วันที่ อังคาร เมษายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ตำราพันธุ์ไม้และสมุนไพรในคัมภีรอัล-กุรอาน


อินทผาลัม (اَلنَّخْلُ ) , (اَلنَّخِيْلُ )

 

 โดย...อาลี เสือสมิง

                   

                    “พืช” หมายถึง เมล็ดพันธุ์ไม้ พืชพันธุ์ก็ใช้ ในภาษาอาหรับเรียก ฮับบะฮฺ (حَبَّةٌ ) หรือ (حُبُوْبٌ ) หรือหมายถึง พรรณพืชทุกชนิด เรียกรวมๆ ในภาษาอาหรับว่า น่าบ๊าตฺ (نَبَاتٌ )  เรียกต้นไม้ ซึ่งหมายถึง พืชชนิดที่มีลำต้นใหญ่มีกิ่งแยกออกไปว่า ชะญะเราะฮฺ (شَجَرَةٌ )  และชาวอาหรับเรียกสมุนไพรว่า อัลอะอฺช๊าบ อัฏฏิบบียะฮฺ (اَلأَعْشَابُ الطِّبِّيَّةُ )

                    ในคัมภีร์อัลกุรอาน  มีระบุถึงพันธุ์พืชและสมุนไพรตลอดจนผลไม้อาไว้หลายชนิด  เท่าที่ตรวจทานพบมีดังนี้

                    1.  อินทผลัม (อ่านว่า อินทะผะลำ) เป็นชื่อปาล์มชนิด Phoenix dactylifera Linn ในวงศ์ Plamae ผลกินได้ ภาษาปากมักเรียกว่า อินทผาลัม ในภาษาอาหรับ เรียกว่า อันนัคลุ้ اَلنَّخْلُ  หรือ อันนะคีลฺ اَلنَّخِيْلُ  เป็นไม้ยืนต้นชอบขึ้นในเขตร้อน มีลำต้นตั้งตรงและยาว มีผลออกเป็นทะลาย ผลของมันมีรสชาติอร่อย ใช้ทำแยมและบางชนิดใช้หมัก เรียกว่า นะบีซฺ อัลบะละฮฺ نَبِيْذُاَلْبَلَحِ นักภาษาศาสตร์บอกว่า เหตุที่เรียกอินทผลัมว่า อันนะคีล เพราะมันมีรากศัพท์มาจากคำว่า นัคลฺنَخْلٌ   ซึ่งหมายถึง คัดเลือก กลั่นกรอง เพราะอินทผลัมจัดเป็นพืชยืนต้นที่มีเกียรติที่สุดในประดาพืชยืนต้นด้วยกัน

                    ในคัมภีร์อัลกุรอาน ได้กล่าวถึงเรื่องของอินทผลัมเอาไว้หลายแห่งและหลายรูปคำ กล่าวคือ ใช้คำว่า “อันนัคลุ้” اَلنَّخْلُ   10 แห่ง และใช้คำว่า “นัคลัน” نَخْلاً  1 แห่งในบทอะบะสะ อายะฮฺที่ 29, และใช้คำว่า  “อันนัคละฮฺ” اَلنَّخْلَةُ  2 แห่งคือในบทมัรยัม อายะฮฺที่ 23 และ 25, และใช้คำว่า “นะคีล” نَخِيْل  7 แห่งด้วยกัน รวม 20 แห่ง

                  อินทผลัมมีหลายสายพันธุ์และผลอินทผลัมก็มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น อัลบะละฮฺ (اَلْبَلَحُ ) ซึ่งเป็นผลอินทผลัมช่วงก่อนสุก เมื่อเริ่มเข้าสีเรียกว่า อัลบุสรุ้ (اَلْبُسْرُ ) พอเริ่มสุกเรียกว่า อัรรุฏ่อบุ้ (الرُّطَبُ ) ส่วนอินทผลัมแห้งอย่างที่วางขายทั่วไปนั้นเรียกว่า ตัมรฺ (تَمْرٌ ) ส่วนหนึ่งจากสายพันธุ์ของอินทผลัม คือ ซุกกะรีย์ (سُكَّرِي ) และอัจญ์วะฮฺ (عَجْوَة ) เป็นต้น

  

                    มี ปรากฏในอัลหะดีษซึ่งรายงานโดย อันนะซาอีย์และอิบนุมาญะฮฺ จากท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ) ว่า ท่านศาสดา (ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้กล่าวว่า “พวกท่านจงกินอินทผลัมสด (อัลบะละฮฺ) กับอินทผลัมสุกที่แห้ง (อัตตัมรฺ)...”  นักการแพทย์ชาวมุสลิมระบุว่า ที่ท่านศาสดา (ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ใช้ให้กินอินทผลัมสดกับอินทผลัมสุกที่แห้ง

                    โดย ไม่ใช้ให้กินอินทผลัมที่เริ่มเข้าสี (อัลบุสรุ้) กับอินทผลัมสุกที่แห้ง เป็นเพราะอินทผลัมสด (อัลบะละฮฺ) มีสรรพคุณเป็นของเย็นและแห้ง ส่วนอินทผลัมสุกที่แห้ง (อัตตัมรฺ) มีสรรพคุณเป็นของร้อนชื้น แต่ละชนิดจะแก้กัน เหมือนกับกินทุกเรียนซึ่งร้อนก็ให้กินมังคุดตามเพราะเป็นของเย็น ส่วนอินทผลัมที่เข้าสี (อัลบุสรุ้) นั้นมีสรรพคุณเหมือนกับอินทผลัมสุกที่แห้ง (อัตตัมรฺ) คือเป็นของร้อน อินทผลัมมีสรรพคุณร้อนค่อนข้างมาก จึงไม่เป็นการดีที่จะรวมเอาของกินที่มีสรรพคุณร้อนกับร้อนมารวมกันหรือเย็น กับเย็นมารวมกัน

                    อินทผลัม สด (อัลบะละฮฺ) มีสรรพคุณเย็นและแห้ง ทางยาแล้วมีประโยชน์ต่อปาก, เหงือก และกระเพาะอาหาร แต่ไม่ดีสำหรับอก ปอด ซึ่งมีอาการอักเสบ ย่อยยาก แต่ดูดซึมเป็นสารอาหารได้ง่าย  อินทผลัมที่เข้าสี (อัลบุสรุ้) มีสรรพคุณร้อนแห้ง ลดความชื้น ฟอกกระเพาะ แต่ทำให้ท้องผูกได้

                    มี เรื่องราวตอนที่พระนางมัรยัม (อะลัยฮิซซลาม) คลอดท่านศาสดาอีซา (อะลัยฮิซซลาม) ถูกระบุไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน บทมัรยัม อายะฮฺที่ 25 ว่า “และ เจ้าจงเขย่าต้นอินทผลัมมาทางเจ้า มันจะหล่นลงมาบนตัวเจ้า เป็นอินทผลัมที่สดมีรสอร่อย แล้วเจ้าจงกินและจงดื่ม และจงทำจิตใจให้เบิกบานเถิด”

                    การ เขย่าต้นอินทผลัมให้สะเทือนจนทำให้ผลของมันร่วงหล่นลงมา ดูจะเป็นเรื่องที่ยากเย็นยิ่งนักสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ มิหนำซ้ำยังเป็นหญิงที่เพิ่งจะคลอดบุตร แต่คำสั่งของพระผู้เป็นเจ้าในเรื่องนี้สอนให้รู้ถึงคุณค่าของความเพียร พยายาม ในการกระทำเหตุปัจจัยเสียก่อน  ส่วนผลที่จะเกิดขึ้นนั้นเป็นการเอื้ออำนวยของพระผู้เป็นเจ้า (ซ.บ)

                    นัก วิชาการระบุว่า ในผลอินทผลัมสดนั้น “มีฮอร์โมน ไบโตซีน” ซึ่งมีสรรพคุณในการทำให้บาดแผลที่มดลูกหดหรือลดขนาดลงและห้ามเลือดออกที่ มดลูกได้ นอกจากนี้อินทผลัมยังมีกลูโคส 75-87 % ฟรุกโตส 45%  และ ยังมีโปรตีนและไขมันตลอดจนวิตามินบางชนิด เช่น 10, บี 2, บี 12 และแร่ธาตุที่สำคัญ เช่น แคลเซียม, ฟอสฟอรัส, โปตัสเซียม, กำมะถัน, โซเดียม, แมกนีเซียม, โคบอลต์, สังกะสี เป็นต้น ฟรุกโตสจะแปรสภาพเป็นกลูโคสอย่างรวดเร็วและดูดซึมโดยตรงจากระบบย่อยอาหาร จึงลดอาการอ่อนเพลียและการที่ร่างกายสูญเสียน้ำและกระตุ้นการทำงานของเซลล์ สมอง ระบบประสาท เซลล์เลือดแดง และกระดูกเป็นต้น

                    อินทผลัม ยังเป็นแหล่งรวมของวิตามินหลายตัว ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการให้สารอาหาร การระงับประสาท การสร้างความชุ่มชื่น และการคลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น (โดยสรุป, เมาซูอะฮฺ อัลอิอฺญาซฺ อัลอิลมี่ย์, ยูซุฟ อัลฮัจยีอะฮฺหมัด, สำนักพิมพ์ อิบนุ ฮะญัร, (2003) หน้า 755-758)

มีรายงานจากท่านอนัส (ร.ฎ) ว่า “ท่านศาสนทูต (ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) จะละศีลอดด้วยอินทผลัมสดหลายเม็ดก่อนหน้าที่ท่านจะละหมาด...” ทั้งนี้เนื่องจากการถือศีลอด ทำให้กระเพาะอาหารว่าง เมื่อทานอินทผลัมสดเข้าไป ความหวานของอินทผลัมจะไปดูดซึมไปหล่อเลี้ยงตับและอวัยวะต่างๆ ของร่างกายให้กลับมาชุ่มชื่นขึ้นอีกครั้ง

         

