วันที่ ศุกร์ เมษายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

...... ขึ่งนั้งอีนังโสติงป้ำอยู่ในถ่วย [นิทานเรื่องคนลืมตัวเอ๊ย ลืมคำค่ะ]


มีนิทานมาเล่าค่ะ

ขึ่งนั้งอีนังโสติงป้ำอยู่ในถ่วย...........

ประโยคนี้ เป็นประโยคคุ้นหูของครอบครัวของเรามากๆ

ยามเย็นหลังทานข้าว (หรือเมื่อไหร่ก็ตามที่มีการรวมกลุ่ม) พ่อมักจะเล่าเรื่องต่างๆให้ฟัง ลูกๆก็จะล้อมวงนั่งกันอย่างพร้อมเพรียง บางทีพ่อก็จะเล่นโยนผ้ากับ "อีด๊อด" หมาตัวเมีย ขนสีน้ำตาล ที่พ่อรัก อย่างเพลิดเพลิน พวกเราก็นั่งดูและหัวเราะสนุกสนานไปด้วย บ่อยๆครั้งก็ร้องเพลงเต้นระบำกัน ไม่ได้ร้องแบบมั่วๆเสียด้วยเพราะเรามีหนังสือเพลงกางตรงหน้าแล้วก็ช่วยกันร้อง จะเพลงสุนทราภรณ์ เพลงไทยลูกกรุง ลูกทุ่ง แม้แต่เพลงสากลก็บ่ยั่น (เพราะไม่เพราะไม่มีใครสนใจ เพราะร้องด้วยกันทุกคน) ในบางอารมณ์ยังร้องเป็นลิเกประสานเสียงแบบที่พวกตลกชอบเอามาร้องกัน คือ “ฉันคือลิเกคนจน บ้านอยู่ฝั่งธนท่าพระ ฉันเป็นลิเกนะจ๊ะ บ้านอยู่บางพระฝั่งธน” ไม่ก็ “เจ้าชาละวันตัวดำ มันอยู่ในถ้ำตัวเดียว เจ้าชาละวันตัวเขียวมันอยู่ตัวดียวในถ้ำ ไอ้ตัวดำตัวเขียว  ....มันก็ไอ้ตัวเดียวกัน” ตามด้วยเสียง “เตร๊ง เตรง เตร่ง เตร๊ง เตรง เตร่ง เตร๊ง เตรง เตร่ง เตง เต๊ง เตง เตง เตง เตง” เป็นที่ครึกครื้นเฮฮา แต่ขอบอกเสียก่อนว่า ไม่มีใครมีพรสวรรค์ได้เป็นนักร้องเลยสักคน คิดดูเองก็แล้วกันว่าเสียงประสานจะไพเราะขนาดไหน

แล้วบางครั้งก็ผลัดเล่านิทานสนุกๆ เช่นเรื่องขึ่งนั้งอีนังโสติงป้ำอยู่ในถ่วย ที่พวกเราได้ยินปุ๊บเป็นฮาปั๊บ เพราะที่จริงมันคือประโยคที่ว่า "ครั้งหนึ่งอีนังสิงโตป่วยอยู่ในถ้ำ" นั่นเอง เนื้อเรื่องก็มีอยู่เท่านี้  จำไม่ได้ว่าใครเป็นคนเริ่มพูดคนแรก สงสัยไม่ใครก็ใครคงจะความจำเสื่อมมาตั้งแต่เด็ก  เพราะยังมีอีกประโยคที่เคยเถียงกับพี่สาวว่าใครเป็นคนคิด คือประโยคที่ว่า "พุทโธ่ พุทถัง กาละมังตั้งเด่" แบบว่ามันอยู่ในหัว แต่พอพูดออกมา มีคนมาเทคเครดิตซะงั้น

แต่ตอนโต อันนี้จำแม่น เคยทำงานในเครือบริษัทผู้ผลิตมอเตอร์ไซต์ชื่อดังแห่งหนึ่ง มีศูนย์บริการด้วย เรานี่แหละเขียนบทความภาษาอังกฤษส่งเจ้านาย ตามคำสั่งที่ได้รับว่า ให้พนักงานระดับกลางขึ้นไปจนถึงระดับสูงเขียนบทความมาคนละบทเกี่ยวกับความเห็นของตนว่าควรจะทำอย่างไรให้บริษัทรอดพ้นวิกฤตในขณะนั้น ซึ่งในเวลานั้นพนักงานไม่รู้อะไรเลยว่าบริษัทมีปัญหา แต่ก็เอาเถอะ ไหนๆเจ้านายเขากล้าสั่ง ทำไมเราไม่กล้าคิด ไม่กล้าเขียนล่ะ จริงเมะ

 พอจุดเทียนได้เล่มหนึ่ง ก็ร่ายมนต์เป็นภาษาปะกิดเขียนไปเรื่อย ว่าบริษัทน่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็แถมไปแบบไม่คิดตังค์ว่า น่าจะใช้สโลแกนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า ให้เขามาใช้บริการกันได้อย่างมั่นใจ จะได้มีรายได้เข้าสม่ำเสมอ โดยใช้ประโยคว่า “You can trust in the name ………….. “ (แปลเป็นไทยก็ประมาณว่า .ชื่อนี้คุณมั่นใจ หรือเปล่าหว่า)....คือ อันนี้ไม่ได้กะว่าจะทวงสิทธิ์อะไรนะ แค่เอาความจำมาเล่าเท่านั้นแหละตะเอง

