วันที่ อังคาร เมษายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โอกาสทองของชีวิต โดย พระวิสุทธิวราภรณ์


อกฺขาตาโร ตถาคโตติ.

พระตถาคต เป็นเพียงผู้บอกหนทาง.

การได้มาเกิดเป็นมนุษย์และได้พบกับพระพุทธศาสนา ถือว่าเป็นบุญอันประเสริฐ เป็นโชค ๒ ชั้นด้วยกัน เป็นโอกาสดี เป็นโอกาสทองของชีวิต ที่ว่าเป็นบุญหรือเป็นโชค ๒ ชั้นนั้น ก็หมายถึง การได้เกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นโชคชั้นที่๑ การได้เจอพระพุทธศาสนาก็เป็นโชคชั้นที่ ๒ เพราะโดยปกติแล้วการจะมาเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นสิ่งที่ยากลำบาก การปรากฏขึ้นของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ เพื่อมาประกาศสอนพระพุทธศาสนา ก็เป็นสิ่งที่ยากลำบากกว่าอีกหลายล้านเท่าด้วยกัน แต่พวกเรานี้ต้องถือว่าเป็นพวกมีบุญมีวาสนา มีโชคอย่างยิ่ง ที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ และได้เจอพระพุทธศาสนา เพราะถ้าได้เกิดเป็นมนุษย์ แต่ไม่ได้พบพระพุทธศาสนา การเกิดเป็นมนุษย์ก็จะไม่ได้คุณประโยชน์ มากเท่ากับการที่ได้เจอพระพุทธศาสนา ถ้าไม่มีพระพุทธศาสนาเป็นผู้นำทาง สอนให้ไปสู่ความดี ความประเสริฐ คือการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว เราก็จะไม่มีทางที่จะหลุดพ้นได้โดยตัวของเราเอง สิ่งที่เราจะทำได้อย่างมากก็แค่อาศัยบุญบารมีเก่า ถ้าเคยทำบุญทำทานรักษาศีลมา ก็จะทำบุญทำทานรักษาศีลต่อ ถ้าเคยนั่งสมาธิก็จะนั่งสมาธิต่อ แต่จะไม่มีโอกาสที่จะเจริญวิปัสสนาปัญญา ซึ่งเป็นปัญญาที่จะมองเห็นทะลุ รู้แจ้งตามสภาพความเป็นจริงของทุกข์ที่มีอยู่ในโลกนี้ ถ้าไม่เห็นทุกข์ก็ยังจะหลงยึดติดอยู่กับสิ่งต่างๆ ก็จะไม่หลุดพ้นจากความทุกข์ไปได้ แต่ถ้ามีพระพุทธศาสนา คือมีพระพุทธเจ้ามาประกาศพระธรรมคำสอน สอน ถึงความเป็นจริงของโลกนี้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนเป็นความทุกข์ทั้งสิ้น ก็จะทำให้เรามีโอกาสหลุดพ้นจากความทุกข์ได้ พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ความเกิดก็เป็นความทุกข์ ความแก่ก็เป็นความทุกข์ ความเจ็บก็เป็นความทุกข์ ความตายก็เป็นความทุกข์ ความพลัดพรากจากของรักก็เป็นความทุกข์ การเผชิญกับสิ่งที่ไม่ชอบก็เป็นความทุกข์ เหล่านี้ล้วนเป็นความทุกข์ที่พวกเราทุกคนต้องเผชิญกัน และไม่ใช่แต่เฉพาะภพนี้ชาตินี้เท่านั้น เพราะเมื่อตายไปแล้ว ก็ยังต้องกลับมาเกิดอีก แต่อาจจะไม่ได้เป็นมนุษย์ อาจจะเป็นอย่างอื่นไปก่อน สลับกันไป นานๆจะได้มาเกิดเป็นมนุษย์สักครั้งหนึ่ง เมื่อได้เกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นโอกาสเดียวที่จะสามารถสะสมบุญบารมีได้ ถ้าเกิดเป็นอย่างอื่น เช่น เป็นเดรัจฉาน โอกาสที่จะสะสมบุญบารมีก็ไม่มี เพราะเดรัจฉานขาดปัญญาที่จะรู้จักแยกแยะเรื่องบาปบุญคุณโทษได้ มีแต่จะทำไปตามความต้องการ ตามความหิว ตามความอยาก จะผิดศีลอย่างไร ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ขอให้ได้มาตามความต้องการเท่านั้น นั่นคือวิสัยของเดรัจฉาน มีมนุษย์เท่านั้นที่สามารถแยกแยะได้ว่า อะไรดี อะไรชั่ว