วันที่ จันทร์ เมษายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

American-America (8)


"UGLY AMERICAN" (ต่อ)
 
 
แม่ๆ แบบฉบับ "Ugly American"

อีกเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกขยาดคนอเมริกันไปอีกระดับหนึ่ง ก็คือเมื่อฉันได้ไปเป็นผู้สังเกตการณ์ร่วมอยู่กับแม่ๆ ชาวอเมริกัน ที่มาจากทั่วทุกสารทิศ ในงาน Dance Workshop ของลูกสาว ฉันได้เข้าไปเลือกที่นั่งที่ยังว่างอยู่ และก็เอากระเป๋าวางจองที่นั่งที่ติดกันกับฉัน สำหรับพ่อเจ้าประคุณสามีของฉัน ที่จะตามเข้ามาทีหลัง ทันใดนั้น ก็ได้มีแม่ "อเมริกัน" ผิวขาวคนหนึ่งเดินเข้ามานั่งในเก้าอี้ตัวถัดไป และหล่อนได้นำกล้องถ่ายรูปมาวางลงบนเก้าอี้ตัวที่ฉันได้เอากระเป๋าวางไว้ ฉันจึงกล่าวว่า "ขอโทษนะคะ เก้าอี้ตัวนี้ฉันจองไว้ให้สามี ซึ่งกำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้" ซึ่งในทันใด หล่อนก็ได้หันมาทำตาถลึงใส่ฉันและพูดว่า "เธอไม่เห็นหรือไงยะ ว่าฉันได้เอากระเป๋าเดินทางวางไว้ข้างหน้าเก้าอี้ตัวนี้ ก่อนที่เธอจะมานั่งเสียอีก" ฉันจึงได้โต้ตอบกลับไปว่า "กระเป๋าของเธออยู่ห่างจากเก้าอี้ตัวนี้ ตั้ง 3 ฟุตนะเหรอ" หล่อนขึ้นเสียงใส่ฉันทันทีว่า "เธอขยับไปไกลๆ ซะดีๆ" ฉันบอกว่าฉันมีสิทธิที่จะนั่งอยู่ตรงนี้และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องย้ายไปไหน เธอจึงได้หันไปนินทาฉันดังๆ (ต่อหน้าฉัน) ให้แม่ผิวดำคนที่นั่งข้างๆ เธอฟัง ฉันจึงได้โทรศัพท์ไปบอกให้พ่อคุณของฉันรีบเดินเข้ามาโดยเร็ว เพราะว่าฉันกำลังถูกรุมด้วยวาจาจากผู้หญิงชั้นต่ำ ชาว "Ugly American" คนหนึ่ง
 
เมื่อเห็นว่าพ่อเจ้าประคุณสามีของฉันกำลังเดินเข้ามาที่หน้าประตู ฉันจึงลุกเดินไปหา และถือโอกาสรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้กับยามผู้รักษาความปลอดภัยฟัง ซึ่งยามก็ได้บอกให้ฉันมาบอกกับเธอให้ออกไปเจรจา เธอบอกกับฉันว่าเธอจะไม่ยอมออกไปพูดกับยามหรอก แล้วก็หันมายิ้มให้กับสามีของฉัน
 
เมื่อพ่อเจ้าประคุณสามีของฉันเดินออกไปข้างนอกระยะหนึ่ง หล่อนก็ได้เดินเข้ามานั่งข้างๆ ฉัน และกล่าวคำขอโทษในสิ่งที่เธอได้กระทำกับฉัน เธอพูดกับฉันโดยมีใจความว่า "ความจริงแล้ว เธอนั้นยิ่งใหญ่กว่าฉันมาก เธอจึงควรที่จะต้องพูดจาดีๆ กับฉัน และไม่ควรที่จะมีพฤติกรรมอันน่าเกลียดดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเธอกับฉันยังจะต้องพบกันอีกหลายเพลา" ฉันเลือกที่จะไม่เจรจาใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากกล่าวคำ "ขอบคุณ" สั้นๆ
 
และหล่อนคนนั้น ก็ได้เดินไปเดินมาเพื่อถ่ายรูปลูกสาว (ผู้เป็นเด็กลูกครึ่ง ดำ-ขาว) ที่เข้ามาฝึกอบรมเช่นกัน พอลูกสาวของหล่อนได้ถูกเรียกชื่อให้ขึ้นไปเต้นโชว์บนเวที หล่อนก็ได้หันมาพูดกับฉันว่า "เธอคือลูกสาวของฉัน... เธอคือลูกสาวของฉัน" เท่านั้นไม่พอ เธอยังบอกกับฉันและสามีว่า "ยินดีด้วยค่ะ ลูกสาวของคุณก็มีพรสวรรค์มาก"
 
