วันที่ จันทร์ เมษายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทักษิณ.....Who are you? --- ยักยอกอำนาจรัฐ (๑)


4.ยักยอกอำนาจรัฐ (๑)

 ทักษิณเกิดมาโกง   "มหาชน"   โดยเฉพาะ  ทั้งบริษัทมหาชนและรัฐของมหาชน  ในยามที่ยังไม่ถืออำนาจรัฐ   ความเสียหายจะไม่มาก   อย่างเก่งก็ขโมยเงินยักย้ายถ่ายเทเงินจากบริษัทมหาชน  คือ  ชินคอร์ป  2  พันล้าน  ใช้ป้ายโฆษณาที่ชินคอร์ปเช่าไว้หาเสียงให้ไทยรักไทยบ้างเท่านั้น   แต่เมื่อเขาเข้ายึดครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรี   จนมือหนึ่งก็ถืออำนาจเหนือหน่วยงานรัฐทั้งปวง  อีกมือหนึ่งก็เชิดหุ่นเป็นสิบๆ  ตัว  พร้อมกองทุนลับนับพันล้านแล้ว  เมื่อนั้นหายนะของชาติก็มาถึง   เพราะนี่คือการถือประโยชน์ทับซ้อน  โดยในด้านหนึ่งนั้นทักษิณต้องควบคุมดูแลสัมปทานชินคอร์ปให้ซื่อตรงต่อมหาชน หรือประโยชน์สาธารณะ  ขณะเดียวกันก็ต้องการหาประโยชน์จากธุรกิจชินคอร์ปให้มากที่สุด  ถามว่า  นายกฯ  ชินคอร์ปผู้นี้จะเลือกข้างใด   ทักษิณรวยแล้วไม่โกง  จริงๆ  หรือ?

 คำตอบก็คือคนคนนี้เกิดมาโกง  จะจนหรือรวยก็โกงตลอดเวลาและโกงเก่งมาก   ยิ่งให้โอกาสดูแลประโยชน์สาธารณะด้วยเช่นนี้แล้ว   ก็เหมือนตะกวดหลุดเข้าไปในเล้าไก่เลยทีเดียว  ต่อไปนี้คือรายงานการใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจของทักษิณที่เกิด ขึ้นใน   6   ปีที่ผ่านมา  (..แต่เขายังไม่ยอมให้ผ่านไป)

4.1   โกงธุรกิจโทรศัพท์   ทักษิณถือหุ้นในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่เอไอเอสผ่านชินคอร์ป  1   ใน  4  ถ้าเอไอเอสได้  1  บาท  ทักษิณจะได้  1  สลึง  ขณะเดียวกันยิ่งเอไอเอสเจริญรุ่งเรืองมั่นคงเท่าใด  กิจการเอไอเอสก็ยิ่งจะมีมูลค่านำไปขายทั้งตะกร้าได้ราคาดีกว่าการตัดขายหุ้น ทีละนิดทีละหน่อย  การนำชินคอร์ปเข้าตลาดหลักทรัพย์  โดยทักษิณและภริยาคงถือหุ้นใหญ่ไว้  49.6%  ในชั้นแรก  จึงเป็นเหมือนการระดมทุนชาวบ้านมาเลี้ยงมาขุนวัวเอไอเอสของตนเองให้อ้วน ท้วน   แล้วคอยหาจังหวะขายยกล็อตฟันกำไรเข้ากระเป๋าเป็นหมื่นๆ  ล้านให้จงได้ต่อไป

ทำได้อย่างนี้จึงจะถือว่ามีฝีมือ   ไม่ใช่ทยอยชำแหละตัดขายเป็นกิโล   ค่อยๆ  ขายหุ้นเป็นก้อนๆ  เหมือนนายทุนเจ้าของกิจการอื่นๆ  ที่นำบริษัทของตนเข้าตลาดหลักทรัพย์  แต่ไร้ความสามารถในการขุนวัวทั้งตัว  แล้วขายทั้งตัวไม่เป็น

