วันที่ พฤหัสบดี เมษายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ศาสนธรรม “อาตมัน ๓ มุมมอง”


ศาสนธรรม “อาตมัน ๓ มุมมอง”

 

เคยสงสัยหรือไม่ว่าเราที่แท้จริงคืออะไรกัน ร่างกายนี้ หรือจิตวิญญาณ อะไรที่เป็นเราอันแท้จริง เราคือร่างกายสังขารนี้จริงไหม หรือเราคือจิตวิญญาณ หรือเราไม่ใช่วิญญาณ เราคือจิตอย่างเดียว หรือแม้แต่จิตก็ยึดเอาว่าเป็นเรายังไม่ได้ อะไรกันแน่ที่เป็นเรา การที่เราต้องใช้ชีวิตอยู่ทุกวันนี้ มีความเป็นเรามากขนาดไหน หรือว่าเราต้องทำตามคำสั่งของผู้อื่นอยู่ตลอด ตอบสนองความต้องการของผู้อื่นอยู่ตลอด แล้วตัวเราจะถือว่ามีสิทธิ์ในตัวเราได้แท้จริงหรือ อะไรกันแน่ที่เป็นเรา ตัวเราที่แท้จริงนั้นคืออะไรกันแน่ อนึ่ง ในศาสนาพราหมณ์มีคำว่า “อาตมัน” ซึ่งเป็นปริศนาธรรมให้เหล่าพราหมณ์ผู้บำเพ็ญจิตขบคิดว่า “อะไรคืออาตมัน” พราหมณ์โบราณส่วนใหญ่ จะค้นพบ “อาตมัน” ในสภาวะที่สามารถกลับไปรวมเป็นส่วนหนึ่งของ “ปรมาตมัน” หรือ เทพเจ้าที่แต่ละคนนับถือได้ ใครนับถือเทพเจ้าองค์ใดเมื่อเข้าถึงปรมาตมันแล้ว เขาหรืออาตมัน ก็จะกลับไปหลอมรวมกับเทพเจ้าองค์นั้น จวบจนกระทั่งพระพุทธเจ้าทรงเข้ามาศึกษาพราหมณ์ และในที่สุดก็ทรงตรัสรู้และทรงค้นพบ “นิพพาน” คือ สภาวธรรมที่เข้าถึงได้ด้วยสภาพอันไม่เที่ยง, ไม่อาจยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกูของกู, และเป็นทุกขังกระทบกระทั่งกันตลอดเวลา เมื่อเข้าถึงแล้วย่อมดับสูญไปซึ่งการเวียนว่ายตายเกิด และทุกขเวทนาทั้งมวล ดังนั้น คำว่า “อาตมัน” ที่พระพุทธเจ้าค้นพบจึงกลายเป็นการค้นพบใหม่ของพราหมณ์ทั้งหลายในขณะนั้น ดังนั้น พระองค์จึงคิดที่จะประกาศศาสนาใหม่ เพราะมีแนวคิดที่แตกต่างจากพราหมณ์เหล่าอื่นในขณะนั้นนั่นเอง บทความฉบับนี้ จะขอกล่าวถึง “อาตมัน” ในแง่มุมต่างๆ ดังต่อไปนี้ 

 