ฉันได้มารู้ในภายหลังว่า ลูกสาวของหล่อนนั้นเป็น Dance Scholar ที่มาจาก Broadway Studio ของเมืองนิวยอร์ก และฉันก็ได้เห็นสามีผิวดำของหล่อน (ผู้เป็นพ่อของเด็ก) ออกไปเต้นโชว์บนเวทีในช่วงของแขกรับเชิญด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ลูกสาวของหล่อนก็ยังได้เปรยให้เพื่อนๆ (รวมทั้งลูกสาวของฉัน) ฟังว่า มีหลายครั้งหลายคราที่เธอรู้สึกอับอายในพฤติกรรมของแม่ของเธอ
 
ไม่รู้หรอกนะว่าฉันยังจะต้องพบเจอกับแม่ "Ugly American" ประเภทนี้ไปอีกสักกี่ครั้งกี่ครา และแล้วความทรงจำในอดีตครั้งหนึ่งของฉันก็แจ่มกระจ่างชัดขึ้น วันนั้นเป็นวันที่ลูกสาววัยสองขวบสิบเดือนของฉัน ได้รับการสวมมงกุฏในตำแหน่ง "Little Miss Hollywood of Rhode Island 2001" หลังการเชือดเฉือนกันในรอบสุดท้ายกับเด็กหญิงชาวอเมริกัน ผู้มีผมหยิกสีบลอนซ์และนัยน์ตาสีฟ้า ซึ่งทุกคนต่างพากันเข้ามาแสดงความยินดีกับฉัน จะมียกเว้นก็เพียงแต่แม่ของหนูน้อยคนนั้น ที่มีเพียงสายตาอันเหี้ยมโหด ดุร้าย ประหนึ่งว่าแทบจะกินเลือดกินเนื้อหรือห้ำหั่นฉันให้แตกเป็นเสี่ยงๆ ไปในทันที

 
เพื่อนบ้านแบบฉบับ "Ugly American"

อเมริกันชนเป็นชาติที่มีความหวานเจี๊ยบในเรื่องของคำพูด แต่บางครั้งฉันเองก็ต้องยอมรับว่า กับคำพูดที่เคยหวานแหววนั้น การกระทำจะเป็นคนละเรื่องเดียวกันเลย
 
"เพื่อนบ้าน" ก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง ที่ฉันได้ประสพกับเหตุการณ์ด้วยตนเอง... ครั้งแล้วครั้งเล่า เรื่องมีอยู่ว่า ฉันและสามีได้ย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่บนเนินเขาที่เพิ่งจะสร้างแล้วเสร็จ เพื่อนบ้านใกล้เคียงก็ได้เข้ามาทักทายและแนะนำตัวอย่างเป็นมิตร บ้านของฉันมีสุนัขลูกชายสุดที่รักอยู่หนึ่งตัว อยู่ในวัยหนึ่งขวบเศษๆ ซึ่งเรียกว่ากำลังเป็นหนุ่มและเต็มไปด้วยความร่าเริง ส่วนเพื่อนบ้านของฉัน (ซึ่งอยู่ในพื้นที่ต่ำกว่าด้านตรงกันข้ามของถนน บริเวณทางเข้าเพื่อขึ้นเนินมาที่บ้านของฉัน) ก็มีสุนัขหนึ่งตัวซึ่งมีอายุมากแล้ว และลูกชายสุดที่รักของฉันก็ชอบวิ่งไปเล่นด้วย และแถมด้วยการถ่ายลงในบริเวณสนามหญ้าของเพื่อนบ้าน ทันใดนั้นฉันก็ได้รับโทรศัพท์จากตำรวจว่ามีเพื่อนบ้านโทรมาแจ้งให้ปรับฉันเรื่องสุนัขลูกชายของฉันได้เข้าไปถ่ายอุจจาระในบริเวณบ้านของเขา
 