                    ในนครมาดีนะฮฺ มีอินทผลัมสายพันธุ์ที่ดีที่สุดสายพันธุ์หนึ่ง เรียกว่า อัจวะฮฺ (عَجْوَةٌ ) มีรสชาติอร่อย ไม่หวานมาก มีประโยชน์ต่อร่างกายและเป็นยารักษาโรคได้ มีระบุในอัลหะดีษว่า “ผู้ใดรับประทานอินทผลัมอัจวะฮฺ 7 เม็ดในยามเช้า พิษและไสยศาสตร์ย่อมไม่ทำอันตรายผู้นั้นได้ในวันดังกล่าว” จากอัลหะดีษบทนี้ อินทผลัม  อัจวะฮฺมีสรรพคุณในการป้องการคุณไสยและพิษต่างๆ หากรับประทานเป็นประจำ จำนวน 7 เม็ด

                    อัลหะดีษอีกบทหนึ่งระบุว่า : อินทผลัมที่ดีที่สุดของพวกท่านคือ อัลบุรนี่ย์ (اَلْبُرْنِيُّ ) มันจะทำให้โรคหมดไป และไม่มีโรคร้ายในมัน (บันทึกโดย อัตตอบรอนีย์,  อัลฮากิม,  อิบนุ อัซซุนนีย์ และอบูนุอัยมฺ เป็นหะดีษฮะซัน) ดร.อับดุลลอฮฺ อับดุรร่อซฺซ๊าก อัสสะอีด ได้ทดลองเกี่ยวกับเรื่องนี้ ปรากฏว่า เชื้อโรคไม่อาจมีชีวิตอยู่ในอินทผลัมได้จริงตามที่ระบุในอัลหะดีษ

------------------------------------------------------------------------

องุ่น  (عِنَبٌ)

โดย...อาลี เสือสมิง

               ชื่อ ไม้เถาชนิด  Vitis  vinifera  Linn  ในวงศ์  Vitidaceae  ผลเป็นพวง  กินได้หรือใช้หมักทำเหล้า  เรียกเหล้าองุ่น  ในภาษาอาหรับเรียก  “องุ่น”  ว่า  อินะบุน  (عِنَبٌ)  มีรูปพหูพจน์ว่า  อะอฺนาบุน  (أعْنَابٌ )  คำว่า  “อินะบุน”  ถูกกล่าวในคัมภีร์อัลกุรอาน 2 แห่งคือ  ในบท  อัลอิสรออฺ  อายะฮฺที่ 91  และบทอะบะซะ  อายะฮฺที่  28  ส่วนคำว่า  “อะอฺนาบุ้”   ถูกกล่าวไว้  9  แห่งด้วยกัน   รวมทั้งหมด  11 แห่ง   ในจำนวนนี้มีอยู่ 6 แห่งที่พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ)   ทรงระบุเรื่อง  “องุ่น”   ไว้เกี่ยวกับบรรดาความโปรดปรานของพระองค์ที่ทรงประทานให้กับมวลบ่าวของ พระองค์ในโลกนี้และในสวนสวรรค์

               ท่าน อิบนุ อัลก็อยยิม (ร.ฮ)  กล่าวว่า :  องุ่นเป็นผลไม้ที่ประเสริฐสุด   มีประโยชน์ที่สุด  รับประทานได้ทั้งสด  แห้ง  เขียว  และสุก  เป็นผลไม้ที่ร่วมกับผลไม้ต่างๆ  เป็นอาหารพร้อมกับอาหารหลัก  เป็นแกงพร้อมกับน้ำแกงอื่น  เป็นยาพร้อมกับบรรดายาทั้งหลาย  เป็นเครื่องดื่มร่วมกับเครื่องดื่มต่างๆ มีธรรมชาติเหมือนกับธัญพืช คือ ร้อนและเย็น

             องุ่น ที่ดีคือ องุ่นผลใหญ่ น้ำมาก  องุ่นขาวดีกว่าองุ่นดำ  เมื่อมันมีรสหวานเท่ากัน  ผลองุ่นที่ถูกเด็ดและปล่อยไว้ 2 วันหรือ 3 วัน ย่อมดีกว่าผลองุ่นที่ถูกเด็ดในวันแรก  องุ่นมีสรรพคุณดีต่อท้อง  ทำให้ถ่ายง่าย  องุ่นที่ติดอยู่กับต้นจนเปลือกลีบ ดีสำหรับการบริโภคเป็นอาหาร ทำให้ร่างกายแข็งแรง  สารอาหารขององุ่นมีสรรพคุณเหมือนกับมะเดื่อและลูกเกด  แต่การกินองุ่นมากๆ  อาจทำให้ปวดศีรษะได้  ให้กินทับทิมหรือกล้วยแก้

               สรรพคุณ ขององุ่นทำให้อารมณ์ดีและทำให้มีน้ำมีนวล  ถือเป็นราชาผลไม้หนึ่งในสามชนิด คือ องุ่น, อินทผลัม และมะเดื่อ  (ซาดุ้ลม่าอ๊าด ฟี ฮัดยิค็อยริ้ลอิบ๊าด, อิบนุ อัลก็อยยิม เล่ม 3 หน้า 284)  มีรายงานระบุว่า  ท่านศาสดา  (ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)  ชอบรับประทานองุ่นและแตงโม

               เมล็ดองุ่นมี  OPC  (Oligomericproanthocyanidins)  ซึ่งเป็นสารที่จัดอยู่ในกลุ่ม  ไบโอฟลาโวนอย1ด์  ที่มีมากในพืช  กล่าวกันว่า  โอพีซี มีฤทธิ์เป็นสารล้างพิษที่ดีกว่า  ไวตามินซี และไวตามินอี  ถึง  50  เท่าในการกำจัดสารพิษที่เกิดภายในเนื้อเยื่อทั่วไปและในเนื้อเยื่อไขมัน

               นอก จากนี้ยังมีคุณสมบัติในการล้างผนังหลอดเลือดให้สะอาด  เพื่อให้เลือดไหลไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้สะดวกและคล่องตัว  โดยเฉพาะที่สมองและปลายมือ  ปลายนิ้ว   แถมยังมีผู้อ้างว่า  สาร โอพีซี  ป้องกันบอดตาไส อันเกิดจากความเสื่อมของประสาทรับแสงที่จอภาพด้านหลังของลูกตาได้ด้วย  นอกจากนี้  สารโอพีซี  จะมีอยู่ในเปลือกขององุ่นแดงเป็นส่วนใหญ่ มีสรรพคุณป้องกันโรคหัวใจอีกด้วย  (นายแพทย์สุวัฒน์ จันทร์จำนง,  อาหารกับสุขภาพ  (2547)  สำนักพิมพ์สุขภาพใจ หน้า 103-104)

               เมล็ด องุ่นมีสรรพคุณมากขนาดนี้ คราวหน้ากินองุ่นอย่าบ้วนเม็ดองุ่นทิ้งเสียล่ะ เคี้ยวไปกับเนื้อองุ่นเลย ขมหน่อยฝาดนิดแต่มีประโยชน์นะ  จะบอกให้

------------------------------------------------------------------------

มะกอก (زَيْتُوْن)

โดย...อาลี เสือสมิง

 

              

มะกอก (زَيْتُوْن ) ชื่อไม้ต้นขนาดใหญ่ Spondias pinnata Kurz ในวงศ์ Anacardiaceae ใบอ่อนมีรสเปรี้ยว ใช้เป็นผักดิบ ผลขนาดลูกหมากดิบ เมื่อสุกมีรสเปรี้ยวเจือฝาดใช้ปรุงอาหาร รากและเมล็ดใช้ทำยาได้, มะกอกบ้าน หรือมะกอกป่า ก็เรียก

               มะกอกฝรั่ง  ชื่อไม้ต้นขนาดใหญ่ชนิด  Spondias cytherea Sonn ในวงศ์  Anacardiaceae ผลใหญ่ เนื้อหนากรอบ กินดิบๆ ได้

               มะกอก น้ำ ชื่อไม้ต้นขนาดใหญ่ชนิด Elaeocarpus hygrophilus Kurz ในวงศ์ Elaeocarpaceae มักขึ้นริมน้ำ ผลเล็กรี รสเปรี้ยวฝาด ใช้ดองเป็นอาหาร

 

               ชาวอาหรับเรียกมะกอกรวมๆ ว่า “ซัยตูน” (زَيْتُوْن ) ซึ่งมาจากคำว่า ซัยตฺ (زَيْتٌ ) คำว่า “ซัยตฺ” ยังหมายถึง น้ำมันที่สกัดจากมะกอกหรือน้ำมันพืชโดยทั่วไป เช่น ซัยตฺซัยตูน (น้ำมันมะกอก), ซัยตฺซุรเราะฮฺ (น้ำมันข้าวโพด) และซัยตฺอันนัคละฮฺ (น้ำมันปาล์ม) เป็นต้น

               คำ ว่า “ซัยตฺ” ถูกระบุไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน 1 แห่งในบทอันนู๊ร อายะฮฺที่ 35 มีใจความว่า: อัลลอฮฺทรงเป็นดวงประทีปแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน อุปมาดวงประทีปของพระองค์เสมือนดังช่องตามผนังที่มีตะเกียงอยู่ภายใน ตะเกียงนั้นอยู่ในโคมแก้ว อันโคมแก้วนั้นประหนึ่งดังดวงดาวที่ประกายแสงมลังมเลือง โดยมันถูกจุดขึ้นจาก (น้ำมัน) ของต้นไม้ที่มีความจำเริญ คือ ต้นมะกอก มันมิได้อยู่ทางตะวันออก และมิได้อยู่ทางตะวันตก น้ำมันของมันแทบจะประกายแสงออกมา แม้นว่าไฟมิได้สัมผัสมันก็ตาม..”

