วันที่ ศุกร์ เมษายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ศาสนธรรม “พระวิสุทธิเทพ”


ศาสนธรรม “พระวิสุทธิเทพ”

 

พระวิสุทธิเทพ คือ เทวดาที่บรรลุอรหันตผลแล้ว สำหรับเทวดาที่บรรลุอรหันต์แล้วนี้ มีมากมายกระจายอยู่ทั่วไปในสวรรค์ชั้นต่างๆ ตั้งแต่ สวรรค์ชั้นที่หนึ่งถึงชั้นที่สี่ สำหรับสวรรค์ชั้นที่ห้าและหกนั้น ยังไม่สามารถบรรลุอรหันต์ได้เพราะมีจิตมารอยู่ ยังไม่อาจสอนได้ เทวดาที่บรรลุอรหันต์แล้วนี้ มีบุญและบารมีต่างกัน แต่ก็มีธรรมขั้นต่ำคืออรหันตผลเหมือนกัน เทวดาเหล่านี้มีมากมาย สามารถจำแนกได้ย่อยๆ อีก เช่น นาคที่บรรลุอรหันต์ ก็เรียกได้ว่า อรหันต์นาค, พรหมที่บรรลุอรหันต์ ก็เรียกได้ว่า อรหันต์พรหม, พระโพธิสัตว์ที่บรรลุอรหันต์ ก็เรียกได้ว่า อรหันต์โพธิสัตว์ ไม่ว่าสัตว์เหล่าใดบรรลุอรหันต์ ก็จำแนกได้และเรียกได้ว่าเป็นอรหันต์ตามบุญกรรมที่ปั้นแต่งให้เป็นสัตว์เหล่านั้นไป

 

พระวิสุทธิ์เทพ อรหันต์แล้วนิพพานทันทีหรือไม่?

ถ้าพระวิสุทธิเทพ อรหันต์แล้วนิพพานทันที เราจะไม่มีคำว่า “พระวิสุทธิเทพ” เรียกกัน เพราะสำหรับท่านที่นิพพานแล้ว เราจะไม่เรียกเป็นอย่างอื่นให้เกิดความสับสนและไขว้เขวอีก เราจะเรียกว่านิพพานอย่างเดียว เช่น พระพุทธเจ้านิพพานแล้ว, พระอรหันตสาวกนิพพานแล้ว จะไม่เรียกพระอรหันตสาวกว่า “พระวิสุทธิเทพ” อีก ดังนั้น คำว่าพระวิสุทธิเทพ ก็คือ เทวดาที่อรหันต์แล้ว แต่ยังไม่นิพพานนั่นเอง ยังครองขันธ์บางส่วนอยู่

 

ทำไมพระวิสุทธิเทพ อรหันต์แล้วยังไม่นิพพานทันที?

ถ้าบุญกรรมยังชำระชดใช้ไม่หมด อายุขัยของเทวดาก็ยังไม่หมดสิ้น จะต้องอยู่เสวยทั้งส่วนบุญและกรรมให้หมด จนครบอายุขัยก่อน เมื่อหมดอายุขัยแล้ว เทวดาจึงจะดับขันธ์ที่เหลือได้ เมื่อดับขันธปรินิพพานก็คือ นิพพานสุก ไม่ใช่นิพพานดิบเหมือนตอนยังเป็นพระวิสุทธิเทพอีกต่อไป ดังนั้น “บุญและกรรม” เป็นเงื่อนไขที่สำคัญมากประการหนึ่งที่จะกำหนดว่าพระอรหันต์จะได้นิพพานสุกเมื่อใด เมื่อใดที่ชำระบุญและกรรมหมด ก็จะได้นิพพานสุกเมื่อนั้น แต่ตราบใดที่ยังชำระบุญและกรรมไม่หมด ก็ยังไม่ได้นิพพานสุก

 

พระวิสุทธิเทพ ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ได้อีกไหม?

ได้ ถ้าอธิษฐานเอาบุญและกรรมลงมาชำระชดใช้ในภพโลกมนุษย์ เนื่องจาก เมื่อครั้งยังอยู่ภพโลกมนุษย์อาจยังชำระบุญกรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรได้ไม่หมด ไม่ครบ เมื่อตายลง จุติบนสวรรค์ เจ้ากรรมนายเวรอาจอยู่ภพภูมิอื่น และไม่สะดวกที่จะชำระกรรมชดใช้ให้เจ้ากรรมนายเวร เช่น ถ้าเจ้ากรรมนายเวรตกนรก ก็ไม่อาจชดใช้กรรมระหว่างพระวิสุทธิเทพกับสัตว์นรกตนนั้นได้หมด ในที่สุด เมื่อชำระกรรม เสวยบุญไม่หมด ก็ยังนิพพานไม่ได้ พระวิสุทธิเทพ จึงตัดสินใจจุติลงมาชำระบุญกรรมบนโลกมนุษย์แทน ซึ่งบนโลกมนุษย์นี้ พระวิสุทธิเทพจะได้กายมนุษย์ และได้พบสัตว์เหล่าอื่นที่จุติมาจากภพต่างๆ เจ้ากรรมนายเวรที่จุติมาจากภพต่างๆ เมื่อชำระบุญกรรมกันหมดแล้ว จึงจะสามารถนิพพานได้จริง

 

อรหันต์แล้วเกิดได้อีก ยังไม่นิพพานจริงหรือ?