ฉันเองนั้นก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ รีบโทรศัพท์ไปขอโทษเพื่อนบ้าน พร้อมกับให้เบอร์โทรศัพท์ของฉัน บอกกับเขาว่าเราเป็นเพื่อนบ้านกัน มีอะไรก็ควรที่จะพูดจากันได้ และเพื่อนบ้านก็ได้กล่าวขอบคุณ อยู่ต่อมาฉันก็ได้ต้อนรับตำรวจที่มาเยือนพร้อมกับหมายเรียกค่าปรับเรื่องปล่อยให้สุนัขเดินเล่นโดยไม่มีการจูง โดยเพื่อนบ้านของฉันได้โทรศัพท์ไปแจ้งให้ตำรวจมาดำเนินการ อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นเพื่อนบ้านคนที่เป็นสามีก็ได้มาอาสาช่วยฉันกวาดหิมะบริเวณทางเข้าบ้านหนึ่งครั้ง
 
สามปีต่อมา ฉันและครอบครัวได้ย้ายกลับมาอยู่บ้านชายหาด ซึ่งมีหาดส่วนตัวและเป็นบริเวณที่มีความเป็นส่วนตัวพอสมควร เพราะมีเพื่อนบ้านสูงวัยประเภทที่นับจำนวนคนได้เลยทีเดียว และหลายๆ คนก็ได้แสดงความเป็นมิตรทักทายถามไถ่สารทุกข์สุขดิบตามธรรมเนียม
 
เมื่อกาลเวลาผันผ่านล่วงเลยเข้ามาถึงฤดูหนาว หลังจากที่พายุหิมะได้ทับถมเข้ามาและสงบลง สามีของฉันและน้องสาวของเขา (ซึ่งได้มาพักอยู่ที่บ้านชายหาดเป็นการชั่วคราว) ได้พากันออกไปเก็บกวาดหิมะที่ทับถมอยู่บนรถยนต์ เพราะว่าทั้งสองคนจะต้องออกไปทำงานตั้งแต่เช้า เพื่อนบ้านผู้สามี ได้เดินออกมาบอกกับสามีของฉันและน้องสาวว่า ไม่ควรกวาดหิมะลงบนถนน เพราะจะทำให้รถกวาดหิมะทำงานลำบาก สามีของฉันจึงได้ตอบไปว่า "ผมจะกวาดหิมะบนรถของผม และก็ในบริเวณบ้านของผม คุณมีปัญหาอะไรหรือ"
 
และหลายวันต่อมา เจ้าสามีเพื่อนบ้านคนนั้นก็มาขอโทษกับฉัน และฝากคำขอโทษไปให้สามีของฉัน โดยเขาบอกว่าวันนั้นเป็นวันที่เขาอารมณ์ไม่ดี ซึ่งใครๆ ทุกคนก็ย่อมต้องมีวันซวยและอารมณ์เสียบ้าง ???

 
ในวันเดียวกันนั้น เพื่อนบ้านผู้ภรรยาก็ได้บอกกับฉันโดยตรงว่า วันหนึ่งฉันจะต้องทำอาหารไทยถวายครอบครัวของหล่อน เพราะว่าหล่อนชอบอาหารไทยมาก ฉันจึงได้บอกให้เธอตั้งตารอต่อไป และหลายวันต่อมาเธอก็ได้บอกให้ลูกสาวของฉันไปเก็บอุจจาระสุนัขในบริเวณบ้านของเธอ ซึ่งฉันก็ได้ตอบเธอไปว่าเธอไม่มีสิทธิที่จะมาสั่งให้ลูกสาวของฉันไปทำอะไรเช่นนั้น ต่อมาไม่นานในขณะที่ฉันกับลูกสาวอยู่บ้านกันสองคน (เพราะพ่อยอดชายของฉันยังไม่กลับจากทำงาน) เธอก็ได้โทรศัพท์มาสั่งให้ฉันเข้าไปเก็บอุจจาระสุนัขในบริเวณสนามหน้าบ้านของเธอ ซึ่งฉันก็ได้ถามเธอไปว่า เธอมีหลักฐานอะไรที่ว่าสุนัขของฉันได้ไปถ่ายในบริเวณบ้านของเธอ และฉันได้พูดต่อไปว่า พฤติกรรมของเธอนั้นได้กระทำการอันอุกอาจและน่าเกลียดมาก โดยการบอกให้ลูกสาวของฉันไปเก็บอุจจาระสุนัข และคราวนี้ก็มาสั่งให้ฉันไปเก็บอุจจาระสุนัขอีก โดยไม่มีหลักฐานใดๆ ทั้งสิ้น ว่าสุนัขของฉันได้ไปกระทำใดๆ ในบริเวณบ้านของเธอ ซึ่งพฤติกรรมของเธอดังกล่าวนั้น ส่อให้เห็นถึงการรุกรานสิทธิรวมทั้งการแบ่งแยกสีผิวที่ไม่น่าสรรเสริญ ซึ่งฉันอาจจะต้องนำความเข้าแจ้งความกับตำรวจเสียแล้ว เพราะว่าฉันนั้นถูกรุกรานสิทธิของความเป็นมนุษย์ และฉันยังพูดแถมต่อไปอีกว่า ไม่น่าเชื่อเลยว่าคนที่มีอายุมากอย่างเธอจะมีพฤติกรรมเช่นนี้
 
