วันที่ เสาร์ เมษายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สำคัญที่กำลังใจ ทดลอง


                หากย้อนเวลากลับไปเมื่อประมาณ 5  ปีก่อน ฉันก็เป็นแค่เด็กจบใหม่ที่กำลังตามหาความฝันเช่นเดียวกับคนอื่นๆซึ่งนั่นก็คือ การที่คนคนหนึ่งเรียนจบในระดับอุดมศึกษาและก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานเช่นเดียวกับที่บัณฑิตจบใหม่คนอื่นๆเขาทำกัน ฉันไม่เคยมองอะไรกว้างไปกว่าสิ่งตรงหน้าเลย ไม่เคยคิดถึงผู้ใดนอกจากการมีเงินเพื่อใช้จ่ายอะไรที่ต้องการ มันคงเป็นความภาคภูมิใจของมนุษย์ใช่ไหมที่มีและใช้ความสามารถของตนเองได้เต็มตามศักยภาพที่มีอยู่ ฉันจะไม่รู้สึกว่าตัวเองตกจากที่สูงเลยหากแม้ว่าวันนั้นฉันไม่ถูกปฏิเสธการทำงานจากบางหน่วยงานและบางเหตุผลซึ่งฉันก็ไม่อยากใส่ใจจำแต่ก็ต้องยอมรับกับความเป็นจริงอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็คือ บุคคลที่เคยให้ความหวังทั้งในเรื่องเรียนและเรื่องของการทำงานกลับเป็นผู้ที่ตัดโอกาสของฉันอย่างสิ้นเชิง

                จากเหตุการณ์ในวันนั้น ฉันไม่รู้ว่าจะเสียใจกับมันหรือจะขอบคุณมันที่ทำให้ฉันได้ตัดสินใจทำในสิ่งที่ฉันก็ไม่เคยคิดว่าจะทำมาก่อนในชีวิตเลยซึ่งนั่นก็คือ การเลือกที่จะเข้าเรียนในระดับบัณฑิตศึกษา ที่ที่ฉันเลือกเรียนนั่นก็คือที่วิทยาลัยราชสุดา ฉันเลือกเพราะเคยได้ยินชื่อที่นี่มานานมากๆแล้วตั้งแต่สมัยทีออกข่าววิทยุว่าจะมีวิทยาลัยเพื่อคนพิการตั้งอยู่ที่ ศาลายา จังหวัดนครปฐม ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าที่นี่คือที่เดียวกับมหาวิทยาลัยมหิดลซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อติดอันดับต้นๆของประเทศ สาขาที่เลือกเรียนนั้นก็ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเมื่อเรียนจบไปแล้วจะต้องไปทำมาหากินอะไรได้ นั่นก็คือ สาขาฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการและซ้ำยังเลือกเรียนเกี่ยวกับคนตาบอดและสายตาเลือนรางซึ่งสาเหตุที่เลือกมีอยู่สาเหตุเดียวเท่านั้นคือ มันมีประสบการณ์ตรงอยู่แล้วคงไม่ยากเกินไปที่จะเรียน ในการมาสมัครสอบเข้าเรียนนี้ บุคคลที่มีพระคุณกับฉันที่จะลืมเสียมิได้สองท่านนั่นคือ ท่านอาจารย์วีนา วีสเพ็ญและท่านอาจารย์กนกกุล มาเวียง สองท่านนี้ช่วยเป็นกำลังใจและเป็นแรงสนับสนุนที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ฉันลุกขึ้นมาสู้กับเวทีการเรียนอีกครั้งหนึ่ง