 

               ที่ ว่า ต้นมะกอกไม่ได้อยู่ทางตะวันออก และมิได้อยู่ทางตะวันตกนั้น เพราะมันเป็นไม้ยืนต้นที่ขึ้นอยู่ในเขตทะเลทรายของดินแดนกึ่งกลางของโลกตาม แผนที่ ความร้อนและแสงแดดได้แผดเผาผลมะกอกจนสุกงอม และน้ำมันที่สกัดจากผลมะกอกนั้นก็ใสสะอาด  ความใสสะอาดของน้ำมันมะกอกเกือบจะประกายแสงออกมาในตัวมันเอง แม้ ว่าจะไม่ได้เอาไฟไปจุดให้มันลุกโพลง ความของอายะฮฺนี้เป็นการอุปมาอุปมัยความบริสุทธิ์แห่งหลักคำสอนของอิสลามที่ พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ) ทรงประทานให้กับเหล่ามวลบ่าวนอกเหนือจากความมหัศจรรย์ของต้นมะกอกและน้ำมัน ของมัน

 

               ส่วน คำว่า “อัซซัยตูน” นั้นถูกระบุไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน 6 แห่งด้วยกัน ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวของสวนผลไม้ที่มีผลไม้หลากชนิด และกล่าวถึงผลไม้ในสวนสวรรค์ พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ) ทรงสาบานด้วยมะเดื่อและมะกอกในบทอัตตีน อายะฮฺที่ 1 ซึ่งนักวิชาการอธิบายว่าการสาบานด้วยมะเดื่อและมะกอกเป็นนัยระบุถึง ภูเขามะกอกเทศ ในดินแดนปาเลสไตน์ ซึ่งเป็นนิวาสถานของท่านศาสดาอีซา (อะลัยฮิซซลาม)

               ทั้ง นี้นับแต่สมัยโบราณเมื่อหลายพันปีก่อน  ดินแดนปาเลสไตน์มีการเพาะปลูกมะกอกและมะเดื่อ  มีหลักฐานยืนยันว่า ชาวยะบู๊ส ซึ่งเป็นชาวคะนาอัน (กันอาน) เป็นกลุ่มชนรุ่นแรกๆ ที่ทำการเพาะปลูกมะกอก มะเดื่อ และองุ่น ในดินแดนนี้ และยังรู้จักการสกัดน้ำมันจากผลมะกอกอีกด้วย

 

               มี อัลฮะดีษระบุว่า  “พวกท่านจงรับประทานมะกอกและทาด้วยน้ำมันมะกอกเพราะ น้ำมันมะกอกนั้นมาจากต้นไม้ที่จำเริญ” (จากท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ (ร.ฎ) บันทึกโดย อัตติรมิซีย์และ อิบนุมาญะฮฺ) และอีกบทหนึ่งระบุว่า “พวกท่านจงทำน้ำแกงด้วยผลมะกอก (หรือน้ำมันมะกอก) และทาด้วยน้ำมันมะกอก เพราะมันมาจากต้นไม้ที่จำเริญ” (จากท่านอิบนุ อุมัร (ร.ฎ) บันทึกโดย อัลบัยฮะกีย์ และ อิบนุมาญะฮฺ)

               ท่าน อิบนุ  อัลก็อยยิม (ร.ฎ) ระบุว่า  มะกอกมีสรรพคุณร้อน  น้ำที่ถูกคั้นจากผลมะกอกสุกถือว่ามีประโยชน์มาก ผลสีดำมีสรรพคุณล้างพิษและเป็นยาระบาย ขับพยาธิ และชะลอความแก่ น้ำผลมะกอกที่ผสมเกลือจะบรรเทาอาการพุพองของแผลที่เกิดจากไฟไหม้  ทำให้เหงือกแข็งแรง  ใบมะกอกมีสรรพคุณแก้ผื่นผดคัน  งูสวัด เริม  และห้ามเลือด (ซาดุ้ลมะอ๊าด, อิบนุ อัลก็อยยิม 3/272)     

               นักการ แพทย์สมัยใหม่ได้วิจัยถึงสรรพคุณของมะกอกและน้ำมันมะกอก พบว่า  การบริโภคอาหารของพลเมืองรอบๆ เขตทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (ยุโรปตอนใต้-แอฟริกาเหนือ-เอเชียน้อย)  ที่มีส่วนผสมของมะกอกและน้ำมันมะกอกมีอัตราของผู้ป่วยด้วยโรคเส้นเลือดหัวใจ ตีบมีน้อยกว่าในภูมิภาคอื่นๆ ผลการวิจัยยังพบอีกว่า  น้ำมันมะกอกสามารถลดปริมาณคลอเรสเตอรอลในเลือด และมีผลป้องกันโรคมะเร็งในเต้านมสำหรับสตรีที่รับประทานน้ำมันมะกอกเป็น ประจำอีกด้วย

----------------------------------------------------------------------

มะเดื่อ (اَلتِّيْنُ)

โดย...อาลี เสือสมิง

 

               ชื่อ ไม้ต้นหลายชนิดในสกุล Ficus วงศ์ Moraceae เช่น มะเดื่อปล้อง (F.racemosa Linn.) มะเดื่ออุทุมพร หรือ มะเดื่อชุมพร (F.racemosa Linn.)    ใบเกลี้ยง ผลกินได้  มะเดื่อกวาง หรือลิ้นกระบือ (F.callosa Willd.) ใบแข็งหนา  ชาวอาหรับเรียก “มะเดื่อ” ว่า “อัตตีน” (اَلتِّيْنُ) หรือ “ตีน” (تِيْنٌ) ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคำว่า “ตีน” ในภาษาไทยแต่อย่างใด

               ใน คัมภีร์อัลกุรอาน มีอยู่บทหนึ่งเรียกว่า บทอัตตีน เพราะในอายะฮฺแรกจากบทนี้ พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ) ทรงสาบานด้วยกับมะเดื่อ แสดงว่าผลไม้ชนิดนี้มีความสำคัญอยู่มิใช่น้อย นักอรรถาธิบายอัลกุรอานระบุว่า “อัตตีน” (มะเดื่อ) ก็คือ ผลไม้ที่เรารับประทานกันอยู่นั่นเอง

               ท่าน อิบนุ อัลเญาซีย์ (ร.ฮ) กล่าวว่า : เหตุที่พระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ) ทรงสาบานด้วยผลมะเดื่อนั้น เพราะว่า ผลมะเดื่อเป็นผลไม้ที่บริสุทธิ์จากสิ่งเจือปนที่ทำให้ระคายคอหรืออึดอัดจน หายใจไม่ออก (กล่าวคือ กินแล้วสบายคอ โล่งคอ) และหนึ่งผลของมะเดื่อก็พอดีคำ

               มี เรื่องเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำว่า “อัตตีน” และ “อัซซัยตูน” ที่ถูกระบุเอาไว้ในบท   อัตตีน นักวิชาการอธิบายว่า อัตตีน เป็นชื่อของมัสยิดที่นครดามัสกัส และอัซซัยตูน เป็นชื่อมัสยิดที่นครบัยตุ้ลมักดิส (กรุงเยรูซาเล็ม) บ้างก็ว่า อัตตีน คือ มัสยิดที่ท่านศาสดานัวฮฺ (อะลัยฮิซซลาม) สร้างบทภูเขาญูดีย์ บ้างก็ว่า เป็นชื่อของภูเขาในผืนแผ่นดินชาม (ซีเรีย)

               แต่ ท่านอิบนุ ญะรีร (ร.ฮ) กล่าวว่า : ที่ถูกต้องคือ อัตตีน นั้นหมายถึง ผลไม้ที่ถูกรับประทาน และอัซซัยตูน ก็คือ ผลไม้ที่ถูกสกัดน้ำมันของมันออกมา”  กล่าวคือ อัตตีน ก็คือ ผลมะเดื่อ และซัยตูน ก็คือ มะกอกนั่นเอง

               ชัย คฺ  มุฮัมหมัด   มะฮฺมูด   อับดุลลอฮฺ   มีความเห็นว่า  “การสาบานในคัมภีร์อัลกุรอานจะมีรายงานมา 2 ชนิด ลางทีก็เป็นเพราะความประเสริฐ ลางทีก็เป็นเพราะคุณประโยชน์ และการสาบานด้วยมะเดื่อและมะกอกนั้น มีระบุมาเนื่องด้วยคุณประโยชน์สำหรับมนุษย์

               ผล ไม้ทั้งสองเป็นทั้งเครื่องดื่ม, อาหาร, ยารักษาโรค และแกงที่ใช้จิ้ม การกล่าวผลไม้ทั้งสองคู่กันเพื่อบ่งถึงสรรพคุณที่สมบูรณ์ มะเดื่อคู่กับมะกอกเป็นอาหารที่สมบูรณ์แบบโดยมนุษย์สามารถหยิบกินตามที่เขา ต้องการทั้งอาหาร, ไวตามินและแร่ธาตุ

               มนุษย์ รู้จักมะเดื่อมาแต่โบราณ และปลูกมะเดื่อมามากกว่า 4,000 ปีมาแล้ว มะเดื่อถูกระบุไว้ในคัมภีร์เตารอตและคัมภีร์อินญีล เป็นไม้ยืนต้นที่แพร่หลายในเขต  เมดิเตอร์เรเนียน โสเครติสและโฮมิรุส ต่างก็กล่าวถึงมะเดื่อ  และพลาโต้ก็ชอบรับประทานผลมะเดื่อเป็นอันมาก  ด้วยเหตุนี้จึงเรียกผลมะเดื่อว่า “มิตรของนักปรัชญา”

               พวก ฟินิเชียนก็นิยมใช้ผลมะเดื่อเป็นอาหารและยารักษาโรค และพวกอิยิปต์โบราณก็ใช้ผลมะเดื่อในการรักษาอาการเจ็บปวดของกระเพาะอาหาร ท่านอิบนุ ซีนา ย้ำว่า มะเดื่อมีประโยชน์เป็นอันมากสำหรับสตรีมีครรภ์และสตรีที่กำลังให้นมทารก  ส่วนอัรรอซียฺ กล่าวว่า : มะเดื่อจะมีสรรพคุณลดกรดในร่างกายและขจัดผลข้างเคียงของกรด

               ท่าน อัลมุ่วัฟฟักฺ อัลบัฆดาดีย์ กล่าวว่า : ผลมะเดื่อให้สารอาหารมากที่สุดในบรรดาผลไม้ด้วยกัน มีสรรพคุณทำให้อารมณ์อ่อนโยน ดับกระหาย บรรเทาอาการไอเรื้อรัง และทำให้ปัสสาวะคล่อง การรับประทานผลมะเดื่อขณะท้องว่างมีผลดีในการเปิดหลอดอาหาร

ท่านอิบนุ อัลก็อยยิม กล่าวว่า : “ผลมะเดื่อที่ดีที่สุดคือ ชนิดที่มีเปลือกสีขาว มีสรรพคุณขับก้อนนิ่วในไตและทางเดินปัสสาวะและลดอาการเป็นพิษ มะเดื่อเป็นผลไม้ที่ให้สารอาหารมากที่สุด มีประโยชน์ต่ออาการเจ็บคอและหน้าอก ล้างตับและม้าม...”