ในอีกไม่กี่อึดใจต่อมาก็ได้มีตำรวจหญิงคนหนึ่งมาเยือนที่บ้านของฉัน ซึ่งเธอได้บอกฉันว่า ได้มีเพื่อนบ้านของฉันโทรศัพท์ไปขอให้ตำรวจมาบอกให้ฉันไปเก็บอุจจาระสุนัขในบริเวณบ้านของเพื่อนบ้านคนนั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าก้อนอุจจาระสุนัขที่มีปรากฏในบ้านของเธอนั้นมีขนาดใหญ่กว่าขนาดอุจจาระของสุนัขของเธอซึ่งตามปกติแล้วจะมีขนาดเล็ก ตำรวจหญิงคนนั้นได้เจรจาเป็นภาษาอังกฤษแบบช้าๆ และชัดเจนมากๆ จนฉันต้องบอกให้เธอพูดภาษาอังกฤษแบบปกติก็ได้ เพราะว่าฉันนั้นสามารถสื่อสารและเข้าใจภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี และฉันก็ได้บอกกับตำรวจหญิงคนนั้นไปว่า ฉันจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยโรดไอแลนด์ นอกจากนั้นฉันก็ยังบอกกับเธอว่า ไม่มีกฏหมายหรือข้อกำหนดบทใดของสหรัฐอเมริกา ที่ให้คนอื่นเข้าไปเก็บอุจจาระสุนัขในบริเวณบ้านของเพื่อนบ้านหรอกนะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นการกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐาน ซึ่งหลังจากคุยกันพอสมควร เธอก็ได้บอกกับฉันว่าเธอจะกลับไปบอกเพื่อนบ้านของฉันว่าหล่อนไม่มีสิทธิสั่งให้คนโน้นคนนี้เข้าไปเก็บอุจจาระสุนัขในบ้านของหล่อน แล้วเธอก็จากไปพร้อมกับรอยยิ้ม

 
ในค่ำคืนก่อนวันคริสต์มาส ฉันและครอบครัวได้ออกไปทานอาหารกันข้างนอก แต่พอกลับมาถึงบ้านก็ปรากฏว่าได้มีรถยนต์ของคนอื่นมาจอดอยู่ในบริเวณที่จอดรถหน้าบ้านของฉัน และไม่เหลือที่ว่างให้ฉันสามารถจอดรถได้ เพราะว่ามีงานปาร์ตี้ของเพื่อนบ้าน สามีของฉันจึงได้โทรศัพท์ไปแจ้งเพื่อนบ้านให้บอกกับแขกของเขาให้มาเลื่อนรถที่จอดอยู่ในบริเวณบ้านของฉัน เพื่อนบ้านผู้สามีได้เดินออกมาพร้อมกับส่งเสียงดังเอะอะโวยวาย ซึ่งฉันกับลูกสาวอยู่ภายในบ้าน ได้ยินเสียงและเผลอคิดไปว่าสามีของฉันกับเพื่อนบ้านทักทายกันเสียงดังขนาดนี้เชียวหรือ พอฉันเปิดประตูเพื่อที่จะทักทาย หัวใจของฉันก็พลันแทบหยุดเต้นเมื่อพบว่าผู้ชายสองคนกำลังส่งเสียงด่าทอกันมากมาย ....รวดเร็วกว่าความคิด ฉันได้พาตัวเองออกไปนอกบ้านและบอกสามีของฉันให้หยุด ฉันได้กล่าวกับเจ้าเพื่อนบ้านผู้สามีว่า "พวกคุณไม่ดูตามาตาเรือบ้างเลยหรือ ที่ปล่อยให้แขกของคุณเข้ามาจอดรถในบริเวณบ้านของฉัน" เจ้าเพื่อนบ้านผู้สามีได้หันมากล่าวคำผรุสวาทกับฉัน เพียงแต่โชคดีที่เขายั้งไว้ทัน มีเพียงเสียง f... (ฟ...) ติดอยู่ที่ริมฝีปากเท่านั้น พ่อยอดชายของฉันจึงได้กระโดดเข้าประชิดตัวเจ้าเพื่อนบ้านคนนั้นทันที พร้อมกับกล่าวมา "มึงอย่ามาแตะต้องภรรยาของกูนะ" เจ้าเพื่อนบ้านผู้สามีจึงได้รีบวิ่งหนีเข้าบ้านไปเลยทันที และแล้วแขกของเพื่อนบ้านผู้สูงวัยคนหนึ่งก็ได้ออกมาเลื่อนรถของตนเองออกไปจอดที่อื่น
 