ขึ่งนั้งอีนังโสติงป้ำอยู่ในถ่วย เอาละน้า จะเล่านิทานอะไรให้ฟัง

ขึ่งนั้งราลธะบั๊ก ตาสประก้อง ภาเหวินฉุกชัก
เพราะพลแพงเสื้อดั๊ก ทายลำ กุมประชาร เอียนซ่า ที่พาธยัท
ละปะถัง กับเคินเสื้อน้ำงน
ราลธะบั๊ก จุมกับ อรันสมิส แต่นายจะตอนผุ ขอตวยไปด้าม

ทางเวทีพลแพงเสื้อดั๊ก ใตจก ประก้าหวาด กำแนน ถับจูก ปนสองไค
ทำให้คุนชมนม ใตจก

..................................ขอพาไปตอนท้ายเรื่องเลยดีกว่า............................... 

มบอพแย้ว ประกาศ จะไกลถับ (ตอนหลังหนีไปอัฟริกา)
มบอพแย้ว ประกาศ จะน๊อบมำ (ตอนหลังปฎิเสธไม่ใช่ผู้นำ)
มบอพแย้ว ประกาศ มาเจรไจ้ (ตอนหลังขอเจรจา)
มบอพแย้ว ประกาศ ได้พอร์ตสป๊าส นิกัวรากา (ตอนหลังประเทศนั้นเขาออกมาปฏิเสธ)
................................................................................

นิทานที่เล่านี้ ไม่ใช่การวิพากษ์ วิจารณ์ แต่เป็น “การวิเคราะห์จิต” ที่เกี่ยวโยงกับ “คำพูด”

คำพูดของคนเรา ถึงบางครั้งจะฟังยากแต่เข้าใจไม่ยาก
คำพูดของคนเรา ถึงบางครั้งจะจำไม่ได้บ้างแต่ก็ยังอยู่ในความทรงจำถ้ามันเกี่ยวกับจิตสำนึก ความตั้งใจ ความผูกพัน ความรู้สึกร่วม

คนที่จำคำพูดตัวเองไม่ได้ น่าจะเกิดจาก สามประการ คือ

ลืม

ไม่จำ

ไม่จริงใจ

ความลืม     อาจเป็นโรคชนิดหนึ่ง หรือเป็นความบกพร่องของสมองบางส่วน
ความไม่จำ อาจเกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึก ตลอดจนถึงนิสัยส่วนตัว ที่ไม่ใส่ใจ ไม่มีสมาธิ หรือ
                
อาจจะเกิดจากความบีบคั้นทางอารมณ์ที่บังคับให้ไม่จำเรื่องราวบางอย่าง หรือ
                 อาจเป็นการเลือกที่จะจำในสิ่งที่ตนเองสนใจ ต้องการจำเท่านั้น

แต่
ความไม่จริงใจ ไม่มีอะไรจะบ่งบอกได้ว่าอะไรทำให้เขาลืมหรือไม่จำ

เว้นแต่ว่า

คนคนนั้นจะจริงใจ มีความตั้งใจจริงในสิ่งที่พูดออกมา เขาก็ย่อมจะจำได้หมดว่าเขาพูดไว้อย่างไร อย่างน้อยก็รู้ว่าตัวเองจริงใจแค่ไหนกับคำพูดของตน

ถ้าคนที่พูดเป็นแบบประการหลังนี้ คือไม่จริงใจ  เขาจะจำไม่ได้ว่าตัวเองพูดอะไรไว้บ้าง
เขาจึงสามารถทำสิ่งที่ตรงกันช้ามได้อย่างหน้าตาเฉย เพียงเพราะจิตสำนึกไม่ได้มีเรื่องนั้นคอยเตือนสติของเขา
ให้รู้ว่า กำลังทำสิ่งที่ขัดกับคำพูด

เขาเองยังไม่ให้น้ำหนักคำพูดตัวเองเลย

แล้วเราจะไปยึดถือเอาคำพูด คำบอกกล่าว เราจะไปเชื่อคำหว่านล้อม คำสัญญาที่เขาให้ได้อย่างไร

คนบางคนพูดไม่จริง แล้วยังพูดมาก

คนที่พูดน้อย แต่ขี้ลืม(จริงๆ) จึงมีค่ากว่าคนที่พูดมาก แล้วก็ลืมตัว

และคนที่พูดโดยไม่จริงใจกับคำพูด อาจเรียกได้ว่า เป็นคนขี้ฮก ก็คงไม่ผิด (ที่จะผิดก็ ผิดศีล ข้อ มุสาวาทาเวรมณี ล่ะค่ะ)

คนทั่วไปจึงให้เกียรติคนที่รักษาคำพูดตัวเองว่าเป็น “ลูกผู้ชายที่ไม่คืนคำ”

จิต กับ คำพูด นั้น ควรจะมีสื่อสัมพันธ์ถึงกัน แสดงถึงความจริงใจในคำพูด

หากใครมีอาการลืมคำพูดตัวเองแล้วคิดว่าตัวเองจริงใจด้วย สงสัยว่า เขาคงต้องพึ่งหมอโรคจิต เสียละมัง

จบนิทาน เรื่อง "ขึ่งนั้ง อีนัง..... ป้ำอยู่ครินเบื้อง เอ๊ย ในถ่วย" ด้วยประการฉะนี้ค่ะ

โดย ปิรันญ่า

 

กลับไปที่ www.oknation.net