                เมื่อฉันเข้ามาเรียนในวิทยาลัยราชสุดานั้นกลับกลายเป็นว่า ฉันต้องเจอกับอะไรใหม่ๆที่ฉันไม่เคยรู้จัก ไม่เคยพบเห็น ทั้งวิชาความรู้ทางการแพทย์ วิชาวิจัยและวิชาสถิติ โอ มันช่างยากอะไรเช่นนี้ ฉันไม่ได้เรียนเก่งอะไรนักหนา ในบรรดาเพื่อนทั้งหมดที่เรียนรุ่นเดียวกัน ฉันมีคะแนนรั้งท้ายเพื่อน “ฉันไม่อายที่จะพูดคำนี้เลยว่า”ฉันโง่”” แต่ใครจะไปรู้อนาคตว่า ที่ราชสุดานี่เองที่ให้อะไรฉันอีกเยอะ ที่นี่ฉันมีเพื่อนๆที่เข้าใจและสอนให้ฉันรู้จักการอยู่ในสังคมกับผู้อื่น (พูดมาถึงตรงนี้เพื่อนๆเก่าสมัยที่เรียนโรงเรียนมัธยมและตอนที่อยู่ที่มหาสารคามก็ไม่ต้องเสียใจไปเพราะทุกคนมีส่วนช่วยกันทั้งนั้นจึงทำให้ฉันมีวันนี้ได้) แต่ที่ต้องพูดถึงเพื่อนๆที่ราชสุดานั่นก็เพราะฉันมีกระจกดีที่คอยสะท้อนพฤติกรรมแย่ๆของฉันจนฉันเองรู้สึกว่าฉันเริ่มปรับเปลี่ยนตัวเองทีละน้อย จากการตักเตือนของพี่จิ๋ม เพื่อนต่างวัยที่ฉันทั้งรักและเคารพ พี่จิ๋มจะคอยสะท้อนทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีให้ฉันรู้อยู่เสมอๆ เมื่อฉันทำดีก็จะมีการเสริมกำลังใจให้และเมื่อฉันทำผิดพลาดพี่จิ๋มก็จะพูดตรงๆแล้วให้กลับมาคิดต่อเองว่าควรที่จะปรับเปลี่ยนหรือไม่ หากวันนั้นฉันฟังแล้วปล่อยให้ผ่านหูซ้ายออกหูขวาไป วันนี้ฉันคงไม่ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ดีๆได้

                อีกสิ่งหนึ่งที่ฉันได้จากการอยู่ที่นี่นั่นก็คือ การได้รู้จักกับคนพิการภายหลัง จากเดิมที่ฉันเคยมองอะไรแคบๆและคิดว่าคนพิการคงมีแต่คนพิการแต่กำเนิดเหมือนกับฉัน คนที่นั่งรถเข็นต้องน่ากลัว (จากภาพที่มีติดตาอันน้อยนิด) คนหูหนวกที่ฉันจะไม่มีทางสื่อสารกับคนเหล่านี้ได้ตลอดชีวิต และสิ่งที่ฉันเห็นก็คือ รายกรณี ถามว่ารายกรณีคืออะไร รายกรณีก็คือคนที่มีความพิการภายหลังและเข้ามาฟื้นฟูสมรรถภาพที่วิทยาลัยราชสุดาเพื่อให้ใช้ความสามารถที่ยังเหลืออยู่ให้เต็มศักยภาพของเขาเหล่านั้น ที่นี่เองทำให้ฉันเห็นผู้คนขึ้นอีกหลากหลาย จากบางคนที่ก้าวไปถึงจุดสูงสุดในชีวิต แต่สุดท้ายชีวิตก็ดับวูบลงในชั่วข้ามคืนเพียงเพราะจากอาการป่วย จากอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน ใครจะไปรู้อีกนั่นแหละว่าคนที่เก่งๆก็ต้องกลายมาเป็นคนพิการได้ด้วย แรกๆฉันไม่เคยรู้หรอกว่าพวกเขาจะมีสภาพจิตใจเป็นอย่างไร รู้ก็แต่ว่าก็ตาบอดเหมือนกันต้องทำได้เท่ากันสิ ถ้าไม่พยายามก็ทำไม่ได้หรอกจริงมั้ย แต่ในเรื่องของสภาพจิตใจนั้นมันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากกว่าที่คนจิตใจหยาบๆอย่างฉันจะเข้าถึงได้

