วันที่ จันทร์ เมษายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ทักษิณ.....Who are you? --- ยักยอกอำนาจรัฐ (๒)


4.ยักยอกอำนาจรัฐ (๒)

4.2   โกงธุรกิจดาวเทียม   ธุรกิจดาวเทียมเป็นธุรกิจต้นน้ำที่แม้จะต้องลงทุนสูงจน เงินจมมาก  แต่รายได้ก็ยั่งยืนยาวนาน   การลงทุนจึงต้องค่อยๆ  ขยายเท่าที่จำเป็น  ซึ่งตามแผนการลงทุนในสัญญาสัมปทานที่ชินคอร์ปทำกับรัฐนั้น  ก็ให้ชินแซทลงทุนแต่พอตัวด้วยโครงการไทยคม  1,  2  และ  3  ที่มุ่งให้บริการต่อตลาดในประเทศเป็นสำคัญ  และเงื่อนไขในสัญญาทั้งปวงก็ทำกันในกรอบนี้ทั้งสิ้น

มาในปี   2544   ทักษิณและฝ่ายนำในชินคอร์ปได้ตัดสินใจเปลี่ยนเข็มธุรกิจดาวเทียมไปสู่ตลาด ต่างประเทศ   โดยยอมลงทุนราคาสูงในดาวเทียมไอพีสตาร์ที่มีเทคโนโลยีเท่าระดับสากล  และมีช่องสัญญาณมากเกินความต้องการใช้สอยในประเทศ   เมื่อยิงดาวเทียมนี้แล้วจึงใช้อำนาจรัฐตามกฎหมายส่งเสริมการลงทุน   ให้สัญญายกเว้นภาษีเงินได้ในตลาดต่างประเทศ   1.6  หมื่นล้านบาทแก่ชินแซท   ครั้นต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขเพิ่มทุนในสัญญาส่งเสริมการลงทุนก็  ให้กระทรวงไอซีทีแก้สัญญาลดสัดส่วนถือครองหุ้นในชินแซทของชินคอร์ปลง   จาก   51%   เป็น  40%   ทั้งนี้  เพื่อผลักภาระการลงทุนให้ตลาดหลักทรัพย์   เมื่อบิดเบือนอำนาจรัฐจนลุล่วงแล้ว  ก็เป็นงานด้านการตลาดที่ต้องหาลูกค้า มาให้คุ้มทุนให้ได้

ตรงจุดนี้ก็ต้องใช้อำนาจรัฐ   อีกทั้ง   การบีบบังคับให้  ทศท.เช่าใช้ช่องสัญญาณสร้างสถานีเกินความจำเป็น   จน  ทศท.เงินจมเสียหายไปกว่า   1   พันล้านบาท  จนทุกวันนี้  สำหรับตลาดต่างประเทศก็   อาศัยการเจรจาการค้าเสรีบุกเบิกเปิดตลาดให้แก่ชินแซท   ทั้งพม่า,  ลาว,  เขมร,  กัมพูชา,  จีน,  ออสเตรเลีย,  นิวซีแลนด์  ฯลฯ  สิทธิเข้าสู่ตลาดเหล่านี้ล้วนแลกมาด้วยความสูญเสียของเศรษฐกิจการเกษตรของ ไทยทั้งสิ้น

พฤติการณ์ที่น่าเกลียด   โจ่งแจ้งที่สุดก็คือ   การให้รัฐบาลไทยให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่รัฐบาลพม่า   1   พันล้านบาท   เพื่อให้วิสาหกิจพม่า   (ลูกขิ่น  ยุ้นต์   เป็นเจ้าของ)   นำมาซื้ออุปกรณ์สื่อสารดาวเทียมของชินแซท   โดยรัฐบาลไทยต้องนำงบประมาณแผ่นดินมาชดเชยส่วนต่างดออกเบี้ย  ให้แก่ธนาคารส่งเสริมการส่งออกของไทยตลอดอายุสัญญากู้  รวมเป็นเงินหลวงที่ต้องเสียไปกว่า  100  ล้านบาท  การใช้อำนาจรัฐไทย  เงินประชาชนไทยไปบุกเบิกตลาดพม่าให้แก่ธุรกิจดาวเทียมของนายกรัฐมนตรีไทย เช่นนี้  เป็นเรื่องที่น่าขายหน้า  (..เชิญขายหน้าไปคนเดียวเถิด..พ่อคนหน้าบาง)  และ วิพากษ์วิจารณ์กันทั่วไปในวงการทูตว่า  นโยบายเข้าสนิทสนมเป็นมิตรกับพม่าเช่นที่รัฐบาลทักษิณผลักดันจนล้ำเส้นท่าที ของสากลนี้  เป็นนโยบายการค้าหรือนโยบายการทูตกันแน่?

