วันที่ จันทร์ เมษายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทักษิณ.....Who are you? --- ข้อมูลภายใน


  3.ข้อมูลภายใน

3.1  ใช้ข้อมูลภายในเล่นหุ้นชินคอร์ปผ่านวินมาร์ค  ทักษิณและคุณหญิงไม่เคยปล่อยวางมือจากหุ้นชินคอร์ป  เหนือพื้นดินจะถือหุ้นชิน  49.6%  ที่เป็นของครอบครัวโดยเปิดเผย  เมื่อขึ้นเป็นนายกฯ  มีกฎหมายห้ามถือหุ้นสัมปทานก็ใช้ลูกและพี่น้องกับบริษัทแอมเพิลริชเป็นตัว แทนเชิดถือหุ้นแทน  ขณะเดียวกันก็กวาดซื้อหุ้นชินฯ  จากชาวบ้านในตลาดหลักทรัพย์  ให้วินมาร์คถือไว้ในบัญชีธนาคารยูบีเอส  สิงคโปร์  จำนวน  55  ล้านหุ้น  เมื่อปี  2544

ครั้นต่อมาเมื่อทักษิณแอบเจรจาขายหุ้น  49.6%  กับเทมาเส็ก  เมื่อ  19  มกราคม  2549  เรียบร้อยแล้ว ได้ราคาหุ้นละ  49.25  บาท  ซึ่งเมื่อซื้อมากเช่นนี้แล้ว  ในภายหลังเทมาเส็กก็มีหน้าที่ตามกฎหมาย  ต้องตั้งโต๊ะรับซื้อหุ้นในราคานี้จากชาวบ้านในตลาดหลักทรัพย์ด้วย  ตามกระบวนกการเทนเดอร์ออฟเฟอร์

ในวันที่  19  มกราคม  2549  นั้น  ยังไม่มีใครทราบความเป็นไปนี้เลย  ราคาหุ้นในตลาดขณะนั้นยังอยู่ที่ราคาหุ้นละ  39  บาท  หลักฐานที่รวบรวมได้พบหลักฐานในทางบัญชีว่า  นับแต่วันที่  19  มกราคมเป็นต้นมา  วินมาร์คได้กว้านซื้อหุ้นชินฯ  เพิ่มเติมเข้าบัญชีธนาคารยูบีเอสอยู่ตลอดเวลาชนิดไม่เว้นวัน  จนได้ยอดสูงถึง  114  ล้านหุ้น  แล้วตัดขายให้เทมาเส็กในกระบวนการเทนเดอร์ออฟเฟอร์  74  ล้านหุ้น  ฟันกำไรจากการใช้ข้อมูลภายในไปกว่า  500  ล้านบาท  (..นี่คือกำไรที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยควรจะได้..ใช่ไหมครับ)

เมื่อมีผู้ร้องเรียนต่อ  ก.ล.ต.   ก.ล.ต.ก็สอบสวนและชี้แจงไปคนละเรื่องว่าไม่มีการปั่นหุ้น  ทั้งๆ  ที่คดีตัวจริงคือการใช้ข้อมูลภายในซื้อขายหุ้นเอาเปรียบผู้อื่น  หลักฐานก็มีอยู่ชัดเจนว่ากว้านซื้อโดยบัญชีธนาคารยูบีเอส   บัญชีเดียวกับแอมเพิลริช  ที่ขายหุ้นก้อนใหญ่ให้กับเทมาเส็ก  แต่  ก.ล.ต.ไทยกลับตีหน้าตายไปไหนมาสามวาสองศอก  บอกว่าไม่มีการปั่นหุ้นแล้วปิดสำนวนไปในที่สุด