               ผล มะเดื่ออุดมด้วยไวตามินต่าง  โดยเฉพาะ B1 ,  B2 และ C  และแคโรตีนของไวตามิน A และยังมีแร่ธาตุที่สำคัญ อาทิเช่น  เหล็ก , แคลเซียม และทองแดง  แร่ธาตุเหล่านี้มีประโยชน์ต่อเซลล์ในร่างกายและการฟอกเลือด มีประโยชน์สำหรับคนที่ขาดเลือด  นอกจากนี้ผลมะเดื่อยังมีเปอร์เซ็นต์ของน้ำตาลระหว่าง 18-30 % ตามความสดและแห้ง  ผลมะเดื่อสดปริมาณ 100 กรัม  ให้พลังงาน 70 แคเลอรี  ถึง 267 แคเลอรี่ เมื่อเทียบกับผลมะเดื่อแห้ง

               ด้วย เหตุนี้ผู้ที่รับประทานผลมะเดื่อจะมีกำลังวังชาและทนต่อความหนาวได้เป็น อย่างดี  ในปัจจุบันมีผลงานวิจัยเกี่ยวกับสรรพคุณทางยาของผลมะเดื่อออกมามากมาย  แต่ดูเหมือนว่า ในบ้านเรา (เมืองไทย) ไม่ค่อยได้รับข้อมูลดังกล่าว  อีกทั้งผลมะเดื่อก็เป็นผลไม้ที่หายากในบ้านเรา  บางคนไม่รู้จักเสียด้วยซ้ำไป  คนที่เคยไปทำฮัจญ์หรืออุมเราะฮฺ ก็มักจะซื้อติดไม้ติดมือมาฝาก  นั่นแหล่ะถึงจะได้กินกัน  ของดีก็หายากอย่างนี้แหล่ะ  เป็นธรรมดา

------------------------------------------------------------------------

ทับทิม (اَلرُّمَّانُ)

 โดย...อาลี เสือสมิง

 

 

  

       

ทับทิม  ชื่อไม้พุ่มชนิด Punica granatum Linn. ในวงศ์ Punicaceae เนื้อที่หุ้มเมล็ดสีแดงใสคล้ายพลอยทับทิม กินได้ เปลือกของต้น ของผล และของราก ใช้ทำยาได้ ชาวอาหรับเรียก “ทับทิม” ว่า “อัรรุมมาน” (اَلرُّمَّانُ) ผลเดียวเรียกว่า รุมมานะฮฺ (رُمَّانَةٌ ) เดิมที “ทับทิม” เป็นไม้ผลยืนต้นที่ขึ้นในอิหร่าน, เอเชียน้อย และภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียนทั่วไป ภายหลังต้นไม้ชนิดนี้ก็แพร่หลายไปทั่วโลก

              ใน คัมภีร์อัลกุรอาน  ได้ระบุเรื่องของ “ทับทิม” เอาไว้ 3 แห่งด้วยกัน คือ ในบท อัลอันอาม อายะฮฺที่ 99 และอายะฮฺที่ 141 และบทอัรเราะฮฺมาน อายะฮฺที่ 68 ซึ่งถูกระบุว่าเป็นผลไม้ในสวรรค์ “ทับทิม” เป็นผลไม้ที่ผู้คนในสมัยโบราณรู้จักมาแต่เก่าก่อน พวกอิยิปต์โบราณใช้ทับทิมในการรักษาคนป่วย

               นัก วิชาการระบุว่า แหล่งกำเนิดของทับทิมอยู่ในเขตตะวันตกเฉียงใต้ของเอเชีย และทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของชมพูทวีปและจาก  ชมพูทวีป (อินเดีย) ทับทิมก็เข้ามาแพร่หลายในอิหร่าน ต่อมาก็แพร่หลายสู่ภูมิภาคแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและอิยิปต์และเข้าสู่ ยุโรปในยุคต่อมา

              ท่านอิบนุ อัลก็อยยิม (ร.ฮ) ระบุว่า :  ความ หวานของทับทิมมีผลดีต่อกระเพาะอาหาร ทำให้กระเพาะอาหารแข็งแรง  มีประโยชน์ต่อลำคอ, อกและปอด  ดีสำหรับอาการไอเรื้อรัง  น้ำของผลทับทิมเป็นยาระบายอ่อนๆ และดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย  ช่วยให้มีความจำดี แต่ไม่เหมาะสำหรับคนที่มีไข้ตัวร้อน  กรดที่ได้จากน้ำทับทิมมีประโยชน์ต่อกระเพาะที่มีอาการอักเสบ ทำให้ปัสสาวะคล่อง  บรรเทาอาการดีซ่าน  และหยุดอาการท้องเสียได้ชะงัด  และหยุดอาการอาเจียนคลื่นไส้  และทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง...”

              ทับทิม มี 3 ชนิด คือ ชนิดหวาน , เปรี้ยว และอมเปรี้ยว  ทับทิมชนิดหวานมีน้ำตาลประมาณ 7-10 % มีน้ำ 81% โปรตีน 0.6% ไขมัน 0.3% มีไฟเบอร์หรือใยอาหาร 2% และมีแร่ธาตุจำพวกเหล็ก, ฟอสฟอรัส, กำมะถัน, แคลเซียม, โปตัสเซียมและแมงกานีส และมีไวตามิน C ค่อนข้างมาก สำหรับผลทับทิมที่มีรสเปรี้ยวจะมีเปอร์เซ็นต์ของน้ำตาลไม่มาก แต่มีกรดมะนาวสูงถึง 2% ซึ่งถือว่าในผลทับทิมมีมากกว่าในมะนาวเอง เมล็ดของทับทิมชนิดนี้มีโปรตีน 9% และไขมัน 7%

               เปลือก ภายนอกของผลทับทิมมี Tannic Acide จึงนิยมเอาเปลือกทับทิมแห้งมาบดละเอียดเป็นยาแก้ท้องเสียและอาการเป็นบิด และบรรเทาอาการเลือดออกในระบบย่อยอาหาร บางทีก็ใช้เปลือกต้มสุกเพื่อบรรเทาอาการที่ว่านี้เหมือนกัน เปลือกของผลทับทิมยังมีสรรพคุณในการขับพยาธิ เพราะเปลือกทับทิมมีสารเพลลิเธียรีน(Peletierine)

              นอก จากนี้ยังนิยมใช้เปลือกทับทิมเป็นส่วนผสมในการทำให้สีคงทน  และใช้ในการฟอกหนังสัตว์  และการย้อมผิวร่วมกับเฮนน่าอฺ (เทียน)  เปลือกของส่วนรากทับทิมก็มีสรรพคุณในการขับพยาธิและบรรเทาอาการท้องเสีย  ดอกทับทิมที่นำมาต้มสุกก็มีสรรพคุณที่ว่าเช่นกัน  และมีสรรพคุณแก้โรคเหงือก  เช่น เหงือกบวม รำมะนาด เป็นต้น

              น้ำทับทิมคั้นจากทับทิมชนิดที่มีรสเปรี้ยว ช่วยป้องกันอาการเท้าและข้อบวมอักเสบ และป้องกันการเป็นก้อนนิ่วในไต ผล ทับทิมมีสารกระตุ้นทำให้มีความกระชุ่มกระชวย บำรุงหัวใจและระบบประสาท มีประโยชน์สำหรับผู้มีอาการประสาทอ่อนๆ เมื่อนำเอาน้ำทับทิมหยอดจมูกหรือผสมกับน้ำผึ้งจะช่วยรักษาอาการเยื่อโพรง จมูกอักเสบและทำให้ทางเดินหายใจสะอาดและดีสำหรับอาการจามเนื่องจากหวัดและมี น้ำมูก

 -----------------------------------------------------------------------

 พุทรา (السِّدْرُ  ) 

โดย...อาลี เสือสมิง

 

              พุทรา  ชื่อไม้ต้นชนิด  Zizyphus mauritiana Lamk. ในวงศ์ Rhamnaceae กิ่งมีหนาม ผลมีทั้งกลมและรี พายัพและอีสานเรียก กะทัน ทัน หรือหมากทัน  ในภาษาอาหรับเรียกต้นพุทรา ว่า  อัซซิดรุ้ (السِّدْرُ ) และเรียกลูกพุทรา ว่า อันนับกุ้ (النَّبْقُ ) หรือ อันนิบกุ้ (النِّبْقُ ) หรืออันนะบัก (النَّبَقُ ) และต้นพุทราต้นเดียวเรียกว่า  อัซซิดเราะฮฺ (السِّدْرَة )

              คำว่า ซิดริน (سِدْرٍ ) ถูกระบุไว้ในคัมภีร์อัลกุรอาน 2 แห่ง คือ ในบทสะบะอฺ    อายะฮฺที่ 16 และในบท อัลวากิอะฮฺ อายะฮฺที่ 28  ซึ่งกล่าวถึง “ชาวขวา” (อัศฮาบุ้ลยะมีน) ที่อยู่ภายใต้ร่มเงาของต้นพุทราที่ไร้หนามในสวนสวรรค์ และคำว่า ซิดเราะฮฺ (سِدْرَةٌ ) ถูกระบุไว้ 2 แห่ง คือ ในบทอันนัจญมุ้ อายะฮฺที่ 14 และอายะฮฺที่ 16 ซึ่งกล่าวถึง ซิดเราะฮฺ อัลมุนตะฮา (سِدْرَةُ الْمُنْتَهٰى ) อันเป็นต้นไม้ในสวรรค์ชั้น อัลมะอฺวา (جَنَّةُالْمَأوٰى