                ฉันคงจะไม่มีความรู้สึกละเอียดอ่อนในจิตใจฉันได้เลยตลอดชีวิตนี้ หากฉันไม่ได้ไปรู้จักและทำความคุ้นเคยกับนักเรียนรายกรณีที่มาฟื้นฟูสมรรถภาพกลุ่มหนึ่ง กลุ่มนี้คือกลุ่มสามหนุ่มสามมุม สามคนนี้เหรอ ต่างคนต่างที่มาต่างการศึกษาและต่างความคิด แต่ทั้งสามคนนี้กลับมาอยู่ด้วยกันได้อย่างลงตัว ฉันเริ่มทำการตีสนิทกับสามหนุ่มนี้ด้วยการแนะนำของพี่เจ้าหน้าที่ในห้องตานั่นเอง “ขอบคุณนะคะพี่ณุช พี่ซา ที่เปิดโอกาสให้พู่ได้ช่วยเหลือและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับพี่ๆกลุ่มนี้” พี่ๆรู้มั้ยคะว่า จากประสบการณ์ที่หลากหลายขึ้นทำให้พู่ได้เรียนรู้ที่จะต่อสู้มากขึ้นและเรียนรู้ที่จะมองคนให้ละเอียดมากขึ้น แต่ทั้งหมดนี้ฉันรู้สึกว่า พี่เจนเป็นคนที่น่าค้นหา เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะว่าพี่เจนถือได้ว่าเป็นคนที่กำลังก้าวไปตามความฝันของเขา ไม่มีใครนึกหรอกว่าโรคสมองอักเสบจะเปลี่ยนชีวิตผู้ชายคนหนึ่งได้ในชั่วพริบตา พี่เจนเป็นชายหนุ่มวัยทำงานที่กำลังรุ่งเรืองสุดๆในชีวิตของการเป็นติวเตอร์และเป็นอาจารย์พิเศษ แต่ใน พ.ศ. 2546 พี่เจนก็ล้มป่วยลงด้วยอาการนำคือปวดหัวมากๆ มากจนทนไม่ไหวต้องไปเข้ารับการรักษาตัว เมื่อหมอทำการตรวจอย่างละเอียดจึงได้ทราบว่าพี่เจนเป็นสมองอักเสบต้องรักษาด้วยการกินยาและเจาะหลังเพื่อระบายน้ำออกจากสมอง รักษาอยู่ระยะหนึ่งจนเกือบหายเป็นปกติแล้ว แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลกลใดจึงทำให้โรคกำเริบขึ้นมาอีก คราวนี้เชื้อเข้าไปทำลายประสาทตา หู จมูก ที่เสียหายมากที่สุดก็คือประสาทตาเพราะพี่เจนกลายเป็นคนตาบอดได้ในชั่วข้ามวัน ส่วนหูนั้นก็ไม่ได้ยินนิดหน่อยและจมูกก็ไม่ได้กลิ่น ถึงได้กลิ่นก็ได้เป็นบางกลิ่นและไม่เหมือนกับคนทั่วไปที่ได้กลิ่นกัน จากการที่ฉันไปนั่งคุยกับพี่เจนและถามนั่นถามนี่จนพี่เจนยอมเล่าชีวิตหลังไฟในตาดับวูบลงให้ฉันฟังว่า หลังจากที่นอนตื่นขึ้นมาหลังการชัก พี่เจนก็มองไม่เห็น ถามน้องชายว่าทำไมไม่เปิดไฟ จากคำถามนี้ของพี่เจนทำให้น้องๆของพี่เจนเริ่มทราบแล้วว่าต้องมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับพี่ของเขาแน่ๆ แต่ทุกคนก็ช่วยกันปลอบว่า เดี๋ยวก็คงดีขึ้น เมื่อพี่เจนต้องกลายมาเป็นคนตาบอดอย่างสมบูรณ์แบบแล้วนั้น พี่เจนก็เริ่มคิดว่าจะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไร จะกินข้าว อาบน้ำทำภารกิจส่วนตัวได้อย่างไรและจะทำอะไรต่อไปในชีวิตดี ลืมบอกไปอย่างหนึ่งว่าเมื่อพี่เจนตื่นขึ้นมานั้นแขน ขา ของพี่เจนไม่มีแรงอยู่ระยะหนึ่งและต้องยอมรับว่าพี่เจนได้รับกำลังใจที่ดีมากๆจากครอบครัว ทุกคนช่วยกันประคับประคองจนพี่เจนอาการดีขึ้นเกือบปกติ แขน ขา กลับมามีแรงเดินได้อีกครั้ง ที่ไม่เห็นก็ยังคงไม่เห็นเหมือนเดิม พี่เจนได้ไปหาหมอเพื่อทำการรักษาตาอยู่หลายที่ทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์ทางเลือก แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้สภาพการมองเห็นกลับมาได้ดังเดิม จนวันหนึ่งพี่เจนได้ฟังวิทยุและพระที่บรรยายธรรมอยู่ในวิทยุก็ได้กล่าวประโยคหนึ่งซึ่งเหมือนกับเป็นการจุดไฟให้พี่เจนอีกครั้งหนึ่ง พระองค์นั้นกล่าวว่า เมื่อเรามีเท่าไรก็ใช้เท่าที่มีและใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด นั่นเองที่ทำให้พี่เจนหันมาหาที่ฟื้นฟูสมรรถภาพของตัวเอง พี่เจนได้สอบถามหลายที่ทั้งจากการแนะนำของเพื่อนๆและคนรู้จัก แต่ก็ไม่มีที่ไหนที่ถูกใจพี่เจน จนกระทั่งพี่กิตซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของพี่เจนได้บอกกับพี่เจนว่าที่ราชสุดามีการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการตาบอด และเป็นระยะสั้นๆซึ่งมีทั้งการเรียนเรื่องของการเดินทาง คอมพิวเตอร์และอักษรเบรลล์ เมื่อพี่เจนติดต่อแล้วก็ได้เข้ามาเรียนระยะสั้นที่นี่  ที่นี่เองที่ช่วยให้พี่เจนดึงเอาศักยภาพที่ยังดีอยู่ขึ้นมาใช้และทำให้พี่เจนมีชีวิตที่โดดเด่นในแวดวงการศึกษาขึ้นมาอีกครั้ง ดาวของพี่เจนเริ่มจรัสแสงขึ้นมาหลังจากที่พี่เจนได้เข้ามาเป็นนักศึกษาปริญญาโทที่วิทยาลัยราชสุดาในสาขาเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก พี่เจนได้นำสิ่งที่พี่เจนคิดมาประดิษฐ์เป็นชิ้นงานและส่งเข้าประกวดในงานถนนเทคโนโลยี ของ ช่อง 9 อสมท. และได้รับรางวัลชนะเลิศมานั่นก็คือ แผ่นเรขาสำหรับนักเรียนตาบอด แผ่นนี้เป็นแผ่นที่ใช้สำหรับการสร้างรูปเรขาคณิตและใช้ประกอบการเรียนอีกหลายเรื่องซึ่งในตอนนี้กำลังอยู่ในระหว่างการวิจัยอยู่ อีกไม่นานเกินรอเราคงได้เห็นแผ่นอันสมบูรณ์และให้เด็กตาบอดได้ใช้สร้างรูปได้

