วันที่ พฤหัสบดี เมษายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จากรน บารนี ถึงอรอาย อุษาสาง (จดหมายวรรณกรรม ฉบับที่ ๔)


มืด และสายลมหนาวในคืนวันปลายเดือนท่ามกลางวาระเฉลิมฉลองเพื่อการปลดปล่อยความเครียดเคร่งที่ “จัดยิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่ผ่านมา” ในรูปแบบการเดินทางกลับภูมิลำเนาราวกับการอพยพ ไปเพื่อบาดเจ็บบนท้องถนน ไปเพื่อพิการบนท้องถนนและ หากเข้าตาร้าย ตายบนท้องถนนด้วยหวังทุบทำลายทุกสถิติที่บันทึกไว้ให้ย่อยยับลง นั้นยังคงไม่โชยกรรโชกรุนแรงนัก สามทุ่มกว่าแล้ว...อากาศเย็นลงเชื่องช้าแต่เมื่อตะวันยังคงสาดแสงสีแปลกตาทางฟากทิศอัสดงคต ในสองหรือสามชั่วโมงหลังพวงมาลัยบนถนนซึ่งหักซ้ายป่ายขวาล่องไปตามผิวขรุขระราวกับใบหน้าปรุสิวของหนุ่มแรกนมแตกพานและเพิ่งค้นพบความหฤหรรษ์บนอวัยวะของตนเองนั้นกินแรงนัก บางทีก็ปะเข้ากับฝูงแพะฝูงวัวและฝูงหมา(เพื่อนแกว่า “แหม่...ตัวกะลังเหมาะทีเดียวโว้ย จะทำลาบหรือคั่วแฮ้มก็เอร็ด เล็งไว้สักตัว ชนเหมาะๆแล้วคว้าขึ้นรถ เป็นอย่างไร?”)ซึ่งไม่อินังขังขอบเอาเสียเลยกับเสียงแตรจากรถยนต์สี่ประตูมอมแมม แกยังคงคิดถึงเรื่องราวที่เพิ่งรับรู้เมื่อเช้าพร้อมกับความไม่น่าจะเป็นไปได้ อึมครึมและไม่อาจเข้าใจ เสียงเพลงเพื่อชีวิตหลากศิลปินต่างแผดทำนองแข่งกับเสียงพูดคุย เสียงลมและเสียงแปลกๆผิดสังเกตของห้องเครื่องซึ่งดังแทรกขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยซึ่งต่อมาพบว่าเกิดจากการที่เครื่องนั้นร้อนจัดและไอน้ำเสือกดันฝาหม้อน้ำหลุดหล่นหายไปเสียชิบเมื่อตอนถึงสถานที่ที่จะแวะนอนระหว่างทางพอดิบพอดีนั่นคือ อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ...เงียบแต่ไม่สงัด วงเหล้าเริ่มต้นด้วยคำกล่าวหยอกเอินถึงหญิงสาวบางคนระหว่างเส้นทางตามความสนุกของปากและดีกรีของเหล้าเถื่อนพื้นบ้านเมามายเกินราคาขายใต้แสงเทียนสองเล่ม เล่มหนึ่งจุดไว้เพื่อมองกับแกล้มและเพื่อรินเหล้าไม่ให้หก อีกเล่มนั้นเพื่อสร้างบรรยากาศขรึมขลังอย่างเชยๆของการเขียนกวีก๊อกๆแก๊กๆของแก เขียนบันทึกก๊อกๆแก๊กๆของแกและเพื่อให้เปลืองน้ำตาเทียนเล่นเสียบ้างราวกับว่ามันจะช่วยให้แกเขียนกวีได้เรื่องได้ราวและช่วยให้อากาศรอบข้างอ้าวอุ่นขึ้นบ้าง เสียใจ ไม่เป็นเช่นนั้น หมอกหนาหนักเรี่ยรายลงโอบคลุม น้ำค้างเกาะพราวเรี่ยรายตามโต๊ะยาว ม้านั่งยาว เสาร้านค้า คร่าวไผ่บนแผงขายของ ใบหญ้าและต้นไม้ซึ่งเมื่อแกรู้สึกปวดเยี่ยวขึ้นมาทีไรและกลั้นไม่ไหวต้องเดินไปปล่อยนั้นเพียงแค่เดินเฉียดมันก็ร่วงพรูลงมาปะทุความเยียบเย็นขึ้นสะพรั่งเต็มกายแม้ว่าแกจะใส่เสื้อหนาวก็ตามที หนาวระยำ แกคิด บรรยากาศเช่นนี้แกกินเหล้าจุและเพื่อนๆของแกก็กินเหล้าจุและคำสนทนาก็ขยับขยายไปสู่เรื่องราวที่ล่วงเข้าใต้สะดือมากขึ้นตามความหนุ่มที่ห่างความนุ่มความเนียนมาเสียนานจนแทบลืมสัมผัสเช่นนั้นไปแล้ว วนเวียนอยู่กับความขาวหอมๆใบหน้าหอมๆรูปร่างหอมๆ พิสดารและอาจพูดได้ว่าทั้งหมดที่เมาน้ำลายกันนั้นเป็นถ้อยคำลามกที่น่ารักซึ่งหากมีหญิงสาวร่วมทางมาด้วยก็คงอายหน้าแดงหูแดงบ้างเป็นธรรมดา แกเพลินกายแกสบายใจ แกรักความรู้สึกเช่นนี้ เป็นความรู้สึกที่ห่างหายไปนานกับความวุ่นวายในนครหลวงแห่งโสเภณี ( “กรุงเทพฯคลุ้ง...คาวหืน   ไฟกามกลืน...กลบไหม้ ฯ”) ซึ่งแกเรียกมันคืนกลับมาด้วยเหล้าเถื่อนพื้นบ้านเพียงสองสามรอบเท่านั้น แหมโว้ย ถ้ามีควันหอมๆให้กลืนคงจะเรี่ยมกว่านี้ แกพูด และเพื่อนๆของแกก็สำนองด้วยอากัปกิริยาเยี่ยงเดียวกับแก ต่างสึดลมสูดปากโหยหาควันหอมๆในจินตนาการกลืนกินพลางทางก็นึกถึงคำนักเลงสุรายาควันว่าไว้ “เหล้าเวียนขวากัญชาเวียนซ้าย”แต่เราแม่งก็แค่พวกนักลองและเสือกไม่มีกัญชาก็เล่นยาเส้นไปพลางก่อนก็แล้วกันว่ะ เริ่มดึกแล้วและสายลมโชยกรรโชกช้าเชือน กรีดบาดวงเหล้าที่เนือยลงและหมดมุขหมดคำห่ามๆที่จะเหน็บแนม สบถด่าทอพอให้มันปากแล้วและปลอบปลุกประสาทสัมผัสให้สะท้านต่อความรู้สึกและอารมณ์กึ่มๆของแก จากถ้อยคำพูดคุยที่วนเวียนอยู่ใต้สะดือเหล่านั้นต่างเงื่องหงอยลงและลอยเวี่ยวนมาสู่เรื่องราวที่ทั้งแกและเพื่อนๆของแกนั้นไม่อาจเข้าใจ อึมครึมและไม่น่าจะเป็นไปได้  มันเป็นเหตุการณ์แอบเสริดชุ่ยๆซึ่งชะตากรรมเล่นเอาเถิดกับชีวิตคนดีๆคนหนึ่งให้พังพินาศไปอย่างเลอะเลือนซึ่งถึงแม้ว่าแกจะไม่ได้สนิทชิดเชื้อกับน้องคนนั้นเท่าๆกับความผูกพันที่เขามีต่อเพื่อนๆของแกเลยก็ตามที กระนั้นมันก็ส่งผลต่อแก แกใจหายต่อเหตุการณ์เช่นนั้น แกไม่อยากนึกถึงมันไม่อยากตั้งคำถามและถ่มคำตอบเงอะง่าวซึ่งเป็นการไม่ให้เกียรติผู้ตายเอาเสียเลย แกเริ่มเมาแล้วและแกเซซังลุกขึ้นไปเยี่ยวอีกครั้งและระหว่างที่ยืนปล่อยอย่างอ้าวอุ่นหว่างขาอยู่นั้นแกก็แหงนคอมองไปบนฟ้า มันเป็นคืนที่แสงจันทร์ไม่อาจเอาชนะประกายดาวนับล้านที่พริบพรายอวดความมืดที่ห่มคลุมได้เลย กูอยากบินโว้ย แกคิดรวนๆตามดีกรีที่ฟาดเข้าไปแล้วหลายรอบหลายจอกและไพล่นึกถึงบทกวีที่แกเขียนค้างไว้ที่โต๊ะยาวบนสมุดเลื่อนเปื้อนเล่มนั้นนัยว่าจะอุทิศแด่น้องคนนั้น  ไม่สิ  เรียกว่าเขี่ยมันขึ้นมาจะฟังเข้าทีกว่าเพราะแกเขียนมันด้วยอารมณ์อันพลุ่งพล่านร่านบ้า แกเขียนมันด้วยความไม่สุขุมรอบคอบซึ่งนักกวีที่ดีพึงมีถึงแม้ว่าแกจะเขียนมันใต้แสงพราวไสวจากเทียนเล่มน้อยก็ตามที เถอะ แกว่าไว้อย่างไรนะ ไหนลองด้นให้ฟังดูถี

.

