วันที่ เสาร์ เมษายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Radio Blog(ภาษาโกงวันละคำ)ฉ้อราษฎร์บังหลวงกับฉ้อราชบังหลวง?


พระบรมฉายาลักษณ์จากเว็บไซต์พลังจิต (palungjit.com)

Get this widget |Track details |eSnips Social DNA

การฉ้อราชบังหลวงในประวัติศาสตร์
คดีพระปรีชาฯ ขุนนางไทย (พ.ศ.2421)

โดย ม.ล.วัลย์วิภา บุรุษรัตนพันธุ์ (จรูญโรจน์)

ประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี สยามประเทศ เป็นประวัติศาสตร์สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินทรงมีพระราชอำนาจสิทธิเด็ดขาดเพียงผู้เดียว

ที่เกริ่นนำเช่นนี้เพื่อต้องการปูพื้นให้เข้าใจว่า "คำ" และ "ความหมาย" ของการฉ้อราษฎร์บังหลวงในสมัยนั้นจะใช้คำว่า "ฉ้อราชบังหลวง" มิใช่ "ฉ้อราษฎร์บังหลวง" เหมือนสมัยประชาธิปไตยในปัจจุบัน

คดีฉ้อราชบังหลวงที่เป็นเรื่องราวใหญ่โตในสมัยนั้นเห็นจะไม่พ้นคดีของพระปรีชากลการ

พระปรีชากลการ หรือ สำอาง อมาตยกุล ขุนนางไทยผู้เป็นต้นเหตุ เป็นผู้จัดการตั้งเครื่องจักรทำแร่ทองคำของรัฐบาลอยู่ที่เมืองปราจีนบุรี และเป็นผู้บังคับราชการเมืองปราจีนบุรีด้วย แต่ในการปกครองเมืองปราจีนฯ ของพระปรีชาฯ นี้ ปรากฏว่ามีราษฎรมาร้องทุกข์ว่าพระปรีชากดขี่ข่มเหง ในขณะนั้นรัฐบาลเองก็มีความหวาดระแวงเรื่องพระปรีชาฯ ทำบ่อทองว่าจะคดโกง เนื่องจากพระปรีชาฯ เบิกเงินหลวงไปลงทุนถึง 15,500 ชั่งเศษ แต่ส่งทองมาเพียง 111 ชั่งกว่าเท่านั้น(1) จำนวนทองที่ส่งมาเพียงเท่านี้ เป็นจำนวนที่ต่ำกว่าความคาดหมายมาก แต่ทางรัฐบาลก็ยังไม่คิดจะจัดการชำระพระปรีชาฯ เสียทันทีที่ได้รับเรื่องราว ด้วยเหตุผลว่ารัชกาลที่ 5 จะทำการบุญ คือ ฉลองวัดนิเวศน์ธรรมประวัติที่บางประอิน หรืออาจะเป็นเพราะว่าพระปรีชาฯ และครอบครัวของพระปรีชาฯ ซึ่งมี พระยากระสาปนกิจโกศล (โหมด อมาตยกุล) เป็นบิดา เป็นข้าละอองธุลีพระบาทซึ่งทรงโปรดปราน และเคยรับราชการด้วยใกล้ชิด ตัวพระยากระสาปนกิจนั้นได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นถึงที่ปรึกษาในพระองค์ และเป็นประธานกรรมการคณะตระลาการชำระความพระยาอาหารบริรักษ์ด้วย

ในขณะที่ทรงวัดอยู่นั้น พระปรีชาฯ ก็ก่อเหตุขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่งคือแต่งงานกับ นางแฟนนี น๊อกซ์ (Knox) ลูกสาวของนายน๊อกซ์ กงสุลเยเนอราลของอังกฤษ พิธีจัดขึ้นที่บ้านของพระปรีชาฯ แต่ปรากฏว่าไม่มีญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายอยู่ในพิธี นอกจาก นายโกลด์ (Gould) ขุนนางในกงสุลอังกฤษเพียงผู้เดียว

จากเรื่องราวดังกล่าวนี้ จะเห็นได้ว่าพระปรีชาฯ มีชนักติดหลังแล้ว 3 เรื่อง คือ ฉ้อราชบังหลวงเรื่องบ่อทอง ใช้อำนาจไม่เป็นธรรมในการปกครอง และเป็นขุนนางผู้ใหญ่แต่งงานกับชาวต่างชาติโดยไม่ได้กราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นทั้งเจ้าชีวิตและพระเจ้าแผ่นดิน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ขัดต่อพระราชประเพณีการปกครองของไทยอย่างยิ่ง

