วันที่ พุธ เมษายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทักษิณ.....Who are you? --- กองทุนลับ


2.กองทุนลับ

เงินและทรัพย์สินบางก้อนนั้น  ทักษิณจะปล่อยให้ใครทราบว่ามีอยู่ในโลกไม่ได้  เช่นเงินที่ได้จากการแอบขายบาทซื้อดอลลาร์เมื่อวิกฤติเศรษฐกิจปี  2540,  เงินที่แอบปั่นหุ้น  หรือใช้ข้อมูลภายในเล่นหุ้นโดยผิดกฎหมาย   เป็นต้น  เงินเหล่านี้ต้องถือครองโดยนิติบุคคลต่างประเทศ  และให้เล่นหุ้นหรือถือเงินไว้ในธนาคารสิงคโปร์  เพื่อให้พ้นการตรวจสอบของกฎหมายไทย  ทั้งตรวจโดยกระทรวงพาณิชย์,  ธนาคารแห่งประเทศไทย  และ  ก.ล.ต.

บริษัท  วินมาร์ค  คือคำตอบที่  พ.ต.ท.ทักษิณได้จดทะเบียนตั้งขึ้นตามกฎหมายเกาะบริติช  เวอร์จิน  เมื่อ  2539  และบัญชีธนาคารยูบีเอส  สิงคโปร์  คือที่พำนักของเงินลับ  (บางส่วน?)  และหุ้นลับดังกล่าว  ซึ่งจากการตรวจสอบหลายกระแส  ก็ได้พบร่องรอยการกระทำผิดของเงินหรือหุ้นลับของทักษิณ  ดังนี้

2.1  ปริศนาเงินเพิ่มทุนหุ้นชินคอร์ป  2  พันล้านบาท  ในปี  2542  บริษัท  ชินคอร์ปได้ประกาศเพิ่มทุนอีก  1 เท่าตัว  และเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นซื้อหุ้นเพิ่มทุนก่อน  ซึ่งก็ปรากฏว่าครอบครัวชินวัตรได้นำเงินในบัญชีคุณหญิงพจมานมาซื้อหุ้น เพิ่ม  มอบเช็คให้แก่ชินคอร์ป  เป็นจำนวน  2  พันล้านบาท  เงินก้อนนี้ได้ถูกตรวจสอบเส้นทางแล้วพบความจริงอันน่าตกใจว่า  คุณหญิงรับมาจากบริษัทชินคอร์ปเอง!  (..โกงบริษัทมหาชนอีกแล้ว..อะไรเป็นมหาชน  ก็โกงหมด..เพราะมันง่ายดีใช่ไหม..ษิณ)

การตรวจสอบต่อไปในทางบัญชีบริษัทนั้น  ยังไม่พบร่องรอยเงินก้อนนี้ว่าชินคอร์ปเอาเงินจากไหนมาให้  ทราบแต่ว่าบริษัทตรวจบัญชีชินคอร์ปถูกเปลี่ยนตัวกลางคันในปีนั้น  พวกผมตั้งข้อสันนิษฐานว่าเงินก้อนนี้น่าจะเป็นกำไรที่ทักษิณใช้ชื่อและเงิน ของชินคอร์ป  เก็งกำไรค่าเงินบาทในตลาดต่างประเทศเมื่อปี  2540  แล้วชินคอร์ปจำต้องเบิกมาให้ทักษิณโดยตรง  โดยไม่ลงบัญชีเข้าบัญชีบริษัทนั่นเอง  นี่คือบทเรียนการขโมยเงินบริษัทที่สโมสรแมนเชสเตอร์ซิตีจะต้องระวังเจ้าของ คนใหม่ให้มากทีเดียว  (..แมนฯ เอ๋ย  เอ็งซวยแน่ๆ... อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์เสียด้วย)