              ซึ่งท่านศาสดามุฮำมัด (ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ยลโฉมที่แท้จริงของท่านญิบรีล (อะลัยฮิซซลาม) ณ ต้นไม้นี้

เมื่อครั้งที่ท่านเดินทางขึ้นสู่ชั้นฟ้าเบื้องบน (อัลมิอฺรอจฺญ์) ผลของต้นไม้นี้ใหญ่ขนาดโอ่งที่ปั้นจากเมือง ฮิจรฺ ใบของมันใหญ่ขนาดใบหูของช้าง  มีแม่น้ำ 4 สายไหลออกมาจากเบื้องใต้ 2 สาย เป็นแม่น้ำภายในและอีกสองสายเป็นแม่น้ำภายนอก คือ   แม่น้ำไนล์ และฟุร๊อต (ยูเฟรติส)

              ท่านอัลบุคอรีย์และมุสลิมระบุเรื่องนี้เอาไว้ ท่านอิบนุ กะซีร (ร.ฮ) ได้เล่าจากท่าน กอตาดะฮฺ (ร.ฮ)  ว่า :

              “พวกเราเคยพูดคุยถึงต้นพุทราที่ไร้หนาม (ซิดริน มัคฎู๊ด) ส่วนพุทราในโลกนี้มีหนามและมีผลน้อย”

              ท่าน ฮาฟิซฺ อัซซะฮฺบีย์ (ร.ฮ) กล่าวว่า : การอาบน้ำด้วยพุทราจะทำให้ศีรษะสะอาดหมดจดยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด และจะดับความร้อน และท่านศาสดา (ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ระบุถึงพุทราในการอาบน้ำศพ

              อันนะบะกุ้ (النّبق ) คือ ผลของพุทรา  มีลักษณะคล้ายผลซะอฺรู๊ร (الزَّعْرُوْرُ ) รับประทานแล้วทำให้อารมณ์เป็นปกติ  และเคลือบกระเพาะอาหาร  ท่านอิบนุ อัลก็อยยิม (ร.ฮ) กล่าวว่า “ผลของพุทรามีประโยชน์ในการบรรเทาอาการท้องเสีย และบรรเทาอาการดีซ่าน บำรุงร่างกายทำให้เจริญอาหาร...”

              ผล พุทรามีรสหวาน กลิ่นหอม ส่วนประกอบที่สำคัญในผลพุทราคือ น้ำตาลขององุ่นและฟรุกโตส และกรดพุทรา (Acide Zizyphique) เป็นยาระบาย ลดอาการไข้ตัวร้อน ขับเสมหะ มีประโยชน์สำหรับผู้ที่ออกหัด และกระเพาะเป็นหนอง ใบพุทราต้มสุกแก้ท้องเดินและขับพยาธิ ทำให้รากผม ขนแข็งแรง และมีสรรพคุณในการรักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจและปอด

------------------------------------------------------------------------

น้ำเต้า (اَلدُّبَّاءُ)

โดย...อาลี เสือสมิง

             น้ำเต้า  ชื่อไม้เถาล้มลุกชนิด Lagenaria siceraria Standl ในวงศ์ Cucurbitaceae อยู่ในจำพวกฟักแฟง ผลกินได้ เมื่อแก่แห้งใช้เป็นภาชนะได้

ชาวอาหรับเรียกน้ำเต้าเอาไว้หลายชื่อ เช่น อัดดุบบาอฺ (اَلدُّبَّاءُ )  อัลกอรอุ้ (اَلْقَرْعُ ) และอัลยักฏีน (اَلْيَقْطِيْنُ )

              ในคัมภีร์อัลกุรอาน กล่าวถึง “น้ำเต้า” โดยใช้คำว่า “يَقْطِيْن ” โดยระบุเอาไว้ในบท อัซซอฟฟ๊าต อายะฮฺที่ 146 อันเป็นเรื่องราวของท่านศาสดา ยูนุส (อะลัยฮิซซลาม) ซึ่งกล่าวถึงมาแล้วในเรื่อง “ปลาวาฬ”

              มีรายงานระบุว่า  ท่านศาสดา (ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ชอบรับประทาน “น้ำเต้า” ที่ผสมในน้ำแกงจิ้มกับขนมปัง

              (รายงานจากท่านอะนัส (ร.ฎ) บันทึกโดย อัลบุคอรีย์)

              ใน ผลน้ำเต้า มีส่วนประกอบเป็นน้ำถึง 94.7% น้ำตาลเล็กน้อยและเส้นใยอาหาร ผลน้ำเต้าปริมาณ 100 กรัมจะให้พลังงาน 65 แคเลอรี่เท่านั้น เป็นอาหารอย่างดีสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก มีสารโซเดียมประกอบอยู่น้อยมาก จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการความดันโลหิตสูง แต่อุดมด้วยโปตัสเซียม ซึ่งมีสรรพคุณในการทำให้ปัสสาวะคล่อง

              แร่ ธาตุสำคัญในผลน้ำเต้า ได้แก่ โปตัสเซียม , แคลเซียม , แมกนีเซียม , ฟอสฟอรัส , เหล็ก , กำมะถัน และคลอไรด์  มีไวตามิน A อยู่มาก น้ำของผลน้ำเต้ามีประโยชน์สำหรับผู้มีอาการไข้ตัวร้อน ดับกระหายและแก้อาการปวดศีรษะเมื่อดื่มน้ำของมันหรือนำเอาน้ำของมันมาทาใบ หน้า เป็นยาระบายอ่อนๆ ออกฤทธิ์เร็ว           

  มีหลักฐานยืนยันว่า น้ำเต้ามีสรรพคุณในการป้องกันโรคมะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งที่ปอด ท่านอิบนุ อัลก็อยยิม (ร.ฮ) ระบุว่า คำว่า ยักฎีน (يَقْطِيْن ) เป็นคำที่มีความหมายกว้าง  ตามหลักภาษา หมายถึง พืชทุกชนิดที่ไม่มีลำต้น (ไม้ล้มลุก) เช่น แตงโม , แฟง และแตงกวา เป็นต้น  แต่โดยปกติ “ยักฎีน” หมายถึง อัดดับบาอฺและอัลกอรอฺ อันหมายถึง น้ำเต้า นั่นเอง

              น้ำเต้า มีสรรพคุณเย็นและชื้น  มีผลงานวิจัยยืนยันว่า น้ำเต้ามีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจ ผู้ชราภาพ ใบของน้ำเต้ามีสรรพคุณบรรเทาอาการพุพองและผื่นคัน  และยังค้นพบอีกว่า  น้ำเต้ามีผลในการลดอาการอักเสบของทางเดินปัสสาวะและอาการปัสสาวะยาก

              นัก พฤกษศาสตร์ระบุว่าน้ำเต้ามีสายพันธุ์ในวงศ์เดียวกันมากกว่า 1,000 ชนิด  มีแพร่หลายในเขตเส้นทรอปิก  ส่วนหนึ่งได้แก่ อัลกอรอุ้ลอะซะลีย์ (น้ำเต้าหวาน), กอรอุ้ลกูซา (แฟง-ฟัก), กอรอุ้ลอะวานีย์ (น้ำเต้าใหญ่), อัลอะญัร, บิตตีค (แตงโม), ซัมมาม (แตงไทย), อัลกอวูน ต้น(บวบ), อัลลัยฟ์ (น้ำเต้าพันธุ์เลื้อยหรือแตงร้าน) และอัลฮันซ็อล (บวบขม) เป็น

อัรรอยฮาน (اَلرَّيْحَانُ  )

 

โดย...อาลี เสือสมิง

              อัรรอยฮาน (اَلرَّيْحَانُ ) ท่าน อิบนุ อัลก็อยยิม (ร.ฮ) กล่าวว่า : อัรรอยฮาน คือ พืชทุกชนิดที่มีกลิ่นหอม (ฉุน) แต่ละดินแดนเรียกชื่อต่างกัน ชาวมัฆริบ (ดินแดนตะวันตกของโลกอิสลามในแอฟริกาเหนือ) เรียกว่า อัลอาซฺ (اَلآسُ ) ซึ่งชาวอาหรับรู้จักกันว่า อัรรอยฮาน (اَلرَّيْحَانُ ) ส่วนชาวอิรักและชาม (ซีเรีย) เรียกว่า อัลฮับกุ้ (اَلْحَبْقُ )

              โดยทั่วไปแล้วอัรรอยฮาน ได้แก่ พืชจำพวก กะเพรา, โหระพา, สาระแหน่, ผักชี ฯลฯ

              *  กะเพรา  ชื่อไม้ล้มลุกชนิด Ocimum tenuiflorum Linn.ในวงศ์ Labiatae กลิ่นฉุน ใช้ปรุงอาหาร พันธุ์ที่กิ่งและก้านใบสีเขียวอมแดง เรียก กะเพราแดง ใช้ทำยาได้

              *  โหระพา  ชื่อไม้ล้มลุกชนิด Ocimum basilicun Linn. ในวงศ์ Labiatae ใบมีกลิ่นฉุน กินได้   

              *  สะระแหน่  ชื่อไม้ล้มลุกชนิด Mentha cordifolia Opiz ในวงศ์ Labiatae ใบมีกลิ่นฉุน กินได้

              *  ผักชี  ชื่อไม้ล้มลุกชนิด Coriandrum satirum Linn. ในวงศ์ Umbelliferae ทั้งต้นมีกลิ่น ใช้เป็นผัก เรียกว่า ผักชี ดอกเล็กสีขาว ผลกลมมีกลิ่นฉุน เมื่อแก่ใช้เป็นเครื่องเทศ, ชีฝรั่ง:  ชื่อไม้ล้มลุกชนิด Eryngium foetidum Linn.ในวงศ์ Umbelliferae ใบยาวรีขอบจัก กลิ่นฉุน ใช้แต่งกลิ่นอาหาร

