วันที่ อังคาร เมษายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อาหารแสลง??? -=By หมอแมว=-


อาหารแสลงเป็นความเชื่อทางสุขภาพขั้นพื้นฐานแต่โบราณ มีอยู่ในทุกชนชาติ โดยพูดถึงว่าหากเจ็บป่วยแบบนี้จะห้ามกินอาหารชนิดใด
ในฐานะที่ทำงานในเมืองเล็กๆ ได้ประสบกับเรื่องราวความเชื่อเหล่านี้มาพอสมควร จึงอยากแบ่งปันประสบการณ์ ทั้งที่ได้พบเจอด้วยตนเอง และจากที่มีผู้อื่นถ่ายทอดให้ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะอ่านบทความนี้ ก็ขอให้มาทำความเข้าใจกันก่อน
แม้ว่าจะทำงานเป็นแพทย์แผนปัจจุบัน แต่ผมเองก็พยายามที่จะไม่ปิดกั้นเรื่องการแพทย์แผนไทยหรือภูมิปัญญาชาวบ้าน แต่สิ่งที่ผมพบเจอในปัจจุบันและต่อต้านก็คือ “ภูมิปัญญาชาวมั่ว” ที่มักออกมาให้ความเห็นที่ดูน่าเชื่อถือ หากแต่ความจริงผิดทั้งหลักการแพทย์ทั้งแผนโบราณและแผนปัจจุบัน
ดังนั้นเมื่อทุกท่านได้อ่านบทความเนื้อหาเหล่านี้แล้ว ขอจงอย่าเพิ่งเชื่อในทันที แต่ขอให้นำไปคิดวิเคราะห์ต่อก่อนนำไปใช้ครับ

กลุ่ม ไม่แสลง แต่คิดว่าแสลง
1. ไข่
     มีคนไข้สูงอายุคนหนึ่งมารพ.ด้วยเรื่องติดแผลติดเชื้อที่แขนเรื้อรัง หลังจากรักษาไปได้ระยะหนึ่ง ก็เกิดความสงสัยว่าทำไมลุงถึงหายช้ากว่าคนไข้ทั่วๆไปแถมยังดูตัวบวมๆ ตรวจดูเรื่องอื่นๆก็ปกติ ไม่มีอาการของโรคหัวใจหรือไตที่จะมาทำให้ตัวบวม ซักถามคนไข้และญาติ ก็ไม่พบประวัติใดที่จะชี้ถึงความผิดปกติ
ด้วยความสงสัยว่าอาจจะมีปัญหาที่ซ่อนอยู่ ก็เลยตรวจเลือดเรื่องการทำงานของตับ(แม้ว่าประวัติตรวจร่างกายจะปกติก็ตาม) หลังจากผ่านไปหลายวัน ผลเลือดก็กลับมา พบว่าทุกอย่างปกติดี ยกเว้นโปรตีนในเลือดที่ชื่อโกลบูลินมีค่าต่ำมาก จึงได้ถามญาติและคนไข้ว่า ‘ได้กินไข่ขาวที่สั่งให้เพิ่มเข้าไปในมื้ออาหารหรือไม่’ ก็ได้รับคำตอบว่า “กินครบตามที่สั่ง” แต่ด้วยความสงสัยก็เลยลองถามเตียงข้างๆ คำตอบที่ได้จากเตียงรอบข้างคือ ทุกๆมื้อ เตียงนี้จะเอาไข่ที่เพิ่มเข้ามา แจกจ่ายให้เตียงรอบข้างโดยอ้างว่า “หมอสั่งไม่ให้กินไข่”
ปัญหานี้เป็นปัญหาที่พบเจอบ่อยๆในการดูแลรักษาคนไข้ในกลุ่มที่มีบาดแผลตามร่างกายและพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย
สาเหตุที่คนเชื่อว่าไข่เป็นของแสลงนั้นไม่ทราบแน่ชัด แต่ว่าที่น่าเป็นไปได้น่าจะมาจากเมื่อเรามีบาดแผลตามร่างกาย จะมีน้ำเหลือง (Serum) ออกมาตามแผล ซึ่งมีลักษณะเป็นน้ำใสๆเหนียวเล็กน้อย คนโบราณที่เข้าใจผิดคิดว่าการเป็นโรคเกิดจากการที่มีน้ำเหลือง หรือว่าร่างกายที่เป็นโรคขับของเสียเป็นลักษณะเหมือนไข่ ดังนั้นจึงห้ามกินไข่ เนื่องจากไข่ขาวมีลักษณะเหมือนน้ำเหลือง แต่ในขณะเดียวกันกลับให้กินอาหารบำรุงอย่างอื่นเช่นกลุ่มเนื้อสัตว์ได้ทั้งที่เป็นโปรตีนเหมือนๆกัน
ความจริงเมื่อเรามีบาดแผลเกิดขึ้นไม่ว่าที่ใด การที่จะหายได้เร็วก็ต้องมีสารอาหารพวกโปรตีนมาช่วยในการซ่อมแซม คนเราจะมีโปรตีนทุนสำรองอยู่ในร่างกายอยู่แล้ว(ที่ตับ)มากน้อยต่างๆกันไปโดยในผู้สูงอายุจะมีน้อยกว่า ดังนั้นเมื่อเป็นแผลก็จะหายช้ากว่า และในกรณีที่มีแผลอยู่นาน(ส่วนใหญ่นานเพราะติดเชื้อ)หรือเป็นมาก หากร่างกายไม่ได้โปรตีนทดแทนเข้าไปเพียงพอ แผลก็จะหายช้า และไปฉุดให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายที่สร้างจากโปรตีนให้อ่อนแอลง นอกจากแผลจะไม่หาย ร่างกายโดยรวมก็จะยิ่งอ่อนแอลงด้วย
สำหรับผู้สูงอายุคนนี้ หลังจากบอกญาติและคนไข้ให้เข้าใจ ก็ได้ให้ลองกินไข่ใหม่อีกครั้ง ในเวลาไม่นานตัวที่ดูบวมก็ยุบลงอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อกลับบ้านและนัดกลับมาตรวจซ้ำ ก็พบว่าแผลทั้งหมด หายสิ้นในเวลา1/2เดือน หลังจากที่แผลเคยไม่ลดขนาดลงเลยเป็นเวลาถึง3-4เดือน