๑)   อาตมัน คือ ร่างกายของเรา สิ่งต่างๆ ของเราและสิ่งที่เราครอบครองได้

อาตมันแบบนี้เกิดจาก “อวิชชา” คือ ความหลงผิดไปว่าสิ่งต่างๆ นั้น สามารถยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ได้เป็นสรณะ ทั้งที่จริงแล้ว สิ่งต่างๆ ไม่เที่ยง, ไม่อาจเป็นตัวเป็นตนได้จริง, และเป็นเหตุแห่งทุกข์ จึงไม่อาจยึดมั่นถือมั่นเป็นสรณะอันใดได้เลย ในคริสต์ศาสนา สอนว่าพระเจ้าได้สร้างทุกอย่างมาให้แก่มนุษย์เรียบร้อยดีแล้ว มนุษย์ไม่จำเป็นต้องกังวลหรือด้นรนแสวงหา สามารถทำจิตให้นิ่งเย็นแล้วเตรียมพร้อมรับทุกอย่างที่จะเข้ามาในชีวิตเท่านั้นก็พอ แต่เมื่อความเข้าใจในคริสต์ศาสนาคลาดเคลื่อนออกไป กลายเป็นลัทธิล่าอาณานิคม โดยการอ้างว่าพระเจ้าให้โลกนี้แก่เขาครอบครอง พวกเขาจึงคิดที่จะครอบครองโลก เป็นต้น คริสเตียนบางคนที่อ่อนแอและไม่เข้าใจในคำสอนของพระเยซูบางคนเข้าใจคลาดเคลื่อนถึงขนาดทำตัวเป็นพระเจ้าเสียเอง ด้วยการลิขิตชีวิตให้ผู้อื่น ยุยงให้ผู้อื่นที่รักกัน ให้เลิกกัน แล้วหาคู่ให้เขาใหม่ก็มี อันนี้ ผู้เขียนได้มีประสบการณ์พบมาเหมือนกัน นี่เป็นผลจากความยึดมั่นถือมั่นในตัวกูของกู ความหมายของอาตมันของพวกเขาจึงเป็นไปในลักษณะของการยึดมั่นครอบครอง, บงการ, บังคับสิ่งต่างๆ

 

๒)   อาตมัน คือ ส่วนหนึ่งของปรมาตมันที่แบ่งออกเพื่อทำกิจแล้วจะรวมใหม่

พราหมณ์เหล่าหนึ่งได้ค้นพบว่า “อาตมัน” นั้น เป็นการแบ่งส่วนออกมาจากปรมาตมัน หรือเป็นส่วนหนึ่งของเทพเจ้า หรือพราหมณ์ผู้บำเพ็ญจิตก็คือส่วนหนึ่งของเทพเจ้าที่ตนค้นพบ และเมื่อถึงวันหนึ่งจะกลับไปรวมกันใหม่ เป็นหนึ่งเดียวกัน พราหมณ์เหล่านี้จะบำเพ็ญบารมีด้วยการรวมจิต รวมดวงจิตหลายดวงเข้าด้วยกันกับดวงจิตที่มีบารมีมาก เป็นเทพเจ้าประจำอยู่ในกายสังขารของตน พราหมณ์ที่ค้นพบอย่างนี้ไม่ผิด แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นอย่างนี้ พราหมณ์เหล่าที่เป็นแบบนี้มีอยู่จริง และจะได้ผลอย่างที่เขาบำเพ็ญอยู่นี้ คือ การกลับไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกันของจิตวิญญาณที่ถูกแบ่งส่วนออกมา การบำเพ็ญในลักษณะนี้ คือ การบำเพ็ญเพื่อการรวมบารมีให้เป็นหนึ่งเดียว หลังแบ่งภาคจิตแล้ว ผลจากการบำเพ็ญตามแนวคิดนี้ ก็จะได้กลับสู่เทพเจ้าที่ตนนับถือ และมีสภาวะคล้ายเทพเจ้าที่ตนนับถือนั้นๆ คือ ยังเวียนว่ายตายเกิดมาช่วยมนุษย์อยู่ ไม่ต่างจากพระนาราย ที่ก็ยังต้องเวียนว่ายมาช่วยมนุษย์เช่นกัน ยังไม่หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด แนวคิดนี้ เหมาะสำหรับท่านที่ยังไม่ปรารถนานิพพาน แต่ปรารถนาจะบำเพ็ญบารมี เช่น โพธิสัตว์  

 

