สงเคราะห์เพราะสงสารอยากให้ทุกคนมีความสุข ไม่มีความทุกข์..”

ว่ากันว่าความเอื้อเฟื้อด้วยน้ำใจเมื่อเห็นความทุกข์ยากของผู้อื่นเป็นที่มาของคำว่าสงสาร การสงสารที่เกิดจากความเห็นอกเห็นใจในทุกข์ของสรรพสัตว์หรือมนุษย์ร่วมโลก ทางพระพุทธศาสนาเราเรียกว่า “กรุณาธรรม” 

หลวงปู่เคยบอกว่าตราบใดที่มนุษย์หรือสรรพสัตว์ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสาร ก็ต้องได้รับความทุกข์ต่างๆแล้วแต่วิบากกรรมของแต่ละคน

ด้วยเหตุนี้ท่านจึงมีความสงสารต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน การให้ความสงสารและลงมือช่วยเหลือเพื่อให้ทุกคนพ้นทุกข์ด้วยความเต็มใจ โดยใช้หลักธรรมะเข้าไปชี้นำ

“การทำความดีนั่นแหละดีที่สุด อย่าไปสร้างเวรกรรมเป็นอันใช้ได้ ต้องนำธรรมะมายึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้จิตใจมั่นคง” 

“กรรมดี ก็ต้องเป็นกรรมดี กรรมชั่วก็ต้องเป็นกรรมชั่ว และการทำกรรมดี ไม่ใช่เป็นการเอากรรมดี ไปล้างกรรมชั่ว..” 

เคยสังเกตไหมครับเวลาที่พวกเราได้กราบนมัสการหลวงปู่ทิม เรามักจะพบว่าหลวงปู่มักจะยิ้มแย้มแจ่มใสและพูดคุยด้วยความสนุกสนานเสมอ หลายท่านที่เข้าไปกราบท่านมักจะอมยิ้มกันจนตาตี่

การทำให้ผู้อื่นเกิดความสบายใจคำพูดที่ออกมาด้วยความจริงใจไม่มีการบังคับและทำให้ทุกคนเห็นคุณประโยชน์จากคำพูดนั้น ถือเป็นวิธีการแสดงออกซึ่งคุณธรรมคือ “มุทิตาธรรม”

“อาตมาถือความซื่อตรงเป็นสำคัญ ชอบความอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ชอบทำตัวกระด้างกระเดื่อง คนที่จะเป็นที่รักของคนอื่นต้องเป็นคนที่ไม่อวดดี มีสัจจะและต้องพูดจริงทำจริง..”

...ธรรมมะคือความจริง ในขณะที่รอยยิ้มเป็นสัญลักษณ์ของความสุข...

คงจะดีไม่น้อยนะครับ หากว่ามีผู้ใดสามารถนำเอาความจริงและความสุขนี้มารวมกันได้ เหมือนอย่างหลวงปู่

สำหรับข้อสุดท้ายของพรหมวิหาร ๔ คือ “อุเบกขาธรรม” ซึ่งถ้าพูดระดับอนุบาลคือ “การวางเฉย” หรือ “วางตัวเป็นกลาง” 

อธิบายความได้ว่าการวางเฉยในที่นี้คือในเมื่อไม่สามารถช่วยเขาได้ ก็อย่าไปซ้ำเติมเขา ไม่แสดงอาการคนล้มรีบข้าม เพราะคนเหล่านี้ในคติความเชื่อของพุทธถือว่าบุคคลผู้นั้นอาจจะมีวิบากกรรมคอยติดตามอยู่และต้องชดใช้ไปจนกว่าจะหมดสิ้น

ซึ่งเรื่องนี้หลวงปู่ท่านก็มักสอนอยู่เสมอๆว่า “คนเรามีกรรมเป็นของตนเอง” และ “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” ใครทำอะไรไว้ย่อมได้รับผลของการกระทำนั้น ทำนองว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วครับ คนเราจึงควรตั้งมั่นในธรรม

“ทุกสิ่งทุกอย่างไม่คงทนถาวรหรอก “ไตรลักษณ์” นี่สิของจริง อนิจจัง คือความไม่เที่ยง ทุกขัง คือความทนอยู่ไม่ได้ อนันตา คือความไม่ใช่ตัวตน..” 

กล่าวกันว่า "สายน้ำมักจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงเสมอ.." ไม่ว่าจะเป็นเพียงหยดน้ำจากฟากฟ้าหรือจะเป็นเกลียวคลื่นในมหาสมุทร ทั้งหมดนี้ล้วนต้องตกอยู่ในกระแสธารแห่งกาลเวลาทั้งสิ้น หลายสิ่งหลายอย่างในวันนี้ไม่เหมือนเมื่อวันก่อน ไม่มีสิ่งใดคงทนถาวรและเวียนว่ายไปเรื่อยๆเป็นวัฏฏะ...

ปัจจุบัน “หลวงปู่ทิม อตฺตสนฺโต” หรือ ”ท่านพระครูสังวรสมณกิจ” เจ้าอาวาสวัดพระขาว ต.พระขาว อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา พระเถราจารย์ผู้มีความอาวุโสสูงสุดของ จ.พระนครศรีอยุธยา ได้มรณภาพแล้ว เมื่อเวลา ๑๑.๐๐ น. ณ โรงพยาบาลโรคทรวงอก จ.นนทบุรี ด้วยอาการสงบ ขณะมีอายุ ๙๖ ปี พรรษา ๖๑

ก่อนหน้านี้หลวงปู่ท่านมีอาการเหนื่อยหอบ หายใจไม่สะดวก อันเป็นโรคที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักจะเป็นกัน

ท่านจึงได้เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลโรคทรวงอก ซึ่งแพทย์ผู้ตรวจพบว่า หลวงปู่มีอาการโรคปอดติดเชื้ออยู่ด้วย จึงให้พักอยู่ที่โรงพยาบาล และได้มรณภาพดังกล่าว 

บันทึกน้อยของผมตอนนี้เขียนขึ้นเพื่อบูชาพระคุณของหลวงปู่ทิม อตตสนโต แม้หลวงปู่จะละสังขารไปแล้ว แต่ “พรหมวิหารธรรม” ยังคงเป็นสังฆานุสติที่ยังคอยระลึกถึงอยู่ในใจและในความทรงจำของศิษยานุศิษย์และพุทธศาสนิกชน...ตลอดไป

 “เมื่อเราคิดถึงท่าน ท่านก็จะมาอยู่ในใจเรา เมื่อใดที่เรามีทุกข์ร้อนใจ เพียงระลึกถึงคำสอนของท่าน ท่านก็จะมาอยู่ข้างเรา.....”

สำหรับท่านใดที่มีความประสงค์จะเข้ากราบนมัสการสรีระของหลวงปู่ทิม ขอเรียนเชิญได้ที่วัดพระขาวครับ สำหรับประวัติของหลวงปู่ทิม ตลอดจนรายละเอียดและภาพถ่ายในงานติดตามได้ที่ …www.oknation.net/blog/somboontiew…และ...www.luangputim.com ...สวัสดีครับ

กราบบูชาพระคุณของหลวงปู่ทิม และขอขอบพระคุณ คุณธีภพ แพร่หลาย คุณพรชนก สุขพงษ์ไทย สำหรับภาพถ่าย เพื่อนต่อกับคำแนะนำ ส่วนคุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรี กับกำลังใจที่มีให้เสมอครับ

 

โดย ศิษย์กวง

 

กลับไปที่ www.oknation.net