2.น้ำเย็น

     แม่พาเด็กอายุ2-3ขวบมารพ.ด้วยเรื่องไข้สูง หลังจากดูอาการแล้ว ปรากฎว่าไข้สูง39.5องศา แต่เด็กดูปากคอตัวแห้ง หลังตรวจก็ได้ให้นอนในโรงพยาบาลเนื่องจากเหตุว่า มีอาการของไข้สูงและขาดน้ำ
หลังจากเข้ามาในโรงพยาบาล ก็ได้สังเกตพบว่า

ข้อแรก การเช็ดตัวค่อนข้างผิดวิธีและเช็ดน้อย

และข้อสองคือ พ่อแม่เด็กไม่ให้เด็กดื่มน้ำ!


โดยธรรมชาติเด็ก และคนป่วยไข้ จะต้องการน้ำมากขึ้นเพื่อนำไปใช้ในกระบวนการสร้างพลังงานความร้อนและการถ่ายความร้อนออกจากร่างกายทางเหงื่อ จะเห็นได้จากที่เมื่อมีไข้จะปากคอแห้งและกระหายน้ำมากขึ้น ถ้ายังจำกันได้ ตอนคุณป่วยครั้งสุดท้าย สิ่งที่คุณต้องการก็คือน้ำเย็นๆสักแก้ว.....