                ที่ฉันเล่ามาทั้งหมดนั้น สิ่งที่ฉันต้องการสรุปไว้ตรงนี้ก็คือ สำคัญที่กำลังใจ ไม่ว่าจะเป็นกำลังใจจากครอบครัว เพื่อน สังคม หากกำลังใจไม่ดีแล้วการที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้กับเรื่องต่างๆนั้นก็จะทำได้ไม่เต็มที่ ทั้งฉันและพี่เจนอาจจะมีความโชคดีเหมือนๆกันอยู่อย่างหนึ่งนั่นก็คือ เราต่างได้รับกำลังใจที่ดีเพื่อเป็นการเสริมกำลังใจของตัวเอง ถึงแม้ว่าวันนี้ฉันจะยังไม่เข้มแข็งเท่ากับพี่เจนก็ตาม แต่จากการลุกขึ้นยืนอีกครั้งของพี่เจนก็ทำให้ฉันรู้จักกับคำว่า ให้ มากขึ้น ให้อะไรน่ะเหรอ ก็ให้กำลังใจกับคนรอบข้างไง

ท้ายที่สุดนี้หวังว่าผู้อ่านคงได้ประโยชน์จากเรื่องไม่เป็นเรื่องของฉันบ้างไม่มากก็น้อย

โดย พูพู

 

กลับไปที่ www.oknation.net