คดีนี้ นายน๊อกซ์ พ่อตาของพระปรีชาฯ  กล่าวหาว่า  สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนาค) เป็นต้นคิดให้จับพระปรีชาฯ โดยทำหนังสือกราบบังคมทูลขึ้นมาให้จัดการ เมื่อพิจารณาดูแล้วก็น่าจะเป็นจริงดังความเข้าใจของนายน๊อกซ์ และน่าที่สมเด็จเจ้าพระยาฯ จะทำได้ เพราะคดีพระปรีชานี้เป็นคดีฉ้อราชบังหลวงด้วยคดีหนึ่ง เหมือนกับคดีชำระความเรื่องค่านาจนถึงกับถอด พระยาอาหารบริรักษ์ "ลูกน้อง" ของสมเด็จเจ้าพระยาฯ ซึ่งบิดาของพระปรีชาฯ คือ พระยากระสาปนกิจโกศล เป็นประธานคณะกรรมการชำระความเรื่องนั้นด้วย

พระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ 5 เป็นหลักฐานยืนยันว่าสมเด็จเจ้าพระยาฯ เป็นต้นคิดในเรื่องนี้จริงดังนี้

"ถึงพระยาเทพประชุน ท.จ.ปรีวี เคาน์ซิล ข้าหลวง ณ เมืองลาวเฉียงที่เชียงใหม่
ด้วยได้มีหนังสือมาก่อนฉบับที่ 380/40 เป็นคำชี้แจงการแลเตือนสติขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้ว ครั้นจะพูดให้ปรากฏตลอดก็เป็นแต่เงาว่าแต่การไม่จริง ไม่พอที่จะเป็น ก็เป็นไปต่างๆ จึงเตือนขึ้นมา แต่พอให้พระยาประชุนทราบการ ซึ่งมีเค้าเงื่อนซึ่งมีอยู่ในบางกอกแล้ว บัดนี้ก็เป็นการเปิดความชัดเจน

ความแจ้งอยู่ในตราน้อยซึ่งมีขึ้นมานั้นแล้ว ราชการครั้งนี้ทางที่เป็นมาแลที่จำเป็นต่อไปข้างหน้าในความคิดของท่านเสนบดีเปลี่ยนแปลงกับการแต่ก่อนซึ่งพระยาเทพประชุนเคยเห็นมา

แต่การจะตลอดไปมิตลอดไปอย่างไร ยังว่าแน่ไม่ได้ แต่การครั้งนี้เห็นแข็งแรง หักหาญตรงๆ มาก ฝ่ายพวกจำเลยก็ต่อสู้แข็งแรงเต็มกำลัง โดยถืออำนาจที่เกี่ยวดองเป็นที่มั่น ใช้เดินทางลับแลเดินอุบายเป็นพื้นฐานจะเล่นกันไปถึงไหนไม่รู้เลย

สมเด็จเจ้าพระยาเป็นเจ้าของแลเป็นผู้รับที่กล้าส่วนเราเป็นแต่ทัพหลวง ราชการทั้งปวงปรองดองกันเรียบร้อยอยู่ ถึงจะเป็นการแกล้งโดยอุบายประการใด ก็ยังไม่แลเห็นว่าจะเป็นในการเรื่องนี้ พระยาเทพประชุนจะวิตกถึงกรุงเทพฯ ก็อย่าให้วิตกถึงตัวมากนัก วิตกถึงการแผ่นดินให้มากยังไม่ใคร่จะแลเห็นช่องตลอดเลย แต่ถ้าเป็นไปดังนี้เสมออยู่ก็เห็นจะไม่พอเป็นไรนัก วิตกอยู่แต่การข้างบนพิษสงมีอยู่แต่เมื่อจะขึ้นไป 

ฉันกลัวว่าถ้าทราบเหตุอันนี้เข้าจะเป็นไปอย่างใดอย่าหนึ่ง ก็ยากที่จะประมาณใจครั้นจะมีหนังสือขึ้นมาโดยเร็วหรือโดยตรงก็จะเป็นที่หวาดหวั่นเสียการไป จึงได้มีขึ้นอย่างนี้ ให้พระยาเทพประชุนปิดหนังสือให้มั่นและระวังไหวพริบรักษาราชการให้จงดี สุดแต่อย่าให้เป็นศึกสองหน้าขึ้นได้"

