วันที่ อังคาร กุมภาพันธ์ 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หนทางทวงคืนสัมปทานดาวเทียม


หนทางทวงคืนสัมปทานดาวเทียม

 

 สถานีบนพื้นโลก

ความเป็นจริงทางกฎหมายที่ไม่อาจจะปัดความรับผิดชอบ หรือปฏิเสธได้ในเวลานี้ ก็คือ กิจการ "ดาวเทียมสื่อสาร" ถือเป็นกิจการโทรคมนาคมอย่างหนึ่ง ที่อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือกทช. แม้ก่อนหน้านี้กทช. จะบอกว่า ไม่ใช่ แต่ในตัวพ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม 2544 ไม่มีแม้แต่มาตราเดียว ที่จะระบุไว้ว่า บริการสื่อสารดาวเทียม ไม่ใช่บริการโทรคมนาคม

            หากเป็นเช่นนี้ ผู้ที่จะต้องทำหน้าที่กำกับดูแลดาวเทียมสื่อสาร ก็คือ กทช. นั่นเอง แต่หากย้อนกลับไปในช่วงที่มีการเปลี่ยนสัญญาผู้ถือหุ้น ระหว่างตระกูลชินวัตร และดามมาพงษ์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในกลุ่มชินคอร์ปอเรชั่น ที่เป็นบริษัทแม่ของชินแซท เทิลไลน์ กับกองทุนทางการเงินของสิงคโปร์ หรือเทมาเส็ก โฮลดิงส์ เมื่อวันที่ 23 เดือนมกราคม 2549 ก็ไม่มีการแจ้งให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นกทช. หรือกระทรวงคมนาคมในฐานที่เป็นผู้ให้สัมปทาน ทราบแต่อย่างใด

            เท่ากับว่าผู้รับสัมปทานทำผิดสัญญามาตร 54 ของ พ...ประกอบกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่ระบุเอาไว้ว่า สัญญา หรือความตกลงใดๆ เกี่ยวกับการประกอบกิจการ และการให้บริการโทรคมนาคมตามที่คณะกรรมการกำหนด ถ้าผู้รับใบอนุญาตจะทำกับรัฐบาลต่างประเทศ, องค์การระหว่างประเทศ และบุคคล หรือนิติบุคคลที่อยู่ในต่างประเทศ รวมทั้งการแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกสัญญา หรือความตกลงดังกล่าว จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการก่อน เว้นแต่เป็นการจัดซื้อจัดจ้างตามปกติ

        นอกจากนี้ผู้รับใบอนุญาตจะต้องส่งมอบสำเนาสัญญา หรือความตกลงที่ทำกับรัฐบาลต่างประเทศ, องค์การระหว่างประเทศ และบุคคล หรือนิติบุคคล ที่อยู่ในต่างประเทศ ทุกฉบับตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนดภายใน 30 วันนับแต่วันทำสัญญา หรือความตกลงดังกล่าว เว้นแต่สัญญา หรือความตกลงเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง หรือสัญญา หรือความตกลงที่คณะกรรมการกำหนดยกเว้นไม่ต้องส่ง

 

            ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่า สัญญา หรือความตกลงใดได้กระทำขึ้น โดยไม่ได้รับความเห็นชอบตามวรรคหนึ่ง หรือมีการดำเนินการใดที่แตกต่างไปจากความเห็นชอบของคณะกรรมกการ ให้คณะกรรมการมีอำนาจสั่งให้ผู้รับใบอนุญาตดำเนินการแก้ไขตามหลักเกณฑ์ และระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนด หากผู้รับใบอนุญาตไม่ดำเนินการภายในระยะเวลา ให้ถือเป็นเหตุแห่งการเพิกถอนใบอนุญาต

            นี่เป็นกฎหมายหนึ่ง ที่ กทช. สามารถนำมาใช้ในการเพิกถอนใบอนุญาตยึดคืนสัญญาสัมปทานดาวเทียวได้ ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ ที่รัฐบาลสามารถนำมาใช้ได้ทันทีอีกด้วย