๓)   อาตมัน คือ ผลจากการปรุงประกอบของเหตุปัจจัยอันไม่เที่ยงไม่ใช่อัตตา

พราหมณ์เหล่าหนึ่งได้ค้นพบว่า “อาตมัน” นั้น เป็นเพียงผลจากการปรุงประกอบของเหตุปัจจัยอันไม่เที่ยง ไม่ใช่อัตตา เหตุปัจจัยเหล่านั้น จำแนกได้ ๗ ชนิด คือ ธาตุทั้งเจ็ด อันได้แก่ มโนธาตุ, วิญญาณธาตุ, อากาศธาตุ, ธาตุดิน, ธาตุน้ำ, ธาตุลม, ธาตุไฟ ซึ่งทั้งเจ็ดธาตุนี้ล้วนไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนไปไม่อาจบังคับได้ตามใจต้องการทั้งหมดก็หาไม่ เอาแน่นอนมากไม่ได้ ดังนั้น เรานั้นจะยึดมั่นถือมั่นอะไรว่าเป็นเราอันแท้จริงนั้นก็หาได้ไม่ เราจึงอยู่ด้วยการปรุงแต่ง ปรุงประกอบทั้งสิ้น เมื่อสิ้นแล้วซึ่งการปรุงแต่ง ก็หมดซึ่งความเป็นเรา ความเป็นตัวกูของกู ความเป็นอัตตา เมื่อจิตไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรเลยอย่างนี้ และเห็นแจ้งชัดอย่างไม่ลังเลสงสัยว่านิพพานคือสภาวธรรมที่มีอยู่จริง และสามารถก้าวล่วงให้พ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริงอย่างนี้ ก็จักเข้าถึงสภาวธรรมที่ละเอียดอย่างที่สุดที่เรียกว่า “นิพพาน” ได้ด้วยวิธีนี้เอง ผู้เขียนเคยปฏิบัติทางจิตและได้อาศัยสหายธรรมที่บำเพ็ญจนสำเร็จหูทิพย์ตาทิพย์เพื่อตรวจดูจิตวิญญาณภายในที่เปลี่ยนไปทุกครั้งที่บำเพ็ญทางจิต และค้นพบว่าจิตวิญญาณบางดวง เรายึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเรา เป็นอาตมัน แต่เมื่อเหตุปัจจัยเปลี่ยนแปลงไป จิตวิญญาณดวงนั้น กลับจุติออกไปจากร่างกายของเราได้ บางดวงสามารถนิพพานไปก่อนที่เราจะดับขันธปรินิพพานได้ จึงละคลายความยึดมั่นถือมั่นว่าจิตเป็นเรา จิตเป็นตัวกู ของกู และค้นพบว่าไม่มีอะไรที่เป็นเรา เหมือนหัวหอม เมื่อแกะออกทีละชั้นๆ จนหมดสิ้นแล้ว ก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่ในใจกลางหัวหอมนั้น แต่หัวหอมนั้นก็เกิดได้ด้วยเปลือกหัวหอมที่ห่อหุ้มกันมาเป็นชั้นๆ เท่านั้นเอง ไม่ใช่ตัวกูของกูเลย

 