-------------------------------

"เจ้าพระยามหินธรศักดิ์ธำรงออกไปตรวจการบ่อทองยังไม่ได้ข่าวคราวอันใดมา ฝ่ายกงสุลอังกฤษขอเข้ามาหาไปรเวต วันหนึ่งพูดขู่ที่จะทำด้วยอำนาจต่างๆ มาชวนให้ออกตัวเสียว่าไม่รู้ไม่เห็นในเรื่องนี้ แล้วให้ไล่สมเด็จเจ้าพระยาแลเจ้าพระยาภาณุวงษ์ออกเสีย พูดการต่างๆ มากเป็นคำติเตียนและคำด่าว่าตรงต่อพวกฟากข้างโน้นมาก ข้างเราเองยังเป็นปานกลางอยู่ เราตอบว่าทำไม่ได้ดังเช่นเขาพูด เขาจึงกำหนดการสามข้อให้ขอโทษ ในข้อที่เอาชื่อเขาออกนั้นโดยขัดข้องข้อ 1 ให้ถอดตรวนพระยาปรีชาพ้นโทษไปข้อ 1  จะชำระความขอให้ตั้งตระลาการที่เป็นยุติธรรมข้อ 1

-------------------------------
 
การเรื่องนี้มิสเตอร์น๊อกซ์แจ้งว่าได้เรียกเรือรบแลได้รับมือคอเวอนเมนต์ แต่เรือรบนั้นกำหนดจะมาถึงบ่ายๆ แต่คอยก็หายไป จนถึงบัดนี้เดือนหนึ่งแล้วก็ไม่เห็นมา ข้อที่บอกไปถึงคอเวอนเมนต์นั้นท่านเสนาบดีว่าจะแต่งตั้งผู้ใหญ่ออกไปพูดคอเวอนเมนต์แต่ยังไม่ได้ตกลงว่าผู้ใด อย่างเอกนั้นสมเด็จเจ้าพระยาจะไปเอง ขอท่านกลาง ท่านกรมท่า อย่างต่ำพระยาภาษกรณ์วงษ์ คิดว่าจะออกไปเร็วๆ นี้ สมเด็จเจ้าพระยาครั้งนี้ทรุดโทรมมาก เห็นจะแตกต่อกับมิสเตอร์น๊อกซ์ไม่ติด แต่นายของพระยาเทพประชุนนั้นหันหลังอยู่ (เจ้าพระยาภาณุวงษ์มหาโกษาธิบดี เสนาบดีว่าการต่างประเทศ-ผู้เขียน) ความคิดจะอย่างไรไม่ทราบ

การเรื่องนี้เห็นเป็นการสำคัญใหญ่โตในบ้านเมืองมากถึงไม่เป็นอันกินอันกัน ท่านเสนาบดีเห็นว่าเป็นความใหญ่กว่าคราววังหน้า แต่ราษฎรบ้านเมืองเรียบร้อยเป็นสุขสบายดี เป็นกำลังของเราอยู่หน่อยหยึ่ง ซึ่งจะยกว่าเสียผลประโยชน์ในการค้าขายไม่ได้…" (2)

"สิ่งสำคัญในเรื่องความเข้าใจของนายน๊อกซ์ต่อคดีพระปรีชาฯ ก็คือนายน๊อกซ์เห็นว่าการฉ้อราชบังหลวงอย่างพระปรีชาฯ นี้ เป็นเรื่องที่ปกติในเมืองไทย เพราะบรรดาข้าราชการไทยทุกคนต้องมีช่องทางทำกินเงินหลวงด้วยกันทั้งสิ้น เนื่องจากข้าราชการไทยทำงานและได้รับผลประโยชน์ตอบแทนด้วยระบบกินเมือง มิได้มีผลประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินเดือนประจำ ดังที่นายน๊อกซ์กล่าวว่า "ได้เงินเดือนไม่ใคร่จะเต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนข้าราชการทหารบกทหารเรือ" (3) 

