วันที่ พุธ เมษายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Special Finites (2)


Special Finites (2)

Need, Must, Have to, Have Got to

บทนำ (Introduction)

Need, must และ have to ทั้งสามตัวนี้ ถ้ามองเผินๆ ก็จะมีความหมายว่า “ต้อง” แต่ทราบหรือไม่ว่า ในความเหมือนนี้มีความต่างอยู่ ต่างในแง่ของความหมายที่ลึกลงไป (Deep meaning) โดยจะเห็นความต่างด้านความหมายอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเปรียบเทียบประโยคบอกเล่ากับประโยคปฏิเสธ

อันดับแรกอธิบาย have to และ have got to ก่อน ทั้งสองคำนี้มีความหมายเหมือนกัน ต่างกันที่ have got to นิยมใช้ในภาษาพูด ส่วน have to นิยมใช้ได้ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน ดังนั้น ในที่นี้จึงของใช้ have to เพียงตัวเอง และขอให้ผู้อ่านทำความเข้าใจว่า have to และ have got to มีความหมายเหมือนกัน

ในที่นี้ จะขอนำ Need, must และ have to มาบรรจุอยู่ในประโยคบอกเล่าและประโยคปฏิเสธ เพื่อจะได้ให้เห็นความชัดเจนของความหมาย ส่วนประโยคคำถามจะมีแทรกให้ท้ายบทเรียน

การใช้และตัวอย่าง (Usage and Example)

ประโยคบอกเล่า

Need แปลว่า จำเป็นต้อง*

Have to แปลว่า ต้อง (ต้องอันนี้ ให้ความหมายหนักแน่นมากกว่า must)*

Must แปลว่า ต้อง

For Example:

You need to go to school. คุณจำเป็นต้องไปโรงเรียน

You have to go to school. คุณต้องไปโรงเรียน (ยังไงก็ต้องไป)

You must go to school. คุณต้องไปโรงเรียน (ต้องไป แต่ก็ไม่ซีเรียส)

ประโยคปฏิเสธ

Must not แปลว่า ไม่ต้อง

Needn’t แปลว่า ไม่จำเป็นต้อง*

Haven’t got to แปลว่า ไม่จำเป็นต้อง (ต้องอันนี้ ให้ความหมายหนักแน่นน้อยกว่า must)*

For Example:

You must not go to school. คุณไม่ต้องไปโรงเรียน (ห้ามไป)

You needn’t go to school. คุณไม่จำเป็นต้องไปโรงเรียน

You haven’t got to go to school. คุณไม่จำเป็นต้องไปโรงเรียน

*คำอธิบายเพิ่มเติม (For more explanation)

เนื่องจากทั้ง 3 ตัวนี้ (Need, must และ have to) ค่อนข้างมีปัญหาด้านไวยากรณ์และอาจจะยากที่จะบรรยาย จึงขอสรุปพอสังเขปดังนี้

Need สามารถเป็นได้ทั้งกริยาปกติ (Ordinary verb) และกริยาช่วย (Helping verb)

ถ้าเป็นกริยาปกติ (Ordinary verb) มี 2 ความหมาย

  1. ถ้าตามด้วย infinitive จะมีความหมายว่า “จำเป็นต้อง”

    เช่น He needs to go. เขาจำเป็นต้องไป

    He doesn’t need to go. เขาไม่จำเป็นต้องไป*

    Does he need to go? เขาจำเป็นต้องไปใช่ไม๊*

    (สังเกตประโยคปฏิเสธและประโยคคำถามจะใช้ verb to ‘do’ เข้ามาช่วย)

    2.     ถ้าตามด้วย noun จะมีความหมายเหมือนกับคำว่า “want”

    เช่น He needs a new pen. = He wants a new pen.

    He doesn’t need any money because he’s rich.

    = He doesn’t want any money because he’s rich.

    ถ้าเป็นกริยาช่วย (Helping verb) จะมีความหมายเดียว แปลว่า จำเป็นต้อง และสามารถใช้ได้ในประโยคปฏิเสธและประโยคคำถามเท่านั้น (ไม่ใช้ในประโยคบอกเล่า ถ้าอยากใช้ในประโยคบอกเล่าจะใช้ must และ have to แทน)

    เช่น He needn’t go.                        Need he go?

    (สังเกตว่า โครงสร้างจะเป็น need + infinitive จะไม่ใช้ verb to ‘do’ ช่วย)

    แต่ถ้าอยากใช้ในประโยคบอกเล่า ก็จะเป็นประโยคบอกเล่าที่มีความนัยแฝงแบบปฏิเสธ

    เช่น He need hardly do hard work.

          He need never do hard work. (never มีความหมายใกล้เคียงกับ not)

    (คำที่ให้ความหมายใกล้เคียงกับ not เช่น hardly, rarely, scarcely, never เป็นต้น)

    (สังเกต need ไม่เติม s เพราะ need ทำหน้าที่เป็น helping verb)

    ดังนั้น ในบทเรียนนี้สอนเรื่อง Special Finites, need ที่ใช้ในบทเรียนนี้จึงเป็นกริยาช่วย สามารถอยู่ในรูปประโยคของปฏิเสธและคำถามเท่านั้น สังเกตว่าในประโยคบอกเล่าจะอาศัยเป็นกริยาแท้แทน กล่าวคือ You need to go to school. ไม่ใช่ You need go to school. แต่ใช้ You needn’t go to school. และ Need you go to school? ได้

     

    Must กริยาช่วยตัวนี้ ไม่มีปัญหาไรมาก แปลว่า “ต้อง” มีความหมายเป็นนัยว่า “เป็นคำสั่ง (command)” หรือ “ต้องปฏิบัติ (obligation)”

    โครงสร้าง Subject + must + infinitive

    ถ้าอยู่ในรูปปฏิเสธ จะมีความหมายเป็นข้อห้าม (Prohibition)

    โครงสร้าง Subject + must not + infinitive

    ตัวอย่าง They must sell it at once.

                She mustn’t go home alone.

    Must ตัวนี้ มีความหมายเป็นได้ทั้งปัจจุบันและอนาคต ถ้าอย่างจะให้มีความหมายเป็นอดีต จะใช้ในโครงสร้างนี้ Subject + must have + Past Participle (verb3)

    เช่น He must be in teacher room. เขาต้องอยู่ในห้องพักครู

          He must have been in teacher room. เขาต้องอยู่ในห้องพักครูในอดีต (ตอนนี้ไม่อยู่แล้ว)

    Have to กริยาตัวนี้เป็นกริยาหลัก (Ordinary verb) แปลว่า “ต้อง” เหมือนกัน

    เนื่องจากเป็นกริยาหลัก เมื่อต้องการทำเป็นปฏิเสธหรือคำถาม จึงต้องใช้ กริยาช่วย เข้ามาช่วย และกริยาช่วยที่เรานำมาใช้ในประโยคปฏิเสธและคำถามของ have to ก็คือ verb to ‘do’

    เช่น I have to visit Grand Palace in Bangkok next month.

          I don’t have to visit Grand Palace in Bangkok next month.

    อดีต

    ปัจจุบัน

    อนาคต

    You had to make it.

    You have to make it.

    You will have to make it.

     

โดย อัศวินหน้าหยก

 

กลับไปที่ www.oknation.net