 

              ใน คัมภีร์อัลกุรอาน ระบุถึง อัรรอยฮาน เอาไว้ 2 แห่ง คือ ในบทอัรเราะฮฺมาน อายะฮฺที่ 12 และบทอัลวากิอะฮฺ อายะฮฺที่ 89  โดยกล่าวถึงเรื่องราวของสวนสวรรค์ที่พระผู้เป็นเจ้า (ซ.บ) ทรงประทานให้กับผู้ศรัทธา  ซึ่งในสวนสวรรค์นั้นมี “รอยฮาน” คือพืชที่ส่งกลิ่นหอม ในบทอัรเราะฮฺมานนั้น ระบุถึงว่า ในโลกใบนี้ซึ่งพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ) ทรงให้มนุษยชาติอาศัยอยู่ มีผลหมากรากไม้ มีต้นอินทผลัมที่มีทะลาย และเมล็ดธัญพืชที่มีเปลือก และอัรรอยฮาน คือ พืชพันธุ์ที่มีกลิ่นหอม

              มีรายงานระบุว่า : ผู้ใดถูกเสนอรอยฮานให้แก่เขา เขาก็จงอย่าปฏิเสธ เพราะแท้จริง รอยฮานนั้นเบาในการถือ มีกลิ่นหอมดี

              (บันทึกโดยมุสลิม)        

อีกรายงานหนึ่งระบุว่า : เมื่อผู้หนึ่งในหมู่พวกท่านถูกมอบอัรรอยฮานให้ ผู้นั้นก็จงอย่าปฏิเสธอัรรอยฮานนั้น เพราะมันมาจากสวนสวรรค์

              (บันทึกโดย อบูดาวูด และอัตติรมีซีย์)

              อัรรอยฮาน ชนิดที่เรียกว่า อัลอ๊าซฺ (الآس ) เป็นไม้ล้มลุกในวงศ์ Myrtacees มีความสูงถึง 2 เมตร มีกิ่งก้านสาขาที่มีตุ่มให้กลิ่นหอม  มักขึ้นอยู่ในที่โล่งเชิงเขา  และนิยมปลูกในเขตที่มีน้ำมากและริมฝั่งแม่น้ำ  กิ่งของมันจะสดอยู่เป็นเวลานาน  กล่าวกันว่า แหล่งกำเนิดเดิมของมันอยู่ในดินแดนเปอร์เซีย  ต่อมาชาวอาหรับนำมาแพร่หลายในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและในสเปน แต่ชาวอาหรับในดินแดนตะวันตก เรียกว่า อัรรอยฮาน

              ผล ของมันเรียกว่า ฮับบุลอ๊าซ อัลฮับล๊าส  ใบของมันมีน้ำมันหอมระเหยทำให้สดชื่นและไล่แมลงได้  เมื่อนำเอาใบอัลอ๊าซ (รอยฮาน) ที่แห้งมาบดและโรยที่แผลเริม จะมีผลดี และใช้ดับกลิ่นใต้วงแขนได้ดี  อัลอ๊าซยังมีสรรพคุณทำให้รากผมแข็งแรงและดำเงางาม  ผลของอัลอ๊าซ ที่เรียกว่า อัลฮับล๊าส มีสรรพคุณบรรเทาอาการเสมหะที่ปนเลือดในหน้าอกและปอด เคลือบกระเพาะอาหาร  มีประโยชน์ต่ออาการท้องเดิน  ขับปัสสาวะ และบรรเทาอาการเหงือกบวมอักเสบ  ตลอดจนแก้พิษของแมงมุมและแมงป่อง

              อัลบัฆดาดีย์ ระบุว่า : การสูดดม อัลอ๊าซ จะช่วยบรรเทาอาการปวดหัว

              อัลฮับกุ้ (اَلْحَبْقُ – Sweet Basil) คือรอยฮานของเมืองชาม (ซีเรีย) น่าจะมีแหล่งกำเนิดเดิมในอินเดีย เป็นสมุนไพรที่มีกลิ่นหอม ในวงศ์ S,Labiee เป็นไม้ประดับ  มีความสูงประมาณ 50 ซ.ม. ใบสีขาวมีขอบหยัก  ดอกมีสีขาวอมแดงเล็กน้อย  นิยมใช้เป็นเครื่องเทศเพื่อแต่กลิ่นของอาหาร

อิบนุ อัลก็อยยิม (ร.ฮ) ระบุว่า  การสูดดม อัลฮับกุ้  จะบรรเทาอาการปวดศีรษะ เนื่องจากความร้อน  ทำให้หลับดี  เมล็ดของมันทำให้อาการท้องร่วงบรรเทาและบำรุงหัวใจ

              ท่านอิบนุ ซีนา ระบุว่า  อัลฮับกุ้ มีสรรพคุณรักษาอาการริดสีดวงทวาร  อาการวิงเวียนศีรษะและเลือดกำเดาออก

ในบ้านเรา มีตำรับอาหารไทยที่นิยมใส่พืชจำพวกอัรรอยฮานอยู่หลายอย่าง  ที่นิยมที่สุดแบบอาหารจานด่วนก็คงเป็นผัดกะเพรา  กล่าวกันว่า สูตรผัดกะเพราที่แพร่หลายไปทั่วในปัจจุบันนั้น  เพิ่งจะมีมาเมื่อ 30-40 ปีที่ผ่านมา  โดยเริ่มต้นที่เมืองพัทยาเป็นที่แรก

------------------------------------------------------------------------

 ขิง (زَنْجَبِيْل)

 

 

โดย...อาลี เสือสมิง

 

              ขิง  ชื่อไม้ล้มลุกชนิด Zingiber officinale Roscoe ในวงศ์ Zingiberaceae เหง้ามีกลิ่น รสเผ็ด ใช้ประกอบอาหารและทำยาได้ ขิงแกลงหรือขิงแครงก็เรียก ชาวอาหรับเรียก “ขิง” ว่า ซันญะบีล (زَنْجَبِيْل ) เป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาเปอร์เซีย มีถิ่นกำเนิดในอินเดีย

              ในคัมภีร์อัลกุรอาน ระบุคำว่า ซันญะบีล (زَنْجَبِيْل ) เอาไว้ 1 แห่ง ในบทอัดดะฮฺร์ อายะฮฺที่ 17 ซึ่งมีใจความว่า

               “ชาวสวรรค์จะถูกเสริฟน้ำด้วยภาชนะเครื่องดื่มที่ปนหรือเจือขิง”

               ท่านอัลกุรฏุบีย์ (ร.ฮ) กล่าวว่า ชาวอาหรับจะดื่มด่ำกับเครื่องดื่มที่มีขิงเจือหรือผสม เพราะให้กลิ่นหอมละมุน  ทำให้ลิ้นสะอาด และช่วยย่อยอาหารได้ดี

              อัซซันญะบีล (اَلزَّنْجَبِيْل ) – Zingiber Ginger – เป็นสมุนไพรที่มีกลิ่นหอม มีอายุขัย มีลำต้นสูงประมาณ 1.5 เมตร ใบเหมือนหอกมีสีเขียวเข้ม บ้างก็ว่า ขิง มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่แหล่งผลิตจะอยู่ในเขตศูนย์สูตรของแอฟริกาและอินเดีย ชาวจีนและอินเดียรู้จักใช้ขิงเป็นยารักษาโรคและเครื่องเทศนับแต่สมัยโบราณ

              กาลิโนส กล่าวว่า : ขิงมีสรรพคุณในการให้ความร้อนสูง หากเราต้องการให้ร่างกายอบอุ่นในเวลาอันรวดเร็วก็ต้องกินขิง

               มีรายงานระบุว่า : กษัตริย์ แห่งโรมันได้เคยมอบขิงจำนวนหนึ่งให้เป็นของกำนัลแก่ท่านศาสดา (ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) แล้วท่านได้แบ่งให้ผู้คนนำไปทำอาหารส่วนหนึ่ง ให้ท่านอบูสะอีด อัลคุดรีย์ (ร.ฎ) ส่วนหนึ่ง (บันทึกโดย อบูนุอัยม์ในอัฏฏิบบุนนะบะวีย์)

              ท่าน อิบนุ อัลก็อยยิม (ร.ฮ) ระบุว่า : กล่าวโดยรวมแล้ว ขิงมีประโยชน์ต่อตับและกระเพาะ น้ำขิงคั้นมีสรรพคุณบำรุงกำลัง เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ เพิ่มน้ำอสุจิ และทำให้จดจำดี

              อิบนุ ซีนา กล่าวถึงสรรพคุณของขิงว่า : เพิ่มความจำ ลดอาการปวดไมเกรนและอาการคอแห้ง มีฤทธิ์ป้องกันอากาศเป็นพิษ

              อย่าง ไรก็ตาม ขิง มีส่วนประกอบที่มีรสเผ็ด  ควรรับประทานแต่พอดี  ไม่ควรรับประทานมากเกินไป  เพราะจะเป็นผลอันตรายต่อเยื่อบุทางเดินอาหารและระบบการย่อย  ขิงยังมีสรรพคุณทำให้กระปี้กระเป่า กระตุ้นการเต้นของหัวใจและระบบการหายใจ  ไล่ลม  บรรเทาอาการเจ็บกระเพาะได้ดีอีกด้วย

------------------------------------------------------------------------

กล้วย (اَلطَّلْحُ)

 

โดย...อาลี เสือสมิง

 

           

   กล้วย  ชื่อไม้ล้มลุกชนิดในสกุล Musa วงศ์ Musaceae จัดแยกออกได้เป็น 2 จำพวก  จำพวกที่แตกหน่อเป็นกอ  ผลสุกเนื้อนุ่มกินได้  มีหลายชนิดและหลายพันธุ์  เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ กล้วยหอม  บางชนิด ผลสุกเนื้อแข็ง ต้องเผาหรือต้มก่อน จึงกินได้ เช่น กล้วยกล้าย , กล้วยหักมุก จำพวกที่ไม่แตกหน่อเป็นกอ  ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด เช่น กล้วยนวล , กล้วยผา