 การขุนและขายวัวทั้งตัวนี้ว่าไปแล้วก็ไม่ผิดอะไร   เป็นความฝันของนายทุนทั่วโลกอยู่แล้ว  ปัญหาแท้จริงจึงเลื่อนมาอยู่ที่ว่า    ทักษิณทำอย่างไรจึงทำให้วัวชินคอร์ ปอ้วนท้วนสมบูรณ์เช่นนั้น   คำตอบที่ได้จากรายงานของ   คตส. ก็คือ  เขายักยอกอำนาจรัฐไปเลี้ยงชินคอร์ปจนอ้วนท้วน  ด้วยยุทธศาสตร์ผูกขาด  4  ขนาน  คือ  แทรกซึม  เอาเปรียบ  สกัดกั้น  แล้วทำลาย  ดังนี้

แทรกซึม   บริษัทโทรศัพท์ทุกวันนี้ประกอบการอยู่ในนิเวศผูกขาดของรัฐ  ที่ รัฐโดย  ทศท.และ  กสท.ผูกขาดให้บริการแต่ผู้เดียวก่อน  แล้วจึงมาให้สัญญากับเอกชนร่วมลงทุนแบ่งรายได้อีกชั้นหนึ่ง   โครงสร้างอย่างนี้ทำให้ในตลาดมีสิทธิ  2  กลุ่มแข่งขันกันอยู่  คือ  กลุ่ม  ทศท.  โดยชินคอร์ป  กับกลุ่ม  กสท  โดยบริษัท  3  บริษัท   ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้คือการแข่งขันที่ไม่สมบูรณ์   มีค่าต๋งของรัฐเข้ามาดูดรายได้,  มีการเอาเปรียบ  ให้ลูกค่าย  ทศท.ได้เปรียบลูกค่าย  กสท  หลายขยัก  เช่น  หากบริษัททรูลูกค่าย  กสท  โทร.เข้าโทรศัพท์บ้านของ  ทศท.เช่นนี้  ต้องเสียค่าผ่านทาง  หมายเลขละ  200  บาท  แต่ครั้นเอไอเอสลูกค่าย  ทศท.โทร.เข้าโทรศัพท์พื้นฐานบ้างกลับไม่ต้องเสีย  ทั้งๆ  ที่สัญญาระบุให้  ทศท.เรียกเก็บได้  เพราะโทรศัพท์บ้านเป็นการลงทุนของเอทีแอนด์ที  แต่  ทศท.ก็ไม่ยอมเรียกเก็บจนทุกวันนี้  (..ต้นทุนต่ำกว่าคนอื่นอย่างนี้..เอไอเอสน่าจะฟันราคาลงมาให้ชาวบ้านบ้าง นะ..)

ด้วยโครงสร้างผูกขาดโดยรัฐเช่นนี้   อำนาจรัฐจึงเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งที่จะเกื้อหนุนหรือทำลายอำนาจเหนือตลาดของเอ ไอเอสที่ยึดครองมาตลอด   การปล่อยให้หัวหน้าชินคอร์ปขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี  จึงมีค่าเท่ากับยกหน่วยงานของรัฐ  ทั้ง  กสท,  ทศท.  และกระทรวงไอซีที  ให้กลายมาเป็นแผนกการตลาดภาครัฐของชินคอร์ปเลยทีเดียว  ขณะนั้น  นายแพทย์สุรพงษ์   สืบวงศ์ลี  อดีตกรรมการบริษัท  ชินแซท  กำลังทำงานเป็นรัฐมนตรีได้ผลงานดีอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข   กลับถูกโยกมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีทีคนแรก  ก็เพื่อมาเป็นหัวหน้าแผนกการตลาดนี้นั่นเอง  นาย  ส.  ผู้บริหารหน่วยงานรัฐทำงานให้แผนกนี้ได้ผลดี  เกษียณแล้วก็ไปนั่งเป็นผู้บริหารเอไอเอส  กับผู้บริหารยูคอมของเจ๊แดง  นาย  ส.  อีกคนขึ้นเป็นดาวรุ่งพุ่งเข้าครองตำแหน่งอธิบดี  ทำโครงการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตรจนสำเร็จ  แล้วจึงพุ่งมาเป็นประธานบอร์ด   ทศท. ลงมือแก้ไขสัญญาเอื้อประโยชน์ชินคอร์ปอย่างไม่ยอมหยุด  อีก   2  ส.  ขึ้นเป็นรัฐมนตรีได้อย่างไร   ถ้าไม่ใช่งานช่วยเหลือทางภาษีให้แก่ชินคอร์ปของนายกฯ  ทักษิณ  เมื่อครั้งเป็นอธิบดีกรมสรรพากรแล้วกล้าสั่งการให้สำนักตรวจสอบยุติการตรวจ สอบภาษีชินคอร์ป  เมื่อต้นปี  2543  (..อ้อ..มันเป็นอย่างนี้นี่เอง....นึกว่าได้เป็นรัฐมนตรีเพราะมติพรรคเสีย อีก..ยุบเสียได้ก็ดีแล้วพรรคชนิดนี้)

