วันที่ อาทิตย์ เมษายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ซาไก จงรักภักดีต่อสถาบันฯ


           

                                            ภาพ จาก ตชด.ที่ 445

           ซาไก คือชนเผ่าพื้นเมืองเผ่าสุดท้ายที่เหลืออยู่ทางภาคใต้สุด ที่ชอบเร่ร่นอยู่ในป่าไปมาระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย ในพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ ๕ เรื่องเงาะป่า พระองค์ได้เค้าเรื่องจาก คนัง ซึ่งเป็นเด็กเงาะคนหนึ่งแถว พัทลุง ที่ได้รับการนำเข้าถวายตัวจนได้เป็นมหาดเล็กในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๘

             นามสกุล "ศรีธารโต" เป็นนามสกุลพระราชทานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เมื่อ ปีพ.ศ. ๒๕๑๖ ป่าบนแนวเทือกเขาสันกะลาคีรี ของป่าสงวนแห่งชาติเบตง ที่บ้านซาไก ตำบลบ้านแหร อำเภอธารโต จังหวัดยะลา ซึ่งปัจจุบัน แทบไม่เหลือ เพราะการอพยพไปประเทศเพื่อนบ้าน

                                                                                      ภาพ จาก ตชด.ที่ 445

             ที่ยังเหลืออยู่คือ ซาไกฝั่งป่าฮาลา-บาลา  ป่าอุดมสมบูรณ์ที่สุดในชายแดนภาคใต้ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอต่างๆ ได้แก่ เบตง ธารโต และ บันนังสตา ถือเป็นถิ่นที่อาศัยของเงาะป่าซาไก หรือ อัสรี ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองเผ่าสุดท้ายของภาคใต้ ใช้ป่าในการยังชีพ และดำรงชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย ซาไกจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มละประมาณ ๗ - ๑๒ คน และมีการอพยพโยกย้ายที่อยู่อาศัยอยู่เสมอ การอยู่แต่ละที่ประมาณ ๓ - ๕ วัน แต่ไม่เกิน ๑๐ - ๑๕ วัน เนื่องจากอาหารในบริเวณที่อยู่อาศัยหมดหรือหาได้ยาก
 
             การตั้งที่อยู่อาศัยซาไกจะเลือกบริเวณที่เป็นเนินสูง มีลำธารหรือน้ำตกอยู่ใกล้ๆ มีป่าไม้ใหญ่ปกคลุม ซึ่งเป็นที่มาของ อาหาร ยา ใช้ไม้ไผ่ทำเครื่องมือเครื่องใช้ เช่น อาวุธ ที่พัก หวี กระบอกไม้ไผ่ใช้แทนภาชนะ ในใส่น้ำหุงต้ม ใช้ไม้ไผ่บาง ๆ เป็นเครื่องมือในการตัดสายสะดือทารก ตลอดจนเป็นวัสดุสำคัญในการทำพิธีฝังศพด้วย เดิมซาไกมีความเชื่อว่า ถ้ามีคนในกลุ่มเสียชีวิต ลง วิญญาณผู้ตายจะมาหลอกหลอน เขาจึงไปฝังศพใกล้ๆ ต้นไม้ใหญ่ เพื่อวิญญาณจะได้ไปปอาศัยอยู่

                     โฉมหน้าหนุ่มดิง กับ ลิสแบรนด์สีเหลือง

             ดังนั้นจะเห็นว่าซาไกกับป่า มีความเกี่ยวข้องผูกพันมาตั้งแต่อดีตกาลไม่สามารถแยกออกจากกันได้แต่ถ้าถามกลุ่มซาไก "ศรีธารโต" ว่าหากให้ไปดำรงชีวิตอยู่ในป่าตามรูปตามแบบดั้งเดิมจริง ๆ จะทำได้หรือไม่ พวกเขาตอบว่า "ทำไม่ได้"เพราะสภาพป่าเปลี่ยนไป