อะไรถูก อะไรผิด อะไรเป็นเหตุที่จะนำมาซึ่งความสุขความเจริญ อะไรเป็นเหตุที่จะนำมาซึ่งความทุกข์ความเสื่อมเสียทั้งหลาย นี่คือความแตกต่างของภพชาติ ภพชาติของมนุษย์จึงเป็นภพชาติที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง พระพุทธศาสนาเป็นคำสอนที่ประเสริฐ ที่มนุษย์เท่านั้นที่สามารถประพฤติปฏิบัติตามได้ ถ้าเกิดเป็นเดรัจฉาน เช่นเป็นสุนัข แล้วมาพบพระพุทธศาสนา เช่นสุนัขที่มาอยู่ในวัดนี้ ก็จะไม่ได้รับประโยชน์อะไรมากมายจากศาสนา อย่างมากก็ได้อาศัยความร่มเย็นของศาสนา คือความเมตตา อาศัยอยู่อาศัยกินไปวันๆหนึ่งเท่านั้น แต่จะไม่มีโอกาสได้สะสมบุญบารมี ไม่มีโอกาสที่จะได้ปฏิบัติธรรม ยกจิตของตนให้อยู่เหนือความทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิด นี่คือความหมายของโชค ๒ ชั้น เป็นทั้งมนุษย์และได้พบกับพระพุทธศาสนา จึงเป็นสิ่งที่น่าจะยินดี เป็นโอกาสทองของชีวิต ไม่ควรปล่อยให้หลุดลอยไป โดยไม่ได้ตักตวงประโยชน์จากการได้เป็นมนุษย์ จากการได้พบกับพระพุทธศาสนาเลย เปรียบเหมือนกับคนที่เดินหลงทางอยู่ในป่า แล้วไปเจอนายพรานผู้รู้ผู้ชำนาญทาง อาสาจะพาให้พ้นออกจากป่า ถ้าเชื่อนายพราน เดินตามนายพรานไป ก็มีโอกาสที่จะหลุดพ้นจากการหลงวนเวียนอยู่ในป่าไปได้ แต่ถ้าไม่เชื่อ ก็ต้องหลงวนเวียนอยู่ในป่าไปเรื่อยๆ นี่คือความสัมพันธ์ของพวกเรากับพระพุทธศาสนา พวกเราเป็นเหมือนกับคนที่หลงวนเวียนอยู่ในป่าแห่งการเวียนว่ายตายเกิด วัฏฏสงสาร เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิดมา นับภพไม่ถ้วน แล้วยังต้องดำเนินต่อไปอีก ถ้ายังไม่ได้ปฏิบัติจนหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดนี้ พระพุทธศาสนาก็เป็นเหมือนกับนายพรานผู้ชำนาญทาง ผู้รู้วิธีที่จะพาให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ถ้าเชื่อคำสอนของพระพุทธศาสนา แล้วนำไปปฏิบัติ เราก็จะหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้อย่างแน่นอน แต่ถ้าไม่เชื่อ เราปฏิเสธคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วดำเนินชีวิตไปตามความต้องการของเรา เราก็ยังจะต้องวนเวียนอยู่ในวัฏฏะแห่งการเกิดตายแบบไม่รู้จักจบจักสิ้น จึงอยู่ที่เราจะต้องตัดสินใจ ว่าจะมีศรัทธาความเชื่อในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือไม่ ถ้ามีศรัทธาความเชื่อ แล้วนำสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไปปฏิบัติ รับรองได้ว่าจิตของเราจะค่อยๆเจริญขึ้น จะค่อยๆอยู่เหนือความทุกข์ของการเวียนว่ายตายเกิด ภพชาติของเราจะค่อยๆถูกจำกัดไปตามลำดับแห่งการปฏิบัติ จนในที่สุดก็จะปฏิบัติจนถึงธรรมขั้นสูงสุด คือพระนิพพาน เมื่อถึงขั้นนั้นแล้วภพชาติก็จะไม่มีตามมาอีกต่อไป จิตไม่จำเป็นต้องไปหาความสุขที่ไหนอีกแล้ว เพราะความสุขในไตรภพนี้ ล้วนเป็นความสุขที่มีความทุกข์ซ่อนเร้นอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น ไปอยู่ภพไหน ไปเกิดภพไหน ก็ต้องมีความแก่ ความเจ็บ ความตายตามมาทั้งสิ้น แม้แต่ภพของเทวดา ภพของพรหมก็เป็นเช่นนั้น เกิดเป็นเทวดาสักระยะหนึ่ง