ใช่แล้วครับ น้ำเย็นๆ


พ่อแม่ผู้ปกครองหลายคน ยังมีความเชื่อที่ว่า ถ้าหากให้เด็กดื่มน้ำเย็นเวลามีไข้ จะทำให้อาการไข้แย่ลงไปและอาการหนักต่างๆหนักขึ้น รวมทั้งถ้าเด็กไอ จะไปทำให้เด็กไอมากๆ , หรือในบางครอบครัวมีความเข้มงวดมาก ไม่ยอมให้ลูกหลานดื่มน้ำเย็นหรือน้ำอัดลมเพราะเชื่อว่าจะไปทำให้สุขภาพไม่แข็งแรง โดยทั่วไปในกลุ่มนี้พ่อแม่ผู้ปกครองมักเอาน้ำร้อนผสมน้ำธรรมดากลายเป็นน้ำอุ่นค่อนไปทางร้อนให้เด็กป่วยดื่ม...

ผลก็ออกมาง่ายๆคือ ไม่มีเด็กคนไหนยอมดื่ม และกลายเป็นปัญหาวงจรอุบาทว์ คือ เด็กมีไข้ ต้องการน้ำ พ่อแม่ให้กินน้ำร้อน เด็กไม่กิน ก็ยิ่งขาดน้ำ....
ลองคิดสภาพเวลาเราอยู่ในอากาศร้อนๆ แล้วเอาน้ำร้อนหรือน้ำอุ่นมากกินสิครับ ว่ามันทรมานแค่ไหน เด็กที่ป่วยอยู่ ยิ่งแย่ไปกว่านั้น เพราะจะกินน้ำ น้ำก็ร้อน จะไม่กินก็หิวน้ำทรมาน
ทางแก้ไขก็คือ ให้น้ำที่เย็นพอประมาณ แต่ไม่ถึงขนาดมีน้ำแข็งลอยให้เด็กที่มีไข้ดื่ม ในกรณีที่เด็กมีอาการไอร่วมกับการขาดน้ำพอสมควร ก็ควรยอมให้ไอได้บ้าง(ไอมักแย่น้อยกว่าขาดน้ำ)จนผ่านช่วงที่มีการขาดน้ำเสียก่อนค่อยเปลี่ยนเป็นน้ำธรรมดาหรือน้ำอุ่น
สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองที่ไม่ยอมเปลี่ยนความคิด ผมเองมักขอให้ผู้ปกครองกินน้ำเหมือนกับเด็ก (เพราะเท่าที่เห็นเวลาอยู่ในตึกที่อากาศอบอ้าว ผู้ปกครองมักกินน้ำเย็นแล้วชงน้ำอุ่นให้เด็กกิน) ส่วนใหญ่มักเปลี่ยนใจยอมให้เด็กดื่มน้ำเย็นได้ในเวลาไม่ถึงวัน

3. อาหารพวกเนื้อสัตว์
เป็นที่น่าสังเกตว่าตามความเชื่อดั้งเดิม เนื้อสัตว์มักจะเป็นอาหารแสลงของคนที่มีบาดแผลสด แม้ว่าปัจจุบันความเชื่อนี้จะค่อยๆเลือนหายไปตามกาลเวลา แต่ยังพบได้บ้างในบางพื้นที่โดยเฉพาะในกรณีหญิงที่เพิ่งคลอดบุตรใหม่ๆที่มักให้กินอาหารอ่อนๆและไม่ให้กินอาหารเนื้อสัตว์ด้วยเชื่อว่าจะช่วยให้ขับน้ำคาวปลาและมีน้ำนมมาก
ปกติร่างกายของเรามีการสะสมโปรตีนอยู่ การงดเนื้อสัตว์ไม่นานมักจะไม่มีผลมากนักเพราะยังได้โปรตีนจากพืชบ้าง แต่แม้ว่าการลดอาหารเนื้อสัตว์ระยะสั้นๆจะไม่มีผลมากนัก แต่พึงระลึกไว้ว่าการสร้างเนื้อขึ้นใหม่และการสร้างน้ำนมของแม่ จำเป็นต้องได้อาหารที่พอเพียง … ดังนั้นจึงควรพิจารณาก่อนที่จะให้งดครับ

ครั้งต่อไป เราจะลองมาดู “เข้าใจว่าไม่แสลง แต่จริงๆแสลง” ครับ

โดย หมอแมว

 

กลับไปที่ www.oknation.net