อาตมันที่ยังมีอัตตา

อาตมันที่ยังมีอัตตา คือ ความเข้าใจในตัวตนของตนอันแท้จริง ที่ยังยึดมั่นถือมั่นว่ายังมีความเป็นตัวเป็นตนที่แท้จริงอยู่ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เช่น การยึดมั่นถือมั่นร่างกายสังขารนี้ว่าเป็นอาตมัน เป็นตัวตนของตน อันนี้แสดงถึงความเข้าใจในอาตมัน หรือตนเองที่ยังมีความยึดมั่นถือมั่นหรืออัตตาอยู่ สำหรับท่านที่ปฏิบัติจิตจนเข้าใจถึงสภาวธรรมและสภาวะของจิตวิญญาณว่าไม่ใช่ตัวกูของกู แต่สามารถแบ่งออกหรือกลับมารวมกันได้ใหม่ เหมือนธาตุชนิดอื่นๆ ด้วยเหตุว่าเป็นธรรมะ เป็นธรรมชาติ ก็มีความเหมือนกันเป็นธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นมโนธาตุ, ธาตุดินหรือธาตุน้ำก็เป็นธรรมชาติเหมือนกันมีลักษณะเช่นเดียวกัน คือ แบ่งออกไปแล้วกลับมารวมตัวกันได้ แล้วยังไม่ปรารถนาที่จะนิพพาน แต่ปรารถนาที่จะฉุดช่วยสรรพสัตว์ก่อน อย่างนี้ เขาย่อมเข้าใจอาตมันอย่างแจ้งชัดไม่หลงไม่ถูกอวิชชาครอบงำ ย่อมบรรลุได้ถึง “อรหันตโพธิสัตว์” แต่เขาก็จะอาศัยการยึดมั่นถือมั่นในอาตมันนี้เพื่อเวียนว่ายตายเกิดช่วยเหลือสรรพสัตว์ต่อไป เรียกว่าอาศัยอัตตา แต่ไม่มีอวิชชา ซึ่งต่างจากพวกแรกที่ไม่เข้าใจถึงธรรมชาตินี้ อย่างนั้นย่อมมีทั้งอัตตาและอวิชชาอยู่ครบ     

 

อาตมันที่เป็นอนัตตา 

อาตมันที่ไม่เหลืออัตตาแล้ว คือ ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรใดๆ อีกว่าเป็นตัวเราของเรา ความเป็นตัวตนของตนหมดเชื้อโดยสิ้นเชิง จิตก็ไม่ใช่ตัวเรา ยึดมั่นไม่ได้, วิญญาณก็ไม่ใช่ตัวเรา ยึดมั่นไม่ได้, ร่างกายนี้ก็ไม่ใช่ตัวเรา ยึดมั่นไม่ได้ เป็นแค่ของอาศัยใช้ทำกิจที่ควรทำ ละเว้นกิจที่ควรเว้นไปเพียงชั่วคราวขณะยังมีลมหายใจอยู่บนโลกไปก็เท่านั้น ไม่มีสาระความหมายอันใดจะให้ยึดถือ ว่าดีหรือชั่ว ว่าถูกหรือผิด ว่างามหรือไม่งาม ว่าน่ารักหรือน่าเกลียด ไม่มีสาระใดๆ ที่จะปรุงแต่ง จะอยาก จะยึดถือเลย เพราะได้มีประสบการณ์ตรงจากการปฏิบัติทางจิตแล้วว่าไม่มีอะไรที่จะเป็นที่ยึดมั่นถือมั่นได้แท้จริง ผู้ที่เข้าใจถึงอาตมันหรือความเป็นเราอันแท้อย่างนี้ ย่อมเข้าใจถึงอนัตตา คือ สภาวธรรมที่ไม่อาจยึดมั่นถือมั่นได้ว่าเป็นตัวตนของตนใดๆ เลย เพราะธรรมชาติเป็นอย่างนี้เอง เมื่อเราหลง เมื่อเราอยาก เมื่อเราปรุงแต่ง ความมีตัวมีตนต่างๆ ก็เกิดขึ้นในความเข้าใจ การรับรู้ของเรา ซึ่งเป็นการรับรู้แบบผิวเปลือกที่ไม่ตรงกับธรรมชาติอันแท้จริง เป็นความจริงแต่ชั่วระยะ เป็นแค่ “สมมุติธรรม” คือ ธรรมะที่สมมุติขึ้นด้วยการปรุงแต่ง, ความอยาก, การยึดต่างๆ นานา เท่านั้นเอง สำหรับพราหมณ์ที่ค้นพบอาตมันเป็นอนัตตานี้ ได้แก่ เจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งต่อมาได้ตัดสินใจประกาศศาสนาและสมมุติตนเป็นพระพุทธเจ้านั่นเอง

โดย physigmund_foid

 

กลับไปที่ www.oknation.net