สิ่งที่นายน๊อกซ์เห็นเป็นผิดปกติ คือ การที่รัฐเห็นว่าพระปรีชาฯ "ทำผิด" คนชาติตะวันตกอย่างนายน๊อกซ์สามารถจะคิดในทำนองนี้ได้ เนื่องจากระบบการปกครองของไทยกับของตะวันตก มีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจน ที่เห็นได้ประการหนึ่งก็คือระบบการปกครองที่มีลักษณะคลุมเครือเมื่อนำมาใช้ในทางปฏิบัติ หรืออาจจะเรียกระบบการปกครองแบบนี้ได้ว่า "พระราชประเพณีอันไม่แน่นอน"

ความสำคัญของคดีพระปรีชาฯ อยู่ที่ความเข้าใจและการตัดสินใจของนายน๊อกซ์นี่เอง เมื่อเป็นดังนี้จึงเป็นโอกาสที่รัชกาลที่ 5 จะแทรกลงไปดึงอำนาจบริหารอีกเหตุการณ์หนึ่ง อาจกล่าวได้ว่าคดีพระปรีชาฯ เป็นเรื่องสำคัญที่เร่งเร้าให้รัชกาลที่ 5 จัดการปฏิรูปการปกครองประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงเอาพระราชหฤทัยใส่ในเรื่องที่จะทำให้เสนาบดีแต่ละกระทรวงรับผิดชอบหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ และให้มีการประชุมปรึกษาหารือกันในการดำริรัฐประศาสนโยบายทุกอย่างทุกประการ

ทั้งนี้ เพราะได้รับบทเรียนจากคดีพระปรีชาฯ ว่า ชาวต่างชาติไม่ยอมรับฟังคำตัดสินของตระลาการ และไม่ไว้วางใจในเสนาบดีรุ่นเก่าของไทย พระราชดำริที่จะจัดการเรื่องเสนาบดีนี้ปรากฏอยู่ในพระราชหัตถเลขาพระราชทานพระยาภาสกรวงษ์ 2 ฉบับที่ว่า

"…ซึ่งจะให้ลูกขุนว่าตัดเป็นคำตัดสินทีเดียวนั้นยากอยู่ ฉันกลัวจะไม่ใคร่สิ้นทางพูด ด้วยกฎหมายของเราวางแบบลงเสียแล้ว ถ้าเป็นคำตัดสินเสนาบดีจึงจะใช้ได้" (4)

และ

"…ครั้งนี้ คิดและเห็นว่าถ้าการเรื่องนี้ (คดีพระปรีชาฯ เรื่องบ่อทอง : ผู้เขียน) สำเร็จแล้ว อยากจะพูดด้วยการเรื่องสุราแลเรื่องอื่นต่อไปอีกบ้าง แต่เป็นการยากอยู่หน่อยหนึ่ง ด้วยเสนาบดีของเรามักจะไม่รู้แกมดื้อ จะต้องปล้ำกันต่อไป…" (5)

..............................

เชิงอรรถ

(1) สำนักบรรณสาร กระทรวงการต่างประเทศ กต.หมวดจดหมายเหตุอังกฤษ ผูกที่ 16 (คดีพระปรีชา)
(2) ณัฐวุฒิ สุทธิ, สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) หน้า 1001-1005 (อ้างพระราชหัตถเลขา ฉบับที่ 31/41 พระยาเทพประชุน วันอาทิตย์ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 6 ปีเถาะเอกศก 1241) 
(3) สำนักบรรณสาร กระทรวงการต่างประเทศ กต.หมวดจดหมายเหตุอังกฤษ ผูกที่ 16 (คดีพระปรีชาฯ)
(4) ณัฐวุฒิ เล่มเดิม หน้า 1146 (พระราชหัตถเลขาพระราชทานพระยาภาสกรวงษ์)
(5) ณัฐวุฒิ เล่มเดิม หน้า 1143 (พระราชหัตถเลขาพระราชทานพระยาภาสกรวงษ์)

ที่มา : http://www.oknation.net/blog/Anti-Corruption/2008/01/30/entry-2

PACM Radio Blog (ย้อนหลัง)

Radio Blog : ปฐมฤกษ์สถานีวิทยุ ป.ป.ช.ภาคประชาชน
http://www.oknation.net/blog/pacm/2009/04/22/entry-1

โดย ป.ป.ช.ภาคประชาชน

 

กลับไปที่ www.oknation.net