แต่เมื่อความจริงเริ่มคลี่คลายอธิบายได้ว่า  เป็นเพราะความต้องการของลูกชายผู้นำ  รสช.พม่าด้วย   วงการทูตก็เริ่มยอมรับกันต่อไปแล้วว่าไทยเริ่มก้าวหน้าถึงขั้นส่งออกคอรัป ชันได้แล้ว  ทั้งหมดนี้คือความไร้ศักดิ์ศรีในสายตาประชาคมโลกที่นายกฯ  ชินคอร์ปได้มอบให้แก่ประเทศที่ตนยืมมาอาศัยถือกำเนิดเกิดขึ้นมาเท่านั้น  (..ไอ้คนเขียนนี่...มันไม่เข้าใจ  มันไม่ยอมรับโลกาภิวัตน์เลยนี่หว่า)


4.3   โกงธุรกิจที่ดิน   งานที่ควรต้องตรวจสอบให้ทะลุต่อไปก็คือ   การซื้อที่ดินของบริษัท  เอสซี  แอสเสท  จากบริษัท  บริหารสินทรัพย์ไทย  หรือ  บสท. เพราะใน  10  ปีที่ผ่านมาธุรกิจที่นายทุนการเมืองกอบโกยมีกำไรมากที่สุด  ก็คือการทุบราคาซื้อที่ดินของลูกหนี้ที่กองอยู่เต็มธนาคาร  หรือกองทุนต่างๆ  ของรัฐ  การซื้อที่ดินรัชดาฯ  หรือตึกไอเอฟซีที  เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งที่ทักษิณเลือกซื้อเป็นส่วนตัวเพียงบางแปลง   ยังมีที่ดินใน  บสท.ที่หลุดไปเข้ามือบริษัท  เอสซี  แอสเสท  ของทักษิณในราคาย่อมเยา   โดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้อีกหลายแปลง  ทั้งที่แอบแฝงยัดเงินให้ลูกหนี้ซื้อหนี้กลับไปในราคาถูก   จากนั้นก็ทำเป็นขายที่ดินต่อให้เอสซีในภายหลัง  มีทั้งที่กล้าเข้าเจรจาซื้อที่ดินด้วยตนเองอีก  3  แปลงเป็นอย่างต่ำ

ทั้งหมดนี้ล้วนทำกำไรได้ด้วยอำนาจแฝงของนายกรัฐมนตรีกับเจ้าหน้าที่นายหน้า ใน  บสท.ทั้งสิ้น  และเป็นความผิดตามกฎหมายฐานที่บริษัทนายกฯ  เข้าซื้อที่ดินจากรัฐทั้งสิ้น  หนึ่งแปลงก็หนึ่งกระทง  กระทงหนึ่งก็จำคุก  3  ปี  แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดจัดการเลย

อย่างไรก็ดี  กรรมเวรนั้นมีจริง   เพราะในที่สุด  2  สามีภริยานี้กลับไปตายน้ำตื้น  เซ่อไปใช้ชื่อคุณหญิงซื้อที่ดินรัชดาฯ  จากกองทุนฟื้นฟูฯ  ในราคา  772  ล้านบาท  ทั้งๆ  ที่รัฐมีต้นทุนอยู่ที่  2,000  ล้าน  โดยฝ่ายกองทุนมีพฤติการณ์ไม่ชอบมาพากลอย่างยิ่ง  เพราะเมื่อเปิดประกวดราคารอบแรกนั้น  ได้วางราคากลางไว้  800  ล้านบาท  และผู้สู้ราคาต้องวางประกันข้อเสนอ   10  ล้านบาท  ครั้นเมื่อไม่มีผู้เสนอราคาก็ต้องยกเลิกแล้วเปิดประกวดราคาใหม่อีกรอบ  รอบนี้แม้ไม่มีการกำหนดราคากลาง  แต่ก็ควรรักษาประโยชน์ของรัฐ  โดยต้องเปิดให้มีการแข่งขันเข้มๆ  ที่สุด  แต่ฝ่ายกองทุนกลับเพิ่มราคาหลักประกันเป็น  100  ล้านบาท  จนมีผู้สู้ราคาเพียง  3  รายเท่านั้น  จากการสืบทราบของเราเองก็พบว่าเงินวางประกันของคู่แข่งคุณหญิงจำนวน  2  รายนั้น  แท้จริงก็มาจากคุณหญิงนั่นเอง  แต่น่าเสียดายที่  คตส.สอบไปไม่ถึง  จะได้แถมคุกให้คุณหญิงอีกคนหนึ่งด้วยในฐานฮั้วประมูล