นี่ล่ะครับคือคุณภาพตลาดหุ้นไทย  ภายใต้ระบอบทักษิณและบริวารใน  ก.ล.ต.ปัจจุบัน  ที่เปิดให้ทุนใหญ่โกงผู้ถือหุ้นรายย่อยที่ไม่รู้ข้อมูลภายในไปได้ถึง  500  ล้านบาท  ภายใน  1  เดือนเท่านั้น  หากจะถามว่าเงินกว้านซื้อหุ้นนี้มาจากไหน  คำตอบก็คือ  เงินปันผล  หุ้นชินฯ  11.2%  ของแอมเพิลริช  กว่า  2  พันล้านบาท  ที่ฝากไว้ในธนาคารยูบีเอสนั่นเอง  ถ้าถามต่อว่าเงินขายหุ้นอินไซเดอร์นี้ไปอยู่ที่ไหนแล้ว  คำตอบก็คือไปอยู่ที่ธนาคารยูบีเอส  ซูริก  เรียบร้อยแล้ว  ส่วนจะไหลไปซื้อแมนเชสเตอร์ซีตีด้วยหรือไม่  ก็ต้องแกะรอยกันต่อไป

3.2  ใช้ข้อมูลภายในเล่นหุ้นธนาคารไทย  ในปี  2545  นั้น  หุ้นธนาคารทหารไทยได้ตกต่ำถึงขีดสุด  กระทรวงการคลังกำลังวางแผนนำบรรษัทไอเอฟซีที  ของรัฐมาควบรวมพร้อมเงินเพิ่มทุนโดยกระทรวงการคลัง  ปรากฏว่าเงินปันผลหุ้นชินคอร์ปของทักษิณที่ได้ส่งมาสะสมไว้ในบัญชีของนายพาน ทองแท้  บุตรชายผู้เป็นตัวแทนเชิดรวมยอดได้กว่า  400  ล้านบาท  ได้ถูกนำไปช้อนซื้อหุ้นธนาคารทหารไทยและไอเอฟซีทีทั้งหมด  ในนามนายพานทองแท้  โดยไม่สนใจซื้อหุ้นอื่นใดที่กำลังรุ่งพุ่งแรงเลย  เล่นแต่หุ้นทหารไทยกับไอเอฟซีทีอย่างเดียว

หลังจากนั้นเมื่อรัฐบาลประกาศฟื้นฟูธนาคารทหารไทยแล้ว  ราคาหุ้นก็เริ่มขยับ ขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่ง  พ.ต.ท.ทักษิณก็ใช้ชื่อบุตรชายเทขายหุ้นธนาคารทหารไทยทันที  ก่อนที่ตลาดจะได้ข้อมูลในภายหลังว่า  กิจการธนาคารทหารไทยไม่กระเตื้องเช่นที่คาดจนราคาหุ้นตกต่ำลงมาในอีกไม่กี่ อาทิตย์  พากระทรวงการคลังและผู้หลงผิดขาดทุนไปนับหมื่นล้านบาทในที่สุด  มีแต่ทักษิณเท่านั้นที่ได้กำไรเพียงผู้เดียว  เล่นหุ้นได้สวย  เข้าออกถูกจังหวะ  เหตุเพราะรู้ข้อมูลภายใน  ได้กำไรไม่มีวันขาดทุนเช่นผู้อื่นเขาเลย  (อิจฉา..อีกล่ะสิ!..อิจฉาไหม)

อนึ่ง  นอกจากกำไรกว่า  70  ล้านที่ได้ไปแล้ว  ยังปรากฏอีกว่า  ตึกไอเอฟซีทีที่ธนาคารทหารไทยขายหลังควบรวมนั้น  ปรากฏว่าผู้ซื้อได้โดยไม่มีคู่แข่งก็คือ  คุณหญิงพจมาน  ชินวัตร  ซื้อได้ในราคาประเมิน  420  ล้านบาท  ต่ำกว่าราคาที่ควรถึง  100  ล้านบาท  (เลิกอิจฉาแล้วหรือยังนี่..เหนื่อยนะคุณ..หยุดเถอะ)  สรุปแล้วงานนี้  กระทรวงการคลังและผู้ซื้อหุ้นถูกครอบครัวนี้โกงไปถึง  170  ล้านบาทในที่สุด.

-----------------------------------------------------

กลับหน้าหลักของบทความนี้

ที่มา จากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์นะครับ ...

โดย นิสิตสุรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net