ก็อย่างที่ได้อธิบาย ไม่ว่าอยู่ภพภูมิใดก็ตาม ต่อให้ปัญญาแจ้งรู้ถึงนิพพาน รู้วิธีนิพพาน แต่ถ้ายังชำระกรรมชดใช้เจ้ากรรมนายเวรยังไม่หมด ก็ไม่อาจนิพพานได้ ดังนั้น จึงต้องเกิดอีก เพื่อชำระกรรมชดใช้ในเจ้ากรรมนายเวรจนกว่าจะหมดได้ อีกวิธีหนึ่ง คือ “ลักไก่” หลอกเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย เพื่อเอาตัวรอดได้นิพพานไป โดยไม่ต้องชำระกรรมกับเจ้ากรรมนายเวรที่เหลือคือทำเฉยไว้ รอเวลาตายก็ดับขันธ์นิพพานไป ซึ่งวิธีนี้ได้ทำมานานแล้ว แต่ผลปรากฏว่า เจ้ากรรมนายเวรไม่ยอมให้นิพพาน กรรมไม่สามารถหมดได้ด้วยการหนีการชำระกรรม ดวงจิตจำนวนมากของพระวิสุทธิเทพ เดิมคิดว่ารอนิพพานก็น่าจะนิพพานได้ กลายเป็นว่าต้องจุติลงมาเกิดใหม่มากมาย เช่น หลวงพ่อ, หลวงปู่ ที่โด่งดังเป็นที่รู้จักของเราทั้งหลาย ก็ได้ทยอยจุติลงมาเกิดแล้วเช่นกัน เพราะอรหันต์โดยที่ยังชำระกรรมชดใช้ให้เจ้ากรรมนายเวรไม่หมด ทั้งนี้ สำหรับดวงจิตที่ได้อรหันต์มีกายสังขารเป็นมนุษย์ แต่ถ้าชำระกรรมชดใช้ไม่หมดในภพมนุษย์ ก็ยังไม่ได้นิพพานเช่นกัน

 

มนุษย์ที่บรรลุอรหันต์แล้วไม่นิพพาน มีหรือไม่ เป็นอย่างไร?

มีอยู่จริง มนุษย์ที่มีดวงจิตที่บรรลุอรหันต์แล้ว แต่ยังชำระกรรม เสวยบุญไม่หมด เมื่อละกายตายจากโลก จุติจะต้องจุติเกิดใหม่อีก เพื่อชำระกรรมและเสวยบุญให้หมดก่อนจึงจะนิพพานได้ ทำอย่างไรได้ ในเมื่อมีปัญญารู้ทางนิพพาน แต่กรรมยังชำระไม่หมด สุดท้าย เจ้ากรรมนายเวรก็หาทางที่เหนือกว่าปัญญาจะล่วงรู้ได้ มาปิดกั้นทางนิพพานเสีย นี่คือ กรรมแท้ๆ กรรมเป็นอจิณไตย พระอรหันตสาวกไม่อาจรู้ได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงรู้ทางหนีกรรมของตนเอง ยังทรงต้องรับกรรมนานัปการ ไม่มีใครใหญ่เกินกรรม ต่อให้ได้สัพพัญญูญาณแล้ว ก็อาจไม่สามารถรู้เรื่องกรรมได้หมด เพราะกรรมเป็นอจิณไตย แม้พระอรหันต์ก็ไม่อาจรู้ได้หมดถึงเรื่องกรรม ก็ยังหนีกรรมไม่พ้น สุดท้าย มีทางเดียว คือ ต้องรับกรรมเพื่อชำระชดใช้ให้หมดเท่านั้น จึงจะหมดกรรมได้ และไม่ก่อกรรมใหม่ๆ เพิ่ม แต่หากยังชำระชดใช้ไม่หมด แม้บรรลุอรหันต์แล้ว ปัญญาแจ้งแล้ว ก็ยังต้องเกิดใหม่ การบรรลุอรหันต์ก็เหมือนคนรู้การจุดไฟ และจุดไฟได้ด้วยตนเอง แต่วาระจุดไฟนั้นยังมาไม่ถึง เมื่อถึงเวลาต้องจุดไฟเข้าจริงๆ ก็อาจมีเจ้ากรรมนายเวรกีดขวาง จนจุดไม่ติดก็ได้

 