 

              ชาวอาหรับเรียกกล้วยว่า เมาซ์ (مَوْزٌ ) เป็นภาษาฮินดีย์เดิม  และยังเรียกอีกว่า อัฏฏอลฮฺ (اَلطَّلْحُ ) ซึ่งเป็นคำอาหรับแท้  และเป็นคำที่ถูกระบุในคัมภีร์อัลกุรอาน  โดยถูกระบุไว้ในบท อัลวากิอะฮฺ อายะฮฺที่ 29 ซึ่งกล่าวว่า กล้วยในสวนสวรรค์นั้นมีเครือออกเต็มต้นตั้งแต่โคนต้นถึงยอดเลยทีเดียว บ้างก็ว่า คำว่า อัฏฏอลฮฺ (اَلطَّلْحُ ) หมายถึง พืชที่มีหนามขึ้นในเขตแคว้น  อัลฮิญาซฺ  ผู้คนนิยมอาศัยร่มเงาของมันหลบแดด  แต่พืชชนิดนี้เมื่ออยู่ในสวนสวรรค์จะมีความงดงามและมีผลดกมากๆ

 

              กล้วยหนึ่งต้นจะออกผลเพียงครั้งเดียว  เมื่อตัดต้นแม่ที่ออกเครือทิ้งแล้วจะมีหน่อใหม่ขึ้นมาแทนที่ต้นเดิม

ท่านอิบนุ ซีนา ระบุว่า การรับประทานกล้วย  จะมีสรรพคุณทำให้ปัสสาวะคล่อง  เพิ่มความจำที่ดี

 

               สำหรับคนไทยเรา ดูเหมือนว่า กล้วยจะเป็นพืชสารพัดประโยชน์  รากกล้วยใช้ทำยาได้  ลำต้นใช้ทำฐานกระทง  ใบกล้วยที่เรียกว่า ใบตอง  ก็ใช้ห่อของ ทำจีบกระทง  ห่อขนมสารพัดชนิด  ไส้ในของกล้วยก็นิยมเอามาทำแกง  ผลกล้วยใช้ทำทั้งของหวานและอาหารนานาชนิด  โดยเฉพาะข้าวต้มมัด  ปลีหรือดอกกล้วยก็สามารถนำเป็นเครื่องเคียงกับน้ำพริกและใส่แกง ฯลฯ

 

              กล้วย น้ำว้านั้น ถือว่าเป็นอาหารอ่อนๆ ที่เหมาะสำหรับทารกที่เริ่มทานอาหาร  เรียกได้ว่า  เด็กกินได้ ผู้ใหญ่กินดี  แม้แต่ลิงยังชอบกินกล้วย  มีเอกสารระบุว่า กล้วยมีสรรพคุณรักษาโรคได้ดังนี้ 1.โรค เจ็บหน้าอก  2.โรคปอด  3.โรคไต  4.ลดอาการไอ  5.โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ  6.เพิ่มอสุจิ  7.เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ  8.โรคท้องร่วง

 

ในคัมภีร์อัลกุรอานยังได้ระบุถึงพืชอีกหลายชนิด 

 

เช่น กระเทียม , หัวหอม  , ถั่ว ฯลฯ  ซึ่งล้วนแล้วแต่มีประโยชน์แก่มนุษยชาติ

หากชาวมุสลิมศึกษาและวิเคราะห์วิจัยสิ่งเหล่านี้จากคัมภีร์อัลกุรอานอย่างจริงจัง

เราในฐานะผู้ศรัทธาต่อคัมภีร์อัลกุรอานก็คงจะค้นพบสิ่งเร้นลับอีกมากมายอย่างไม่รู้จบสิ้น

หวังว่าสิ่งที่ได้ขีดเขียนมาทั้งหมดนี้คงจะเป็นการจุดประกายความใฝ่รู้แก่ เยาวชนและชาวมุสลิมทั่วไปไม่มากก็น้อย

والله ولي التوفيق

ที่มา

http://www.alisuasaming.com/Word/hml_word/Book/plantquran10.html

http://www.muslimthai.com/mnet/content.php?bNo=60&qNo=2504&kword=
------------------------------------------------------------------------

"ฮับบะตุซเซาดาอ์"

สมุนไพรที่รักษาได้ทุกโรค


 

   

            ข้อความต่อไปนี้คัดมาจากส่วนหนึ่งของหนังสือที่ชื่อ "ความมหัศจรรย์ของสมุนไพรตามแนวทางของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม" แปลและเรียบเรียงโดย อาจารย์มุสตอฟา มานะ, ซึ่งข้อมูลที่จะกล่าวต่อไปนี้ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องมุสลิมเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้ที่นำไปปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวันของตนเองว่าด้วยสมุนไพรชนิดหนึ่งที่เรียกว่า "ฮับบะตุซเซาดาอ์" (หรือคนไทยรู้จักในนาม "เทียนดำ" )    ซึ่งมีรายละเอียดดั่งนี้

            ฮับบะตุซเซาดาอ์ เป็นชื่อสมุนไพรชนิดหนึ่ง ชาวอียิปต์เรียกว่า "ฮับบะตุลบ้าร่อกะฮ์" หรือ อัลกัมมูนอัลอัสวัด (ยี่หร่าดำ) ชาวยะมันเรียกว่า "เกาฮเฏาะฮ" ชาวอิหร่าน เรียกว่า "ชุวัยนิช" และในเมืองไทยเป็นที่รู้จักกันดีเรียกว่า "เทียนดำ" ลักษณะของมันนั้น เมล็ดสีดำคล้ายกับงา รสชาติร้อนและขมเล็กน้อย

1.  ดร. อะฮ์หมัด อัลกอฎี เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ชาวอิยปต์ ปัจจุบันอยู่ที่สหรัฐอเมริกา และเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในรัฐฟอริด้า กล่าวว่า "ท่านนำเอาฮับบะตุซเซาดาอ์กับน้ำผึ้งมาบำบัดรักษาโรคเอดส์อย่างได้ผล"

2.  ดร. อิบรอฮีม อับดุลฟัตตาฮ์ กล่าวว่า "ถ้าท่านต้องการรักษาสุขภาพของท่านให้แข็งแรงอยู่เสมอนั้น ต้องรับประทานวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็นโดยการนำเอาฮับบะตุซเซาดาอ์บดละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ กระเทียม 3 กลีบ, น้ำอุ่น 1/2 แก้ว โดยนำส่วนผสมทั้งหมดบดรวมกันแล้วรับประทานท่านจะมีสุขภาพแข็งแรงด้วยการช่วยเหลือจากอัลลอฮ์" 

การแพทย์สมัยก่อนนั้น นำฮับบะตุซเซาดาอ์มาเป็นส่วนประกอบในการบำบัดโรคทุกชนิดโดยอาศัยหะดีษ ซึ่งรายงานจากอบีหุร็อยเราะฮ์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุว่า แท้จริงท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า "จำเป็นสำหรับท่านทั้งหลาย คือฮับบะตุซเซาดาอ์ เพราะแท้จริงมันเป็นยาบำบัดทุกโรค เว้นแต่ความตาย" บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ และมุสลิม

ประโยชน์ของฮับบะตุสเซาดาอ์นั้นมีมากมาย รับประทานทุกวันทำให้ร่างกายแข็งแรงและสามารถบำบัดรักษาได้ทุกโรค

อัลลอฮ์ทรงตรัสว่า "มันจะทำลายทุกสิ่งตามบัญชาของพระเจ้าของมัน" (ซูเราะฮ์อัลอะฮกอฟ อายะห์ที่ 25)

 

ฮับบะตุสเซาดาอ์ บำบัดรักษาโรคต่างๆ ดังนี้

1. โรคโรมาติซัม (ปวดตามข้อ)

ส่วนผสม นำน้ำมันฮับบะตุซเซาดาอ์มาทาบริเวณที่เจ็บปวด พร้อมกับนำฮับบะตุซเซาดาอ์บดละเอียดผสมกับน้ำผึ้งตามต้องการแล้วรับประทานก่อนนอน

2. โรคเบาหวาน

ส่วนผสม นำเมล็ดมาบดละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ ผักแว่นบดเป็นน้ำ 1/2 แก้ว ทับทิมบดเป็นน้ำ 1 แก้ว รากกะหล่ำปลีบดเป็นน้ำ 1 แก้ว แล้วนำมาผสมกับนมเปรี้ยว แล้วรับประทาน

3. โรคผมร่วง

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำส้มสายชู 1 ช้อนชา น้ำหัวหอม 1 แก้วเล็ก น้ำมันมะกอก 1 แก้วเล็ก นำมาผสมรวมกันและชโลมบนศีรษะตอนเช้าทิ้งไว้ตอนเย็นแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น

4. โรคปวดศีรษะ

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์บดละเอียด ก้านพลูบดละเอียดผสมเท่าๆ กันแล้วนำมาผสมกับนมเปรี้ยว แล้วรับประทานเมื่อมีอาการปวดศีรษะแทนยาพาราเซตามอลได้ ด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์

5. อาการนอนไม่หลับ

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับนมสดและน้ำผึ้ง 1 แก้ว ดื่มก่อนนอนพร้อมกับซิกรุลลอฮ์ อ่านดุอาอ์ก่อนนอนและอ่านอายะฮ์กุรซีย์

6. โรคกลาก

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์บดแล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นกลาก วันละ 3 ครั้งจนกว่าจะหายขาด

7. บาดแผลและขี้เรื้อน

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะบดละเอียดน้ำส้มสายชู 1 แก้วเล็ก น้ำกระเทียม 1 ช้อนชา ทาบริเวณบาดแผล

8. โรคของสตรี และการคลอดบุตร

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ น้ำผึ้ง ดอกบาบูนิญ (ดอกไม้ชนิดหนึ่งมีสีเหลือง) ผสมกันทำให้คลอดบุตรง่าย