        โดยนายกสภาทนายความ เดชอุดม ไกรฤทธิ์ แนะว่า การทวงคืนดาวเทียมไทยคมจากสิงคโปร์นั้น ไทยสามารถใช้ พ...คุ้มครองความลับในราชการ ที่ระบุว่า การให้คนต่างด้าวถือหุ้น และมีอำนาจบริหารจัดการ โดยถือครองสถานีส่งสัญญาณทุกแห่ง ถือว่า เป็นการเปิดเผยความลับของชาติ ที่มีความผิดร้ายแรง สามารถทวงคืนได้ตามสัญญารวมทั้งสามารถเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงและทางอ้อม มีโทษจำคุก 10 ปี

            ทั้งนี้ สภาทนายความเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สภาความมั่นคงแห่งชาติ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และรัฐบาล แถลงการณ์ให้ประชาชนทราบในประเด็นความมั่นคงของชาติ และการซื้อขายหุ้น ทั้งทางตรงและทางอ้อม ของบริษัทผู้รับสัมปทานโทรคมนาคมจากรัฐ โดยผู้ถือหุ้นต่างชาติเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และไม่อาจทำได้ เพราะไม่ชอบด้วยกฎหมาย และรัฐไม่จำเป็นต้องกังวลว่า จะทำให้เกิดภาพลบในการเข้ามาลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศ

            ส่วนหากจะใช้กฎหมายการถือหุ้นแทนต่างชาติ หรือนอมินีในบริษัท กุหลาบแก้ว คงเป็นเรื่องยาก, ต้องใช้เวลาพิสูจน์นาน เนื่องจากการถือครองหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้น เปลี่ยนแปลงโยกย้ายได้ตลอดเวลา ที่สำคัญการตรวจสอบว่า กุหลาบแก้วเป็นการถือหุ้นแทนชาติ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ออกมานานถึง 5 เดือนแล้ว แต่ยังไม่มีอะไรคืบหน้ามากนัก

            โดยล่าสุดวันนี้ (20 ก.พ.) โฆษกคณะอนุกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนและตำรวจ ไพศาล พืชมงคล บอกว่า ที่ประชุมอนุกรรมาธิการฯ มีมติให้เชิญ พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มาชี้แจงความคืบหน้าการพิจารณาของเจ้าพนักงานสอบสวน กรณีการเป็นนอมินีของบริษัท กุหลาบแก้ว ในการประชุมวันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้ และเชิญคุณอรจิต สิงคาลวณิช สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ อดีตอธิบดีกรมพัฒนาธุริจการค้ามาร่วมสังเกตการณ์ด้วย

        ขณะที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ก็ยังออกมาย้ำว่า กรณีที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จะยึดคืนดาวเทียมไทยคมจากสิงคโปร์เป็นเรื่องที่สามารถดำเนินการได้ภายใต้ พ...ประกอบกิจการโทรคมนาคม เนื่องจากกรมพัฒนาฯ พิสูจน์แล้วว่าบริษัท กุหลาบแก้ว มีสถานะเป็นนอมินีของต่างชาติ และกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้รับให้สัมปทานด้านกิจการโทรคมนาคมจะต้องเป็นคนไทยเท่านั้น

       ทั้งนี้ในมาตรา 8 ในพ.ร.บ. ประกอบกิจการโทรคมนาคม 2544 วรรคหนึ่ง (1) ระบุไว้ว่า ผู้ขอรับใบอนุญาตแบบที่สอง และผู้รับใบอนุญาตแบบที่สาม ต้องมิใช่เป็นคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการของคนต่างด้าว และต้องมีสัดส่วนการถือหุ้นของบุคคลผู้มีสัญชาติไทยไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบเอ็ดของทุนทั้งหมดในนิติบุคคลนั้น

            รวมทั้งต้องมีกรรมการไม่น้อยกว่า สามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด และผู้มีอำนาจกระทำการผูกพันนิติบุคคลนั้น ต้องเป็นผู้มีสัญญาชาติไทยด้วย

            ในการนี้คณะกรรมการอาจกำหนดให้ผู้ขอรับใบอนุญาตสำหรับการประกอบกิจการบางลักษณะ หรือบางประเภทที่เป็นนิติบุคคลจะต้องกำหนดข้อห้ามการกระทำอื่นใดที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยบุคคลผู้ไม่มีสัญญาชาติได้อีกด้วยก็ได้