เอาเปรียบ    แผนกการตลาดภาครัฐของชินคอร์ปโดยการชี้นำของทักษิณและหมอสุ รพงษ์  ได้ทุ่มเทยักยอกอำนาจรัฐ  แก้ไขสัญญาสัมปทานให้เอไอเอสยึดครองตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่โดยเด็ดขาดได้ดัง นี้

การลดค่าสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบเติมเงินล่วงหน้า   ในปี   2545   ตลาดมือถือแบบเติมเงินเริ่มงอกงาม   ลูกค่าย  กสท  คือ  ดีแทค  ได้ขอให้  กสท  ช่วยเจรจากับ  ทศท.ว่า  ขอให้คิดค่าผ่านทางโทร.เข้าโครงข่ายของ  ทศท.จากเดิม  คิดหมายเลขละ  200  บาท  เปลี่ยนเป็นการแบ่งรายได้  18%  ของรายรับเฉพาะมือถือเติมเงินจะได้ไหม?  พอ  ทศท.ยอมเปลี่ยนให้เท่านั้น  เอไอเอสก็รีบโผล่เข้ามาขอลดค่าสัมปทานในส่วนมือถือเติมเงินของตนบ้างทันที  จาก  25%  เป็น  20%  เรื่องที่  ทศท.ยอมปรับวิธีคิดค่าผ่านทางให้ดีแทคเท่านั้น  มิใช่ดีแทคได้ลดค่าสัมปทานจาก  กสท   เอไอเอสจึงควรต้องมีสิทธิขอลดจาก  ทศท.บ้างแต่อย่างใดเลย  เอไอเอสเสียอีกที่ได้เปรียบมาตั้งแต่แรก  ไม่ต้องเสียค่าผ่านทางให้ใครเลย

การลดค่าสัมปทานครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง  ทำให้เอไอเอสได้  2  เด้ง  คือคงความได้เปรียบอันไม่เป็นธรรมที่มีเหนือดีแทคไว้ได้เหมือนเดิม   การแข่งขันที่แท้จริงจึงไม่เกิดขึ้น   เด้งที่  2  คือ  ด้วยการขยายตัวของตลาดมือถือแบบเติมเงินที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว  ก็ทำให้จำนวนลูกค้ามือถือแบบจ่ายรายเดือนลดลงอย่างมากมาย  ส่วนแบ่ง  25%  ของ  ทศท.ในลูกค้ากลุ่มนี้จึงลดลง   และไหลไปเพิ่มที่มือถือเติมเงินแทน  ซึ่งในก้อนนี้  ทศท.จะได้ส่วนแบ่งเพียง   20%  เท่านั้น  คำนวณแล้วการแก้ไขสัญญาครั้งนี้  ทำให้  ทศท.ขาดรายได้ที่พึงได้ตลอดอายุสัญญา  ไปเป็นจำนวน  8  หมื่นล้านบาท

การแก้ไขสัญญานี้   ปัจจุบันกฤษฎีกาวินิจฉัยแล้วว่า  ทำข้ามขั้นตอนไม่ผ่านมติ  ครม.และไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบที่กฎหมายกำหนดไว้  ใครจะต้องติดคุก  และรับผิดทางแพ่งบ้าง  ก็ต้องติดตามกันต่อไป   (..แกล้ง'ษิณอีกแล้ว..ตามล้างไทยลักไทย..อีกแล้ว..ให้โอกาสเราอีกสักครั้ง เถิด..สมานฉันท์เถิด..พี่น้อง)