9. ปวดฟันและต่อมทอมซิลอักเสบ

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ บดผสมกับน้ำอุ่น นำมากลั้วในปากแล้วบ้วนทิ้งในขณะอักเสบ

10. สิว

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์บดละเอียด น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ ข้าวสาลีบดละเอียดแล้วนำมาทาทั่วใบหน้า ก่อนนอนในตอนเช้าล้างออกด้วยสบู่และน้ำอุ่น ทำติดต่อกันประมาณ 1 สัปดาห์

11. โรคผิวหนัง

ส่วนผสม น้ำมันฮับบะตุซเซาดาอ์ น้ำมันดอกกุหลาบ ข้าวสาลีบดตามส่วนเท่ากัน แล้วทาบริเวณที่เป็นโรคผิวหนังทุกวันจะหายขาด

12. หูดและไฝ

ส่วนผสม บดละเอียดผสมกับน้ำส้มสายชูนำมาทาบริเวณที่เป็นหูด,ไฝ หรือกระ ทั้งเช้าและเย็น ประมาณ 1 สัปดาห์ หรือ ผักกาดหอม 1 กำมือ บดรวมกับฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วทาบริเวณที่เป็น กระ, หูด หรือไฝ จะหายขาดด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์

13. ทำให้ใบหน้าเต่งตึง และสวยงามขึ้น

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์บดละเอียด ผสมกับน้ำมันมะกอก นำมาทาบริเวณใบหน้าโดยไม่ถูกแดดทุกวันตามที่ต้องการ

14. ความดันโลหิตสูง

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ, กระเทียม 3 กลีบ ผสมรวมกันรับประทานทุกวัน

15. โรคไขมันในเลือด (โคเลสเตอรอล)

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ, การเทียม 3 กลีบ, ผักชนิดใดก็ได้ 1 กำมือ, น้ำผึ้ง 1 แก้วเล็ก นำมาบดรวมกันและรับประทานเช้า-เย็น

16. โรคไตอักเสบ (ไตเสื่อม)

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ รับประทานทุกวัน ประมาณ 1 สัปดาห์ จะหายอักเสบด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์

17. สลายเม็ดนิ่ว

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 แก้วเล็ก, น้ำผึ้ง 1 แก้วเล็ก, กระเทียม 3 กลีบนำมารวมกัน รับประทานทุกวัน หลังจากนั้น ดื่มน้ำมะนาวตาม สามารถล้างไตให้สะอาดได้

18. ต่อมลูกหมากโต

ส่วนผสม น้ำมันของฮับบะตุซเซาดาอ์ ทาบริเวณกระเพาะปัสสาวะและลูกอัณฑะ พร้อมบดฮับบะตุซเซาดาอ์กับน้ำผึ้งรับประทานทุกวันก่อนนอน

19. ตับอักเสบ ไวรัสบี

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ, ว่านหางจรเข้ ส่วนที่เป็นวุ้น 1 อัน ผสมรวมกับน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ รับประทานทุกวันประมาณ 2 เดือน ติดต่อกัน ท่านจะเห็นผลอย่างแน่นอนด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์

20. โรคท้องมาร

ส่วนผสม ยาทาแก้ปวดฮับบะตุซเซาดาอ์, น้ำส้มสายชูผสมรวมกันแล้วทาบริเวณท้อง พร้อมกับรับประทานฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ รับประทานเช้าเย็น ประมาณ 1 สัปดาห์

21. นิ่วในถุงน้ำดี

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ, ผักเบี้ยบดละเอียด 1/4 ช้อนโต๊ะ, น้ำผึ้ง 1 แก้ว ผสมรวมกัน รับประทานเช้า-เย็น รับประทานติดต่อกันทุกวัน จนกระทั่งอาการของท่านดีขึ้น

22. โรคม้าม

ส่วนผสม ยาทาแก้ปวดฮับบะตุซเซาดาอ์, น้ำมันมะกอก ผสมรวมกันแล้วทาบริเวณใต้ซี่โครงด้านซ้าน พร้อมกับนำฮับบะตุซเซาดาอ์ และน้ำผึ้งมารับประทานด้วย และท่านจะพบว่าหลังจากนั้น 2 สัปดาห์ติดต่อกัน ม้ามของท่านจะดีขึ้นและความกระปรี้ประเปร่าจะกลับมาสู่สภาพเดิมพร้อมกับท่านต้องสรรเสริญอัลลอฮ์

23. ปวดศีรษะและระบบหมุนเวียนของเลือด

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์, น้ำผึ้ง ผสมรวมกันรับประทานได้ตลอดเวลาที่ท่านต้องการ

24. โรคลำไส้ ปวดท้องจุกเสียด

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์, เครื่องเทศ, สะระแหน่, น้ำผึ้ง ผสมจำนวนเท่าๆ กัน นำมารับประทาน พร้อมกับน้ำมันฮับบะตุซเซาดาอ์ ทาบริเวณท้องประมาณไม่กี่นาทีท่านก็จะเห็นผลและหายปวดด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์

25. โรคเกี่ยวกับตา

ส่วนผสม น้ำมันฮับบะตุซเซาดาอ์ หยดที่ตาทั้ง 2 ข้างก่อนนอนพร้อมกับน้ำแครอทผสมกับน้ำมันฮับบะตุซเซาดาอ์แล้วดื่มจนกว่าจะหาย

26. โรคอามีบา

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ, กระเทียม 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำมะเขือเทศใส่เกลือเล็กน้อย 1 แก้ว นำมาผสมรวมกัน รับประทานทุกวัน ประมาณ 2 สัปดาห์ติดต่อกัน ท่านจะพบว่าหายป่วยและมีสุขภาพดีด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์

27. เป็นหมัน

ส่วนผสม มีส่วนประกอบ 3 อย่าง คือ ฮับบะตุซเซาดาอ์บด, นมสด, หัวไชเท้า ส่วนผสมเท่าๆ กัน นำมาบดรวมกันแล้วรับประทาน 1 ช้อนโต๊ะ เช้า-เย็น พร้อมมอบหมายต่ออัลลอฮ์ ถ้าหากอัลลอฮ์ประสงค์ท่านจะได้รับตามต้องการ

28. โรคมะเร็ง

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำแครอท 1 แก้วเล็ก, กระเทียม 3 กลีบ, น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกันนำมารับประทานวันละ 3 ครั้ง ติดต่อกัน 3 เดือน พร้อมกับขอดุอาอ์ และอ่านอัลกุรอ่านท่านจะพบความมหัศจรรย์ด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮ์

29. โรคหอบหืด

ส่วนผสม นำน้ำมันฮับบะตุซเซาดาอ์ แล้วสูดดมพร้อมกับนำน้ำฮับบะตุซเซาดาอ์ทาบริเวณหน้าอกก่อนนอนทุกวัน

30. เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์ 1 ช้อนโต๊ะ, ไข่ไก่ 7 ฟอง, กระเทียม 3 กลีบ ผสมรวมกัน นำไปทอดหรือรับประทานสดๆ วันเว้นวัน ประมาณ 1 เดือน แล้วท่านจะพบว่าพละกำลังจะกลับมา 120 แรงม้า ด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์ และจำเป็นแก่ผู้ป่วยคือ (1) เมื่อเข้าห้องน้ำปลดทุกข์แล้ว ก็อาบน้ำละหมาด (2) ขอดุอาอ์ ขณะร่วมหลับนอน

31. ทำให้สติปัญญาดีและความจำดีขึ้น

ส่วนผสม ใบสะระแหน่ 1 กำมือ, น้ำผึ้ง, น้ำมันฮับบะตุซเซาดาอ์ 7 หยด ผสมน้ำอุ่นให้รับประทานกับชา หรือกาแฟ หรือนมสดจะทำให้ท่านเพิ่มความจำ สมองโล่ง ท่านจะพบว่าถ้าหากท่านอ่านอัลกุรอ่านจะจำดีขึ้น

32. โรคเหน็บชา

ส่วนผสม ฮับบะตุซเซาดาอ์บดละเอียด, น้ำส้มคั้น 1 แก้ว ดื่มทุกวัน ประมาณ 10 วัน ท่านจะเห็นผลว่า ความกระปรี้กระเปล่ากลับคืนมาอย่างรวดเร็ว

33. เป็นโรคที่อัลลอฮ์ให้การลงโทษแก่ผู้ที่ปฏิบัติผิดประเวณี นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถผลิตวัคซีนป้องกันโรคเอดส์ได้ และจำเป็นแก่มุสลิมทุกคนต้องยำเกรงต่ออัลลอฮ์ และออกห่างสิ่งที่อัลลอ์ห้าม มันจะไม่นำไปสู่ความหายนะ 

ดร. อะฮ์หมัด อัลกอฎีกล่าวว่า "ท่านนำเอาฮับบะตุซเซาดาอ์มาสกัดรักษาโรคเอดส์ และได้ผลมาแล้วด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์"  

คุณค่าที่ได้รับจากฮับบะตุซเซาดาอ์

ฮับบะตุซเซาดาอ์นั้น ถูกผสมประสานในการรักษาโรคเป็นอย่างดีและโรคจะทุเลาอย่างน่าแปลกใจ ดังนั้น มันจึงมีประโยชน์และมีแร่ธาตุที่ร่างกายของมนุษย์ต้องการ เช่น ฟอสเฟต, ธาตุเหล็ก, ฟอสฟอรัส, คาร์โบไฮเดรต, ไขมัน และมีสารเบต้าแคโรทีน ทำปฏิกิริยาต่อต้านมะเร็ง

ในวงการแพทย์มุสลิมพบว่า ฮับบะตุซเซาดาอ์ นั้นเป็นยาที่มีประโยชน์มาก และสิ่งที่พวกเขามั่นใจก็คือ สิ่งที่ท่านร่อซูลศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้บอกไว้ถึงสรรพคุณของมัน  วัลลอฮุอะอฺลัม

 http://mureed.com/article/hubbatisuadah.htm

 




 

 

 

 

 

 

 

   

 

โดย katiya

 

กลับไปที่ www.oknation.net