...จึ่งบิน เฉื่อยช้า
ร่วงลา ดื่มอากาศ ฟุ้งฝัน
เริ่ม จบ คืน วัน
แหลกละลาย มึน งง
  
ที่โต ที่เติบ เป็นก้อนเนื้อ
ละไปเพียงเหลือแค่ฝุ่นผง
คอยรอ เวลา ปลดปลง?
บางคำตอบ ลอยเรี่ย ในหมอกนั้น...

.

และนั่นราวกับเป็นถ้อยคำทำนายที่เปื้อนเลือดของแกในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมาเมื่อคราวที่วงเหล้าและคำสนทนาเริ่มเมามายและอ้อแอ้โลเลแล้ว ตีสามแล้วและความง่วงงุนเริ่มโจมจับเป็นนายของความเงียบและเปลสนามที่แกพกมานั้นสำหรับแกแล้วไม่มีสถานที่ใดเหมาะใจแก่การผูกนอนได้เท่ากับเสาเรียงรายในศาลาพักผ่อนของทางอุทยานฯที่แกหมายตาหมายใจไว้ตั้งแต่เมื่อแรกมาถึง(ซึ่งตามกฎแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาต) เอากับแกซี นอนฟังเสียงน้ำตกไหลรินข้างหู นอนฟังเสียงดนตรีของป่าที่แกไม่คุ้นชินและโหยหา ไอ้โฮโมซาเปียนตัวผู้อารมณ์โรแมนติคแบบสั่วๆ ซึ่งเมามายและพึงใจกับอารมณ์ครึ้มๆกึ่มๆและอุตริจะนอนเสพสังวาสสรรพเสียงธรรมชาติโดยสามผลามเพลินสู่ที่หมายและจบลงด้วยลิ่มเลือดทะลักนองท้องธารเบื้องล่างเขื่อนกั้นที่แกร่วงลอยลงไปจากความสูงร่วมๆหกเมตร ไม่สิ แกพลัดลื่นไถลไปตามทางก่อนลอยร่วงลงอีกไกลพอดูทีเดียวซึ่งวาบนั้นแกฉุกคิดได้บ้างแล้วและพิศวงว่ากูมาทำอะไรอยู่ตรงนี้วะ ไวเท่าความคิด แข้งขาแขนแมนของแกเปะป่ายหมายจะคว้าจับใบหญ้า ต้นไม้ หรือก้อนหินบ้างแต่แกก็คว้าได้แต่เพียงลมหนาวซึ่งยังคงโชยพัดอย่างอ้อยสร้อยและเงียบเชียบ ไฟแห่งความเอมใจที่ปะทุพะเนียงในวงเหล้าครึกครึ้มก่อนหน้านั้นได้มอดลงอย่างรวดเร็วและเงียบงันและทั้งน้ำและดินแห่งท้องธารน้ำตกภูสอยดาวก็กระหน่ำซ้ำซัดเอากับร่างของแกเสียยับ แกตระหนก แกสับสน เจ็บปวด มึนงงและแกเริ่มโหวกเหวกโวยวายเอากับความเงียบซึ่งมันก็ตอบกลับมาด้วยความเงียบใบ้ที่ยิ่งกว่าและเย่อหยิ่งยิ่งกว่า บัดซบกว่านั้น ไม่มีใครได้ยินแผดเสียงที่แกตะเบ็งคำรามออกไปอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยร่วมชั่วโมงรวมทั้งเพื่อนๆของแกซึ่งต่างชิงห่มผ้าผวย ห่มถุงนอน มุดเต็นท์หลับใหลกันไปนานแล้ว กำนัลแด่การร่วงร่างลิ่วลงของโฮโมซาเปียนตัวผู้อารมณ์โรแมนติคแบบสั่วๆ เช่นแกครั้งนี้ซึ่งสำรวจโดยปลายนิ้วอันสั่นระทกและสายตาที่มืดมัวดับลงต่อมาไม่นานพร้อมๆกับสัมปชัญญะของแกก็พบว่าแท่งกระดูกหน้าแข้งข้างขวาหักโดยสิ้นเชิงและทิ่มแทงผิวเนื้อผุดโผล่ออกมาอวดความขาวกาววาว เป็นสีขาวที่ขาวกว่าความขาวเท่าที่แกเคยเห็นมาทั้งชีวิตซึ่งตัดกับเส้นสายสีแดงของลิ่มเลือดที่ทะลักหยาดและหยดละลายไปกับสายน้ำและฝังฝากความปวดเจ็บไปกับสายน้ำและเอ่ยประโยคบอกลาความสนุกลืมตายในห้วงความคำนึงถึงวาระแห่งการเฉลิมฉลองที่แม่ง “จัดยิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่ผ่านมา” ได้อย่างเต็มคำรามเปื้อนเลือดของแกได้เลย ไอ้คน.