สกัดกั้น   ช่วงที่หัวหน้าชินคอร์ปขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น   รัฐธรรมนูญใหม่และกฎหมายใหม่กำลังผลักดันปฏิรูปธุรกิจโทรคมนาคมไทยเข้าสู่ ระบบเสรีที่มีสาระสำคัญ โดยสังเขปดังนี้
     ก)  ยกเลิกอำนาจผูกขาดของรัฐ   ผู้สนใจประกอบการสามารถเข้าสู่ตลาดได้ด้วยการขออนุญาตต่อหน่วยงานอิสระ  ชื่อ  กทช.
     ข)  ยกเลิกการเก็บค่าต๋งของรัฐ  ให้เก็บได้เฉพาะค่าธรรมเนียมเพื่อใช้ในงานบริหารเท่าที่จำเป็น  และเพื่อเป็นกองกลางให้บริการพื้นที่ห่างไกลเท่านั้น
     ค)  ยกเลิกการผูกขาดโครงข่าย   เจ้าของโครงข่ายต้องเปิดให้ผู้ประกอบการอื่นผ่านทาง  และเสียค่าผ่านทางในอัตรายุติธรรมเสมอหน้า
     ง) ให้  กทช.คำนวณต้นทุนอันควร   แล้วกำหนดเพดานค่าบริการที่จะเรียกเก็บจากผู้บริโภคในอัตราที่เป็นธรรม
     จ)  ให้  ทศท. และ  กสท   กับคู่สัญญาสัมปทานทั้งปวง   เจรจาปรับตัวเข้าสู่ระบบใหม่   โดยสะสางผลประโยชน์ที่มีต่อกันให้ลุล่วง   แล้วต่างคนต่างก็เข้ามารับใบอนุญาตจาก  กทช. แล้วประกอบการแยกย้ายกันไปโดยไม่ผูกพันต่อกันและกันอีก   ทั้งหมดนี้เรียกกันว่า   "การเจรจาแปลงสัญญาสัมปทาน"

มาตรการตามโครงการโทรคมนาคมเสรีนี้   หัวหน้าชินคอร์ปย่อมไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน  เพราะจะมีผู้ประกอบการรายใหม่ในระดับสากลโผล่เข้ามาเบียดเอไอเอสจมดินได้ ง่ายๆ   อีกทั้งต่อไปทั้งเอไอเอสและคู่แข่งต่างก็ต้องเสียค่าผ่านทางให้  ทศท.โดย เป็นธรรม  เอาเปรียบกันไม่ได้อีกต่อไป   ส่วนการแข่งขันจะเข้มข้นขึ้น   เพราะทุกบริษัทต่างก็จะแบกน้ำหนักเท่าเทียมกัน   จะฮั้วราคากันก็ไม่ถนัด  เพราะรัฐกดเพดานราคาไว้   หนทางที่จะฟูมฟักวัวเอไอเอสให้อ้วนท้วนยืนยิ้มอยู่ในทุ่งหญ้าแห่งการผูกขาด ก็จะสลายเป็นอากาศธาตุในที่สุด  ทำอย่างไรจะทำลายระบบโทรคมนาคมเสรีนี้ให้พิกลพิการลงไปให้ได้


     ต่อไปนี้คือหัวคิดของทักษิณ  และนาย  "บ."  ลูกน้องคนสำคัญ

มาตรการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต    ในปี  2545  นาย  บ.  ได้นำร่องเสนอแนวทางนี้ไว้ในสารนิพนธ์  วปรอ.ก่อน  จากนั้น  รมต.ไอซีทีคนแรกคือ  หมอสุรพงษ์  หรือเลี้ยบ  ก็นำมาประกาศเป็นนโยบายว่าจะนำมาตรการนี้มาทดแทนการเจรจาแปรสัญญาโทรคมนาคม ที่กำลังอยู่ในภาวะชะงักงัน  ในปี  2546  แล้วทักษิณก็สั่งให้คณะทำงานแปรรูป  ทศท.ศึกษานำร่องไว้  จนเรื่องก็ไหลไปอยู่ที่กรมสรรพสามิต   ผลักดันเข้าสู่  ครม.ในนามของร่างกฎหมายเก็บภาษีสรรพสามิตใหม่ในกิจการโทรคมนาคม  ดังต่อไปนี้