2.2  ปริศนาเงินซื้อหุ้นเอสซีแอสเสท  1.5  พันล้านบาท  ในปี  2543  เมื่อทักษิณเตรียมขึ้นเป็นนายกฯ  นั้น  นอกจากจะต้องซุกหุ้นชินคอร์ป  49.6%  แล้ว  ก็ยังต้องซุกหุ้นบริษัท เอสซี  แอสเสท  กับบริษัทในกลุ่มอีก  4  บริษัทด้วย  จึงได้มีการลวงโลกให้บริษัทลับคือวินมาร์คนำเงินลับมาซื้อกลุ่มบริษัทเหล่า นี้ไป  ในราคา  1.5  พันล้านบาท  แล้วนำเอสซีแอสเสทเข้าตลาดหลักทรัพย์ในที่สุด  ครั้นต่อมา  เมื่อบุตรสาวบรรลุนิติภาวะ  พ้นจากอำนาจตรวจสอบของกฎหมาย  ป.ป.ช.แล้ว  จึงได้เพิ่มทุน  แล้วให้บุตรสาวทำเป็นเพิ่มทุนจากวินมาร์คในราคา  4.85  ล้านด้วยเงินปันผลหุ้นชินคอร์ปที่ให้บุตรสาวถือไว้แทนตน  ทำไปเช่นนี้จนการซุกหุ้นเอสซีแอสเสทในชื่อวินมาร์คแล้วเปลี่ยนมาเป็นชื่อ บุตรสาว  ก็สำเร็จลงในที่สุด  เงินลับก้อน  1.5  พันล้านนี้  พ.ต.ท.ทักษิณนำมาจากไหนก็ยังไม่มีผู้ใดอธิบายได้จนทุกวันนี้  (..ยังเหลืออีกเท่าใดกันนี่..รวยดีๆ..รวยชัดๆ  ไม่เป็นหรือยังไงไอ้หมอนี่)

2.3  ปริศนาลักลอบเล่นหุ้นชิน   หุ้นชินคอร์ปของครอบครัวชินวัตรนั้นทางครอบครัวประกาศและแจ้งต่อตลาดหลัก ทรัพย์ว่ามีอยู่ทั้งสิ้น   49.6%   และ  คตส.ก็ได้ลงมือติดตามหุ้นก้อนนี้มาตลอด  ครั้นได้ตามไปตรวจสอบหุ้น  11.2%  ที่ทักษิณให้แอมเพิลริชถือไว้  โดยจัดการทางบัญชีผ่านสถาบันการเงินต่างประเทศ  ผลการติดตามได้พบความจริงว่าในบัญชีหุ้นชินของแอมเพิลริชที่ฝากไว้กับธนาคาร ยูบีเอส  สิงคโปร์  มีหุ้นชินอีกก้อนหนึ่งที่ทักษิณแอบกวาดซื้อจากตลาดหลักทรัพย์  ซ่อนอยู่ในบัญชีด้วยเป็นจำนวน  55  ล้านหุ้น  เมื่อปี  2544  ในนามของบริษัทวินมาร์ค  หุ้นก้อนนี้เมื่อทักษิณนำหุ้นชินอีกก้อนของแอมเพิลริชมาฝากรวมด้วย  ธนาคาร  ยูบีเอส ก็รายงานต่อ   ก.ล.ต.ไทยทันทีว่า  ธุรกรรมนี้ทำให้คนคนหนึ่งถือหุ้นชินเพิ่มขึ้นถึงเกณฑ์   5%   ซึ่งก็หมายความถึงตัวทักษิณนั่นเอง  ตรงจุดนี้ก็น่าเสียดายที่  ก.ล.ต.ไทยไม่ใช้ความสัมพันธ์ตามข้อตกลงกับ  ก.ล.ต.สิงคโปร์  ให้ช่วยตรวจสอบว่าบุคคลนี้คือใคร?  ใช่ทักษิณหรือไม่  เพื่อที่ความจริงของการซุกหุ้น  ทั้งหุ้นครอบครัวและหุ้นที่ลักลอบซื้อในตลาดจะได้ปรากฏขึ้นเสียแต่ปีนั้น  (...ก.ล.ต... แปลว่า...กูหลับตา..)

การละเลยเช่นนี้เป็นโอกาสให้ทักษิณใช้เงินผ่านวินมาร์ค  เล่นหุ้นชินในตลาดได้ต่อไปอีกจนถึงขั้นใช้ข้อมูลภายในในปี  2549  ซื้อขายหุ้นชินในตลาดฟันกำไรโดยมิชอบไปกว่า  400  ล้านในที่สุด  (อ้าว..มันเอาอีกแล้วหรือนี่)  กล่าวคือ

-----------------------------------------------------

กลับหน้าหลักของบทความนี้

ที่มา จากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์นะครับ ...

โดย นิสิตสุรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net