4.4   โกงสลากเถื่อน   สลากของกองสลากในยุคทักษิณนั้น   เปรียบเหมือนขนม  2  ถาด   ถาดแรกเป็นสลากกินแบ่งที่รัฐทำตัวเป็นคนกลางแบ่งค่าต๋งเท่านั้น  ถาดที่  2  คือสลากพิเศษ  2  ตัว  3  ตัว  ที่รัฐลดตัวลงมาเป็นเจ้ามือรับแทงหวยด้วยตัวเอง  ถาดนี้  คตส.กำลังฟ้องศาล  และกระทรวงการคลังกำลังทบทวนอยู่

ภาพที่กล่าวนี้เป็นเพียงภาพที่เห็นเท่านั้น   ทุกวันนี้ยังไม่มีใครกล้าพูดความจริงเลย  แท้ที่จริงขนมทั้ง  2  ถาดนี้เป็นขนมชั้น  แต่ละถาดจะมีสลากชั้นที่  2  ซ่อนอยู่อีกชั้นหนึ่ง  เป็นสลากเถื่อนที่ส่งรายได้เป็นเงินติดกระเป๋า   หรือ  Pocket  Money  ของระบอบทักษิณไปแล้วกว่า  1.1  หมื่นล้านบาท

ในถาดสลากกินแบ่งนั้น  จะมีสลากการกุศลที่ออกตามมติ  ครม. ที่ทำเงินมาแล้ว  2  หมื่นล้านบาท  ถูกนำไปใช้บริจาค  (บางส่วน?)  ตามอำเภอใจสร้างทั้งบุญคุณ  หรือหาเสียงทั่วราชอาณาจักร  กว่า  1  หมื่นล้านบาท  โดยไม่มีผู้ใดตรวจสอบ  ครั้นเกิดรัฐประหารแล้ว  นายศุภรัตน์  ควระกุล  ปลัดคลังผู้รู้เห็น  ก็รีบกลบเกลื่อนส่งเข้าคลังนั่งใจเต้น  กลัวใครจะมาตรวจสอบอยู่จนทุกวันนี้

ในถาดหวยบนดินนั้น   มีหลักฐานแน่ชัดแล้วว่า  ตั้งแต่ปี  2548-2549  หนึ่งอาทิตย์ก่อนวันออกหวยบนดิน   จะมีการอ้างว่าหวยไม่พอขาย  แล้วมีคำสั่งให้พิมพ์หวยเพิ่ม  1  ชุด  ในทุกงวด  งวดละ  20  ล้านบาททุกครั้งไป  หวยพิมพ์เพิ่มงวดลึกลับนี้จะไม่รู้จักพิมพ์ให้พอ   พิมพ์เพิ่มแล้วเพิ่มอีกอยู่ได้ทุกงวด  เป็นเวลา  2  ปี  ตรวจสอบแล้ว  หวยเพิ่ม  1  ชุดนี้  ไม่มีการส่งเข้าระบบจำหน่ายที่เป็นทางการของกองสลากเลย   ใครคือยี่ปั๊วพิเศษที่รับหวยก้อนนี้ไปขาย   และส่งรายได้ให้ใคร  ใช่มูลนิธิกองสลาก  ที่  พ.ต.อ.สุรสิทธิ์  สังขพงศ์  ลูกน้องทักษิณยืนกุมเงินอยู่เพียงผู้เดียวหรือไม่   แฟ้มหลายหอบที่นายวราเทพ  รัตนากร  รีบโยกย้ายไปจากห้องรัฐมนตรีเมื่อมีรัฐประหารนั้น  คือแฟ้มบัญชีใช้จ่ายเงินสลากมืดทั้ง  2  ก้อนนี้ใช่ไหม?

ถ้าคดีสลากมืดนี้ถูกเปิดโปงกวาดจับคนที่เอาเงินก้อนนี้ไปใช้เมื่อใด   ก็น่าเชื่อว่านอกจากทักษิณและวราเทพ  แล้วจะมี  ส.ส.ขาใหญ่  ขากลางของไทยรักไทยติดคุกอีกหลายสิบคนทีเดียว   คดีเหล่านี้ถ้ารัฐบาลขิงแก่ตั้งหลักปราบคอรัปชั่นจริงๆ  แล้ว   รัฐมนตรีคลังจะต้องขุดมาฆ่าได้หมดแน่ๆ  แต่กลับไม่ทำอะไรเลยในแทบทุกกระทรวง  ยกเว้นกระทรวงไอซีทีเท่านั้น   การปล่อยให้   คตส.รับงานปราบคอรัปชั่นอยู่ฝ่ายเดียว   ก็คือจุดที่ล้มเหลวที่สุดของการรัฐประหาร  19  กันยาฯ

 

-----------------------------------------------------

กลับหน้าหลักของบทความนี้

ที่มา จากหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์นะครับ ...

โดย นิสิตสุรา

 

กลับไปที่ www.oknation.net