     ก)  ตรากฎหมายเก็บภาษีสรรพสามิตในธุรกิจโทรคมนาคม   ไม่เกิน   50%  กฎหมายนี้เดิมกระทรวงการคลังเสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติ   แต่ทักษิณให้  ครม.มีมติตราเป็นพระราชกำหนด  เพื่อที่จะไม่ต้องถูกตรวจสอบแก้ไขโดยรัฐสภา
     ข)  มีมติ  ครม.กำหนดอัตราภาษีในระยะแรก  10%
     ค)  มีมติ  ครม.ให้ผู้ประกอบการนำค่าภาษีที่เสียไปมาหักจากค่าสัมปทานได้

เมื่อทำจนครบมาตรการข้างต้นนี้  คือคิดภาษีใหม่  (10%  จากรายรับ)  แล้วให้เอาไปหักจากค่าสัมปทาน  (20%)  จนเหลือส่ง  ทศท.แค่  10%  แล้วเช่นนี้   ทักษิณจึงชี้แจงต่อประชาชนว่า  นี่เป็นเพียงการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีเท่านั้น   ผู้ประกอบการยังจ่ายเงินเท่าเดิม  (20%)  ไม่มีภาระอะไรตกแก่ประชาชน  ส่วนรัฐก็ได้เงินเท่าเดิม  (20%)  คนก็ยังงงกันอยู่จนทุกวันนี้ว่า  ภาษีอะไรเก็บแล้วไม่มีคนเสีย  และไม่มีรายได้จริงอะไรเกิดขึ้นแก่รัฐเลย

คำตอบที่แท้จริงก็คือ   ภาษีตัวนี้มิได้ถูกคิดขึ้นเพื่อจะเก็บภาษีใดเลย   คิดขึ้นมาเพื่อทำลายระบบโทรคมนาคมเสรีเป็นสำคัญ  กล่าวคือ

     ก)   มาตรการนี้มุ่งคงไว้ซึ่งต้นทุนค่าต๋ง  10%  ที่รัฐเคยได้ตามระบบเดิม  เพราะหากปล่อยไว้ให้เข้าสู่ระบบเสรีแล้วค่าสัมปทานจะหมดไป  และจะลดลงมาเป็นค่าธรรมเนียมเท่าที่จำเป็นเท่านั้น  ซึ่งต่อไปเมื่อ  กทช.ประกาศเพดานค่าบริการกดค่าบริการในปัจจุบันลงมาแล้ว  ผู้บริโภคก็จะเสียค่าบริการต่ำลง   ภาษีสรรพสามิตจำแลงตัว  10%  นี้   แท้ที่จริงจึงเป็นตัวการปล้นค่าบริการที่ควรจะถูกลง  10%  ไปจากประชาชน   ไปเข้ารัฐผ่านกรมสรรพสามิตนั่นเอง  (จริงๆ..หรือนี่..เราโดนปล้นหรือนี่..เฉลี่ยคนละ  100  บาท/เดือน  เชียวนะนี่)

     ข)  หากจะถามว่า  จริงๆ  แล้วทักษิณเสียดายเงิน  10%  แทนรัฐเช่นนั้นหรือ  คำตอบก็คือไม่ใช่   สิ่งที่เขาเสียดายก็คืออำนาจผูกขาดในตลาดโทรศัพท์เท่านั้น   รัฐและผู้บริโภคไม่เคยอยู่ในสมองของเขาเลย   สิ่งที่เขากลัวก็คือว่า  หากปล่อยให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาแข่งขัน  โดยแบกรับเฉพาะค่าธรรมเนียมราคาถูก  (5%)  ไม่ต้องแบกค่าสัมปทาน  20%  ด้วยเหมือนเอไอเอสแล้ว   บริษัทเหล่านี้จะตีตลาดเขาได้อย่างถนัดมือ   แต่ถ้ารายใหม่นี้ต้องเสียภาษีสรรพสามิต  10%  ด้วย  แต่ข้างเอไอเอสไม่ต้องเสีย  10%  นี้แล้ว  ความได้เปรียบของรายใหม่ในระบบใหม่นี้จะหายไปในทันที   มาตรการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิตนี้  แท้ที่จริงแล้วจึงเป็นมาตรการแปลงอำนาจรัฐไปเป็นรั้วคุ้มครองหรือกีดกั้นผู้ ประกอบการรายใหม่ดีๆ  นี่เอง  (..คิดได้ยังไงกันนี่..)