              สิ่งที่เป็นมรกดตกทอด และเป็นที่ยอมรับของคนในสังคม กับความชื่นชมในภูมิปัญญาของชาวเงาะป่าซาไก นั่นคือ "กระบอกตุด" หรือ "บอเลา" เป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพสูง พุ่งเร็ว รุ่นแรง เงียบ และหวังผลได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เน้นให้เห็นคุณค่าและความสำคัญของกระบอกตุด ผลิตผลจากป่า คือ ไม้ไผ่

                                    ซาไกกับกระบอกตุด ที่ตำบลอัยเยอร์เวง

              กระบอกตุด เป็นอาวุธประจำกายของผู้ชายที่ใช้ล่าสัตว์ และป้องกันตัว มีความสำคัญมาก จะติดกับตัวอยู่เสมอเมื่อออกจากบ้าน
ในอดีตมีเรื่องเล่าว่า ซาไกในบ้านแหรก็อาศัยอยู่ในประเทศมาเลเซีย ชาวมาเลย์พื้นเมืองนั้นชอบและอยากได้กระบอกตุดมาก ก็ได้เอ่ยขอจากซาไก แต่ชาวซาไกไม่ให้ จึงทำให้ชาวมาเลย์ไม่พอใจ พยายามกลั่นแกล้งจนกระทั้งกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต ทะเลาะกัน ชาวมาเลย์ข่มขู่ กล่าวหาว่าซาไกมีอาวุธร้ายแรง จะแจ้งจับถ้าไม่ให้กระบอกตุด แก่พวกมาเลย์ ขู่ว่าผิดกฎหมาย สุดท้ายซาไกจึงถูกยึดอาวุธประจำกายไปหมด และมีการจับกุมคนที่มีอาวุธ พวกซาไกกลัวมาก จึงเป็นสาเหตุให้ชาวซาไกหลบหนีเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย ในบริเวณบ้านแหรตำบลธารโต และสร้างกระบอกตุดขึ้นมาใหม่

               ซึ่งในปัจจุบัน ถ้าใครเคยเข้าไปยังประเทศมาเลเซีย ก็จะพบว่า รัฐบาลมาเลเซียได้จัดสรรที่กิน และมีเงินเดือนให้ชาวซาไก เพื่อดึงให้ชาวซาไกกลับไปยังประเทศดังเดิม และเขาก็ทำสำเร็จ เพราะมีการอพยพกลับไปประเทศมาเลเซีย จนบ้านแหรแทบจะเป็นหมู่บ้านร้างจากเหตุผลต่างๆนาๆ รวมทั้งเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้

                                 อามิส ซาไกอวุโสผู้ล่วงลับ ซึ่งแต่งงานกับ จคม.

                เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2552 ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสเข้าพบ และสัมภาษณ์ ซาไกที่อาศัยอยู่ในป่าฮาลา-บาลา ทำให้ทราบจาก เจ้าหน้าที่ ตชด.ที่ 445 ว่า ซาไกที่นี่ เป็นคนละเผ่ากับเผ่าซาไก ที่บ้านแหร และแถวพัทลุง เพราะพูดคนละภาษา แถมยังอาศัยอยู่แบบวิถีเดิมๆในป่าลึกกว่า 40 ครอบครัว มีบ้างที่เข้ามารับจ้างถางป่ากับชาวบ้านก็เมื่อ 10 กว่าปีนี้เอง (ตั้งแต่ 2540) โดยจะขอแลกแรงงาน กับยาเส้น ข้าวสาร และน้ำตาลแว่นของโปรด บางครั้งก็จะนำน้ำผึ้ง หรือสมุนไพรมาแลกเปลี่ยน 

ดิงกับลีลาพ่นควันอย่างมีความสุข

                 โดยผู้ที่ชาวซาไกเชื่อถือและเคารพก็คือ หน่วยตำรวจตระเวนชายแตนที่ 445 (หน่วยป้องกันและรักษาป่าพระปรมาภิไธ ที่ 2) ที่ปากคลองฮาลา-บาลา ซึ่ง พ.ต.อ.พิทักษ์ เอียดแก้ว คือผู้สานสัมพันธ์ระหว่างคนสองโลก จนกระทั้งปัจจุบัน