ถึงอ้าย อรอาย อุษาสาง ครับ
สวัสดีปีใหม่ครับอ้าย

ล่าช้าและทิ้งเวลาไปนานพอสมควรให้เขกกะโหลกตัวเองด้วยมะเหงกหัวแม่ตีนสักโป๊กสองโป๊กและนึกทบทวนเรื่องราวที่ผ่านไปในวาระเทศกาล “เจ็ดวันอันตราย” ซึ่งสำหรับผมแล้วนั้นกลับกลายเป็น เจ็ดวันอันตรธาน ไปเสียซะอย่างงั้น
พอดีเจ็บไข้ได้เลือดและนอนนับ วันเวลา ถอยหลัง เริ่มต้น ที่โรงพยาบาลกับเพื่อนใหม่ข้างเตียงหลายคน(พระท่านที่ปวดบั้นเอวรอครบเวลาหมอผ่าตัดสั่งห้ามฉันห้ามดื่มอะไรทั้งสิ้นแต่แอบลักไก่ฉันนมเปรี้ยวอร่อยเหาะเสียสามขวด, ละอ่อนหนุ่มนั่งบนตะกร้าหน้ารถมอไซค์ซ้อนสามเสยท้ายรถกระบะซึ่งแฝดผู้น้องผู้มาเฝ้าไข้ได้เพียงคืนเดียวก็เหงาหงี่ปรี่ออกไปให้นักเลงก้นซอยโลกีย์ละแวกนั้นฟันเสียยับในคืนส่งท้ายปีและเซซังมานอนคุดคู้ดูแลคอยหยิบน้ำป้อนข้าวแฝดผู้พี่อย่างน่าชื่นชมต่อไป, .........) ครับ! สุขสนุกไปอีกแบบแนวๆ มาโซขิสม์ ล่ะครับ
เรื่องข้างบนนั้นผมเขียนความรู้สึกไว้ ไม่สิ ขอยืมคำของอ้ายที่ว่า  “...ฟังเสียงภายในเพรียกร้อง” จะชัดเจนกว่า ปรุงมันนิดหน่อยตามแนวของ “เงาสีขาว”(เล่มนี้ควรเป็นหนังสืออ่านของเยาวชนประเทศนี้อย่างยิ่ง) แต่เทียบกันไม่ได้เลยกับศิลปะการถล่มความรู้สึกของเงาสีขาวที่พุ่งออกมาทุบ แทง ฉีกกรีดและเย้ยหยันเอาผมนอนหงิมเหงี่ยมอยู่บนเตียงข้างๆ มัน อย่างไรก็ดี ผมกับมันเป็นเพื่อนกันมาหลายรอบหลายปีแล้ว รักหนังสือเล่มนี้ชะมัด ขนาดผมนอนแบ่บอยู่เพื่อนยังติดกระเป๋าเอาไว้ให้
   นับเป็นจดหมายฟูมฟายเรื่องส่วนตัวจนเกินพอดี ขอโทษทีนะครับ แต่ผมก็เซ็งการบ่นบ้าไปกับการเมืองเรื่องปาไข่ปาขี้แล้ว อ้ายอย่าถือสาหาความเลยนะครับ ฉบับนี้ผมมีแรงเขียนเท่านี้ล่ะ ขอตัวไปอ่านเงาสีขาวต่อก่อนนะครับ สวัสดีปีใหม่อีกครั้งครับอ้าย 

.
        
รน บารนี
       ต้นเดือนมกราคม ’๕๒

โดย อัปสรสวรรค์

 

กลับไปที่ www.oknation.net