 
เจ้านายแบบฉบับ "Ugly American"
 
การใช้ชีวิตอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชนหรือสังคมใด หรือแม้แต่ในแวดวงของคนมีการศึกษา ก็ทำให้ฉันรู้สึกขยาดกับคนอเมริกันแทบทั้งสิ้น
 
เมื่อฉันยังทำงานในตำแหน่งนักวิจัยอยู่ที่มหาวิทยาลัยโรดไอแลนด์ และเพื่อให้เป็นไปตามกฏระเบียบ ฉันจึงได้มอบหมายให้เลขานุการของภาควิชาดำเนินการเรื่องลงทะเบียน ในการไปบรรยายในงานประชุมสัมมนาวิชาการของฉัน ซึ่งต่อมาฉันได้ติดตามถามไถ่แม่เลขาหน้าแฉล้ม ผู้มีรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ตามแบบฉบับของหญิงอเมริกัน เธอเองนั้น ทำท่าตกอกตกใจ และบอกว่า "ขอโทษนะ ฉันงานยุ่งมากไปหน่อย ก็เลยลืมลงทะเบียนให้ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เธอเอารายละเอียดมาให้ฉันอีกที แล้วฉันจะจัดการให้" ฉันบอกกับเธอไปว่า "ไม่เป็นไร แล้วฉันจะจัดการเอง เพราะว่ามันผ่านกำหนดระยะเวลาลงทะเบียนมาแล้วสำหรับผู้บรรยาย ฉันจะต้องติดต่อกับเขาโดยตรง เพื่อดูว่าฉันจะยังสามารถบรรยายในงานประชุมวิชาการได้หรือไม่"
 
และเมื่อฉันได้ติดต่อขอโทษขอโพยผู้ดำเนินการจัดประชุม เขาก็ได้ตรวจดูและพบว่า ฉันได้ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ก่อนที่จะหมดเขต ฉันถึงกับหัวเราะออกมา และบอกว่าเลขาของภาควิชาของฉันคงจะมีงานยุ่งจริงๆ ถึงกับจำไม่ได้ว่าได้ลงทะเบียนให้ฉันแล้ว
 
ฉันได้บอกกับเลขานุการของภาควิชาว่า "ฉันมีข่าวดีมาบอก เธอนั้นได้ลงทำการทะเบียนให้ฉันและอาจารย์อีกคนหนึ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขอบคุณมากค่ะ เธอนั้นคงจะมีงานยุ่งมากจริงๆ ถึงกับลืมไปเลยว่าได้ทำการลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว ขอบคุณอีกครั้งหนึ่งค่ะ"
 
ฉันได้กลับมาที่ห้องทำงานของฉัน นั่งทำงานได้ไม่นานนัก ก็มีแขกมาเยือน และแขกท่านนี้ก็มีตำแหน่งถึง "หัวหน้าภาควิชา" ซึ่งด็อกเตอร์คนนี้มีสีหน้าที่เต็มไปด้วยอารมณ์ ชี้หน้าแยกเขี้ยวใส่ฉันและตะโกนว่า "เธอนี่นะหยาบคายที่สุดกับเลขาของฉัน (You're very RUDE to my secretary!) ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเลขาคนดีของฉันได้ เธอจงจำเอาไว้ให้ดี" ฉันเองนั้นรู้สึกยังงงๆ อยู่ แต่ก็ตอบไปว่า "เกิดอะไรขึ้นคะ ฉันยังไม่เคยหยาบคายกับเลขาของคุณเลย เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า เดี๋ยวฉันจะขึ้นไปคุยกับเธอเอง"
 