ทำลาย    มาตรการแปลงค่าสัมปทานข้างต้น   กฤษฎีกาได้ชี้ขาดไว้แล้วว่าทำไปโดยผิดกฎหมาย  ไม่ผ่านขั้นตอนแก้ไขสัญญาและตรวจสอบอย่างที่ควรจะเป็น  แม้มองเผินๆ  จะเห็นว่ารัฐได้เงินเท่าเดิมก็ตาม   แต่แท้ที่จริงก็คือการตัดรายได้ของ  กสท  และ  ทศท. ไปเข้ารัฐโดยตรง   แทนที่รัฐจะคอยเก็บจากกำไรเหมือนเช่นที่เคย   ทำให้  ทศท.ขาดรายได้จนทุกวันนี้ไป  4  หมื่นล้านบาท  ยังผลทำลาย  ทศท.ที่ควรจะพัฒนาเป็นบริษัทโครงข่ายโทรคมนาคมของชาติ   หรือบุกเบิกธุรกิจมือถือระบบ   1900   ยืนเป็นหลักอยู่ในตลาดไว้เพื่อทัดทานการผูกขาดของเอไอเอส   แต่มาตรการนี้ก็ปิดโอกาสนี้ไป  ทิ้งให้รัฐวิสาหกิจหลักของชาติกลายเป็นบริษัทที่นอนแบ็บ  หายใจระรวยรินอยู่จนทุกวันนี้

ชัยชนะของทุนสามานย์    ผลงานของนายกฯ  ชินคอร์ปที่กล่าวมานี้   ทำให้คาดเห็นได้ว่าธุรกิจโทรคมนาคมไทยจะเปลี่ยนมือจากการผูกขาดโดยรัฐ  มาเป็นการผูกขาดโดยเอกชนที่แฝงอยู่ในระบบโทรคมนาคมเสรีจอมปลอมอย่างแน่นอน

ทำเลที่ตั้งอันมั่นคงทางธุรกิจบวกด้วยความคุ้มครองระยะยาวของระบอบทักษิณ เช่นนี้นี่เองที่ทำให้ธุรกิจชินคอร์ปกลายเป็นวัวอ้วนที่เติบโตสมบูรณ์ในสาย ตาของกองทุนเทมาเส็ก  จนตัดสินใจเข้ามาจับมือร่วมลงทุนในไทยแลนด์อิงก์ของทักษิณ  ในแผนกโทรคมนาคมในที่สุด   สำหรับเหตุที่ระบุว่าเป็นการร่วมลงทุนนั้นก็เพราะเชื่อได้แน่นอนว่า  หุ้นฝ่ายไทยที่ร่วมลงทุนกับเทมาเส็กนั้นต้องมีเงินจากกองทุนลับของทักษิณปน อยู่ในบริษัทกุหลาบแก้วด้วยอย่างแน่นอน  เพราะเป็นไปมิได้เลยที่ทุนสิงคโปร์จะโง่เข้ามาฮุบกิจการในไทย  โดยไม่มีทุนท้องถิ่นที่เป็นถึงนายกรัฐมนตรีร่วมให้ความคุ้มครองอยู่ด้วย

การทั้งหมดนี้สำเร็จลงได้ด้วยมาตรการสุดท้าย  คือ  ผลักดันแก้กฎหมายโทรคมนาคมเพิ่มเพดานถือหุ้นให้ต่างชาติในธุรกิจโทร คมนาคม  จาก  25%  เป็น  49.99%   นั่นเอง  (...ยอมแพ้แล้ว..โว้ย..โกงเก่งอย่างนี้จับไม่ได้ไล่ไม่ทันจริงๆ)

 

-----------------------------------------------------

กลับหน้าหลักของบทความนี้

ที่มา จากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์นะครับ ...

โดย นิสิตสุรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net