ทำอย่างไรจึงจะบรรลุอรหันต์แล้วได้นิพพานจริง

๑)   ครองธรรมวินัย เพื่อลดละกรรมใหม่ในปัจจุบันให้เบาบาง

ท่านที่ครองธรรมวินัยไม่ได้ จะไม่สามารถนิพพานได้แบบ “อรหันตสาวก” จะต้องเกิดใหม่แล้วนิพพานแบบ “ปัจเจกพุทธเจ้า” ดังนั้น หากบรรลุอรหันต์ภายใต้พระธรรมวินัยนี้แล้วปรารถนาจะนิพพานในพุทธศาสนายุคนี้ ก็ต้องครองธรรมวินัยให้ได้ การครองธรรมวินัยให้ได้นั้น ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีการผิดพลั้งพลาดขาดศีลเลยก็หาไม่ คนเราทุกคนไม่มีใครสมบูรณ์แบบ พระพุทธเจ้าทรงตราวิธีทางออกเมื่อผิดศีลไว้แล้วคือการปลงอาบัติ เพราะท่านทราบสัจธรรมความจริง ว่าไม่มีใครไม่เคยผิดพลาด เมื่อผิดก็เริ่มใหม่ได้ แต่การผิดพลาดแต่ละครั้ง “ผลไม่เท่ากัน” เช่น ระดมทองทั่วประเทศ อันนี้ ก็ให้ผลมากหน่อย แต่ถ้ารับเงินจากคนข้างทางที่มาให้สิบบาทยี่สิบบาท อันนี้ก็แค่เศษกรรม

 

๒)   เปิดช่องโอกาสให้คนทั้งหลายได้ชำระกรรมแก่ตน

ตัวอย่างเช่น พระโมคคัลลานะ ท่านรู้ด้วยญาณว่ากรรมเก่าของท่าน ทำให้มีคนตามมาทำร้าย แม้ว่าท่านจะบรรลุอรหันต์แล้ว แต่คนเหล่านั้นก็ตามมาทุบตีจนตายได้ นี่ขนาดพระอัครสาวกเบื้องซ้าย ยังถูกทุบตายข้างทางไม่ต่างจากสัตว์เหล่าอื่น พระโมคคัลลานะนั้น เมื่อรู้ว่ากรรมของตนยังเหลืออยู่ ยังชำระไม่หมด หากหนีไป ก็จะไม่ได้นิพพาน ท่านจึงยอมให้เขาตีตาย เพื่อที่จะได้ชำระกรรมชดใช้ให้หมดเสีย ก็จะได้นิพพาน แล้วท่านก็ได้นิพพาน นี่คือ วิธีที่จะได้นิพพานจริงๆ คือ ต้องไม่หนีกรรม หากพระโมคคัลลานะ อาศัยฤทธิ์ที่ตนมี แล้วหนีคนเหล่านั้นไปตลอดชาติ ท่านก็สามารถทำได้ ไม่ยากเลย แล้วก็ตายแบบสงบด้วยโรคภัย หรือนั่งสมาธิดับขันธ์ตายสบายๆ ก็ได้ แต่นี่ทำไมท่านไม่ทำอย่างนั้น เพราะท่านรู้ว่า “กรรมหนีไม่ได้” และ “ถ้าชำระกรรมไม่หมด ก็ไม่ได้นิพพาน”

 

๓)   ลอยบุญและบาปอย่างแท้จริง

หากยังอยากได้บุญอยู่ ยังทำบุญอยู่ กรรมดีก็ไม่หมดสิ้น ก็ยังมีกรรมดีต้องเสวยบุญต่อไป ขึ้นชื่อว่ากรรมนั้น ไม่มีใครหนีได้พ้น ทั้งกรรมดีและชั่ว เช่น กรรมชั่วต้องยากจนก็หนีไม่พ้น กรรมดีต้องร่ำรวย ก็หนีความรวยไม่พ้น ไม่มีใครหนีกรรมพ้น ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือชั่ว ต้องรับกรรม ชำระกรรมจนกว่าจะหมดสิ้น ดังนั้นจึงต้องละเว้นทั้งหมด ทั้งกรรมดีกรรมชั่ว เห็นเขารับกรรมอยู่ จะไปเมตตาแล้วช่วยเขา ลงมือแก้กรรมให้เขา แทนเขาก็ไม่ได้ จำไว้ว่า กรรมของใครของมัน ถ้าเราไปช่วยแก้กรรมคนอื่น ไปช่วยคนอื่น กรรมใหม่ที่เราสร้างนั้น แม้จะเป็นกรรมดีก็ไม่มีใครรับแทนเราได้ เราต้องรับเอง นั่นหมายความว่ากรรมไม่หมด ชาติภพไม่หมดไม่จบไม่สิ้นเสียที ก็ไม่นิพพานเสียที ไม่มีใครช่วยกรรมใครได้ ทุกคนต้องช่วยตนเอง แต่สามารถสอนกันได้ บอกกันได้ ยกเว้นเราช่วยเหลือเขา เพื่อแก้กรรมตัวเอง ซึ่งเขาอาจเป็นเจ้ากรรมนายเวรของเรา ซึ่งก็คือการช่วยตัวเองนั่นเอง

โดย physigmund_foid

 

กลับไปที่ www.oknation.net