และฉันจึงได้ไปหาเลขานุการคนนั้น พบว่าตาของเธอแดงๆ คล้ายกับผู้ที่ผ่านการร้องไห้มา ฉันถามเธอว่า "เด็บบี่... เกิดอะไรขึ้นหรือคะ เธอเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า" เธอบอกว่า "คุณหยาบคายกับฉันมาก" ฉันจึงได้ตอบเธอไปว่า "ฉันนะหรือหยาบคายกับเธอ ฉันได้ขึ้นมาขอบคุณเธอ และบอกกับเธอว่าเธอได้ลงทะเบียนให้ฉันไปเรียบร้อยแล้ว เธอคงจะมีงานมากจริงๆ ถึงกับลืมไปเลยว่าเธอได้ทำงานเสร็จสิ้นแล้ว ก็เท่านั้นเอง โธ่เอ๋ย หากเพียงเรื่องนี้ แล้วทำให้เธอเสียใจ ฉันขอโทษนะ อย่าโกรธฉันนะ" เธอตอบรับคำขอโทษของฉัน แล้วฉันก็ยังแหย่เธอต่อไปว่า "ไหนลองยิ้มให้ดูได้ไหม" ซึ่งเธอก็ยิ้มให้ฉัน แล้วเราก็กอดกัน
 
พอฉันกลับมาถึงห้องทำงาน ได้ลองนึกทบทวนเหตุการณ์ ก็รู้สึกว่ารับไม่ได้ จำต้องจัดการอะไรบางอย่าง
 
ฉันได้กลับไปที่ห้อง "หัวหน้าภาควิชา" ซึ่งมีเลขาคนเดียวกันนั่งอยู่หน้าห้อง ฉันเคาะประตูและได้รับคำเชิญให้เข้าไป ฉันได้บอกกับด็อกเตอร์หัวหน้าภาควิชาคนนั้นว่า ฉันใคร่ขอคุยอะไรด้วยสักหน่อย เจ้านายบอกว่า พอมีเวลาอยู่บ้าง แต่ไม่เกินห้านาทีเท่านั้น ฉันจึงบอกไปว่า เท่านั้นก็เกินพอ
 
ฉันได้บอกกับด็อกเตอร์หัวหน้าภาควิชาผู้เป็นเจ้านายคนนั้นว่า "ฉันไม่แคร์หรอกนะว่าคุณจะเป็นใคร และมีตำแหน่งหน้าที่การงานใด จะชอบหรือไม่ชอบฉันเป็นการส่วนตัวตั้งแต่สมัยที่ฉันยังเป็นนักศึกษาปริญญาเอกและคุณเคยสอนวิชาหนึ่งให้กับฉัน พฤติกรรมที่ผู้ชายอย่างคุณเอามือชี้หน้าและสำรอกใส่ฉันซึ่งเป็นผู้หญิงนั้น เป็นการกระทำที่หยาบคายมาก ไม่สามารถยอมรับได้ คุณจะต้องไม่กระทำการอันต่ำช้านี้กับฉันหรือผู้หญิงคนอื่นๆ อีกต่อไป" เจ้านายในแบบฉบับ "Ugly American" ผู้น่ารังเกียจคนนั้นได้สบตาฉัน กล่าวคำขอโทษ และสัญญาว่าเขาจะไม่มีพฤติกรรมหยาบคายและเลวร้ายนั้นอีก ไม่ว่ากับฉันหรือกับใครๆ
 
โปรเฟสเซอร์ของฉันสมัยเรียนปริญญาเอก (ซึ่งก็อยู่ในฐานะลูกน้องของหัวหน้าภาควิชาคนนี้ เพราะว่าอยู่ภายใต้ภาควิชาเดียวกัน) ได้กล่าวกับฉันว่า "ในฐานะที่ฉันเป็นลูกน้อง (โดยทางอ้อม) หัวหน้าภาควิชาคนนั้นไม่ควรที่จะมาเจรจาโดยตรงกับฉัน เขาควรที่จะไปเจรจาผ่านโปรเฟสเซอร์ผู้เป็นเจ้านายโดยตรงของฉัน และเจ้านายหัวหน้าภาควิชาคนนี้ก็เลยซวยไปหน่อยที่ได้มาพบกับด็อกเตอร์สาว ผู้มีความมั่นใจและหยิ่งทนงในความเป็นตัวของตนเอง ที่ไม่มีใครสามารถมาข้ามได้"
 
นับถึงวันนี้ ฉันได้จากภาควิชานั้นมากว่าสองปีแล้ว และฉันก็ไม่คิดที่จะต้องการได้สัมผัสกับเจ้านายแบบ "Ugly American" คนใหม่คนใด
 

To be continued....

โดย DrJoy

 

กลับไปที่ www.oknation.net