        อย่างไรก็ตาม หากจะยึดตามพ.ร.บ.นี้คงต้องระให้ศาลชี้ขาด และคงจะต้องใช้เวลาไม่ได้เรื่องง่าย และแม้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะยืนยันว่า แม้บริษัท กุหลาบแก้ว จะแก้ไขสัดส่วนการถือหุ้นเพื่อไม่ให้เป็นนอมินี ก็ไม่ถือว่าพ้นผิด เพราะความผิดดังกล่าวได้เกิดขึ้นแล้ว และไม่มีผลตามการแก้ไข พ...การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ..2542 ที่ให้โอกาสปรับตัวด้วย เพราะกรณีที่ให้ปรับตัวเป็นเงื่อนไขที่ผ่อนปรนให้กับบริษัทที่แต่เดิมไม่นับเป็นกิจการต่างด้าว แต่เมื่อปรับปรุงกฎหมายแล้วทำให้กลายเป็นต่างด้าวเท่านั้น

            นอกจากนี้ รัฐมนตรีกระทรวงไอซีที สิทธิชัย โภไคยอุดม ก็ยอมรับว่า การตรวจสอบสถานะของ กุหลาบแก้ว ว่าเป็นนอมินี ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น ไอซีทีจึงต้องหาทางอื่นเอาไว้ด้วย และการซื้อคืนหุ้นบริษัทที่ได้รับสัมปทานดาวเทียมไทยคม ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบรัฐซื้อคืน, เอกชนซื้อคืน, หรือรัฐและเอกชนร่วมทุนกันซื้อคืน น่าจะเป็นทางออกหนึ่ง

            นายสิทธิชัย บอกอีกว่า จากที่ได้พูดคุยกับตัวแทนกลุ่มเทมาเส็กฯ  ทราบว่าทางกลุ่มพร้อมจะขายหุ้นของบริษัทในกลุ่ม บมจ.ชินคอร์ปอเรชั่นคืนหากได้ราคาดี โดยผู้ที่มาซื้อจะต้องเป็นกลุ่ม หรือบุคคลที่เหมาะสม ประเด็นแรก ต้องเป็นบริษัทที่ถูกต้องตามกฎหมาย อาจเป็นเอกชนไทย หรือรัฐบาล หรือเป็นหน่วยงานของรัฐ ส่วนการสร้างดาวเทียมใหม่มาแทนคงเป็นไปไม่ได้ เพราะต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 3-4 ปี

            แต่หากต้องซื้อคืนดาวเทียมไทยคม จะต้องใช้เงินทุนประมาณ 1 หมื่นล้านบาท โดยคำนวณจากราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ทั้ง 100% ซึ่งจะต้องหาแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม แต่คงไม่ใช้เงินภาษีของประชาชน เพราะเชื่อว่า ยังมีแหล่งให้ระดมทุนอื่นๆ แต่หากจำเป็นต้องใช้เงินภาษีจากประชาชนจริง ก็ถือว่านำมาทำเรื่องที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะกับทางเศรษฐกิจ

            คำถามที่จะตามมาก็คือ ทำไมรัฐต้องนำเงินภาษีของประชาชนมาซื้อคืน,หากต้องทำเช่นนี้ จะมีกฎหมายไว้ทำไม ที่สำคัญหากเป็นเช่นนี้ อนาคตหากมีการทำสัญญาเกี่ยวกับธุรกิจต้องห้ามของต่างชาติ ให้กับภาคเอกชนไทยรับไปบริหาร เวลาผ่านไปเอกชนนำไปขายให้ต่างชาติ รัฐมิต้องนำเงินภาษีประชาชนมาไล่ซื้อคืนตลอดไปหรือ ขณะที่เอกชนผู้นั้น กลับได้รับเงินไปใช้เสวยสุขอย่างสบาย โดยไม่ต้องรับผิดชอบใดเลย …

 

 

 

โดย tonmai

 

กลับไปที่ www.oknation.net