ซากเพิงที่พักซาไกที่เราพบ ขณะเราเดินป่าเพื่อทัศนศึกษา

                 สิ่งที่ผมสังเกตุเห็นได้จาก “ดิง” หนุ่มชาวซาไกที่แวะมาเยี่ยมเยียนค่ายอบรมเยาวชนเพื่อสร้างนักเขียนและสร้างจิตสำนึกในการรักษ์ป่า นั้น คือที่ข้อมือ มีลิสแบนด์สีเหลืองที่แสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (คงมีใครให้ไว้) ผมจึงถาม”ดิง”ว่า “รู้ไหมว่า ลิสแบนด์สีเหลือง หมายความว่าอย่างไร”  “ดิง” บอกว่า “รู้ ว่า รักในหลวง” สร้างเสียงฮาได้ในกลุ่มสนทนาไม่น้อย
                 ผมจึงหันไปถาม “ใบไผ่” หนุ่มซาไกอีกคนที่อายุน้อยกว่า ว่า “ทำไม ใบไผ่ไม่ไส่ ” ใบไผ่ ตอบสำเนียงซื่อเพี๊ยนว่า “ไม่มีใครให้” พลางก็เหลือบมองมาที่ข้อมือของผม ผมถามว่าว่า “อยากได้ไหม” ใบไผ่ตอบอย่างไม่ต้องคิดว่า “เออ อยากได้” ผมแอบขำแล้วถอนลิสแบนด์สีเหลือง แล้วก็ยื่นให้ ใบไผ่รีบนำไปสวมที่ข้อมือ พร้อมรอยยิ้มแกล้มปริ ยิงฟันสีเหลืองอ๋อยที่เหมือนไม่ได้ผ่านการแปรงมาตลอดชีวิต  แต่แปลกที่เรารู้สึกเป็นยิ้มที่สะอาดจริงๆ

               ใบไผ่เสื้อเหลือง กับ ดิงเสื้อดำ และพี่หลวง ตชด.ผู้ครำหวอดฯ

เยาวชนเข้าค่ายพบปะซาไก

เยาวชนพิชิตต้นไม้ยักษ์

                 หลังจากนั้นซักพัก เจ้าหน้าที่ ตชด.ที่ไปหาซื้อยาเส้น ข้าวสาร และน้ำตาล มาฝากซาไกทั้งสอง ก็นำของที่ใส่ถุงกลอบแกลบมายื่นให้ทั้งสอง เพื่อเป็นน้ำใจสำหรับมาพบปะทีมงานและเยาวชนในค่ายอบรมฯ
ซักพักประมาณเวลาบ่ายสาม ทั้งสองคนก็ขอตัวเดินทางกลับที่พักในป่า เพราะอยู่ในป่าลึก ถ้ามืดค่ำเสียก่อน อาจจะอันตรายจากเสือโคร่งเจ้าป่า หนึ่งเดียวที่ซาไกกลัว และไม่อยากเจอเป็นที่สุด 

                                                           นี่แหละต้นฉบับ...จี.สตริง

            ครั้นพอซาไกเดินหายไปลับตา ความรู้สึกหนึ่งกลับแว็บขึ้นมาในสมองว่า “แม้แต่ซาไก คนป่า ยังกระตือรือร้นที่จะแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันฯ แต่ทำไมคนที่มีการศึกษาดี เพราะได้ทุนการศึกษาจากในหลวงบางคน จึงไม่สำเนียก ไม่รู้จักกตัญญูรู้คุณต่อสถาบันฯ ” 

                  จิตใจของเขาทำด้วยอะไร..ใครช่วยตอบที

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.geocities.com/nirin52/sakai.html

                 

โดย ศณีรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net