เมื่อหมดบุญก็จะต้องสิ้นจากความเป็นเทวดา กลับลงมาสู่ภพที่ต่ำลงมา เช่นเดียวกับภพของพรหมทั้ง ส่วนสถานภาพของจิตที่ไม่เสื่อมก็มีอยู่ ถ้าได้ปฏิบัติจิตจนถึงขั้นอริยมรรคอริยผล ขั้นของพระอริยบุคคล พระอริยเจ้าทั้งหลาย ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์ ถ้าปฏิบัติธรรมตามคำสอนที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน ละเว้นการกระทำความชั่วทั้งหลาย ชำระจิตใจของตนให้สะอาดหมดจด ตัดกิเลสคือความโลภ ความโกรธ ความหลงให้หมดสิ้นไปจากใจ ใจก็จะสะอาดบริสุทธิ์ กลายเป็นใจของพระอรหันต์ไป กลายเป็นจิตนิพพาน เมื่อถึงขั้นนั้นแล้วก็จะเข้าสู่ปรมังสุขัง คือบรมสุข ความสุขที่ประเสริฐที่สุด ไม่มีความสุขอันใดที่จะเสมอเท่า เพราะเป็นความสุขที่บริสุทธิ์ปราศจากความทุกข์ ปราศจากความเสื่อม จะเป็นอย่างนั้นไปตลอดอนันตกาล นี่แหละคือสิ่งที่พระพุทธศาสนาสามารถมอบให้กับเราได้ พระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้ามอบให้กับเรา ถ้าเปรียบเทียบกับสิ่งต่างๆในโลกนี้ จะเปรียบคุณค่ากันไม่ได้ พระศาสนามีคุณค่าเหนือกว่ามากมายทีเดียว เพราะการไม่มีความทุกข์นี้แหละเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด ต่อให้เป็นมหาเศรษฐี มีสมบัติเงินทองเป็นหมื่นล้านแสนล้าน ก็ยังไม่สามารถหนีพ้นความทุกข์ไปได้ และเงินทองที่มีมากมายก่ายกองก็จะไม่สามารถกำจัดความทุกข์นั้นได้ แต่พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านี่แหละ ที่จะสามารถกำจัดความทุกข์ทุกชนิด ให้หมดไปจากจิตจากใจได้ ไม่ให้ความทุกข์ต่างๆมาเหยียบย่ำทำลายจิตใจได้อีกต่อไป คุณค่าของธรรมะจึงมีคุณค่ามากยิ่งกว่าสิ่งต่างๆ ที่เราให้คุณค่ากับมัน เช่น เพชรนิลจินดา เงินทองทั้งหลาย ถ้ามีเจ้าของร้านเพชรร้านพลอย เปิดโอกาสให้เราเข้าไปในร้าน แล้วบอกว่าต้องการอะไรให้หยิบไปเลย แต่ให้เวลาเพียง ๕ นาทีเท่านั้น เราจะยืนอยู่เฉยๆ ใจเย็นๆ หรือว่าจะรีบหยิบรีบเก็บสิ่งต่างๆที่เราต้องการ คนฉลาดต้องไม่ยืนเฉยๆอย่างแน่นอน เพราะรู้ว่ามีเวลาน้อย เมื่อเจ้าของร้านเขาอนุญาต ให้หยิบเพชรนิลจินดาที่มีอยู่ในร้านไป โดยไม่ต้องเสียสตางค์ จะมายืนรีรออยู่ได้อย่างไร ก็ต้องรีบหยิบกันอย่างขะมักเขม้นอย่างแน่นอน เพราะรู้ว่าสิ่งที่เขาให้เรานั้น เป็นสิ่งที่มีค่านั่นเอง สิ่งที่พระพุทธศาสนาให้กับพวกเรา ยิ่งมีคุณค่ายิ่งกว่าสิ่งที่เจ้าของร้านเพชรพลอยจะให้กับเรา เพราะสิ่งที่พระพุทธศาสนาจะให้กับเรา ก็คือการหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย หลุดพ้นจากความทุกข์ที่เกิดจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความทุกข์ที่เกิดจากการเวียนว่ายตายเกิดในภพน้อยภพใหญ่ การหลุดพ้นจากความทุกข์เหล่านี้ คือสิ่งที่พระพุทธศาสนามอบให้กับเรา พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า มาเลยมาเอากันไปเลยมรรคผลนิพพาน อย่ามัวรีรอ ชีวิตของท่านทั้งหลายมีเวลาน้อยมาก เพียงไม่กี่ปีชีวิตก็จะหมดแล้ว ส่วนหนึ่งของชีวิตก็จะทำอะไรไม่ได้ เมื่อเวลาเราแก่ เราเจ็บ เราตายนั้น ทำอะไรไม่ได้เลย แต่เวลาที่เรายังไม่แก่ ยังไม่เจ็บ ยังไม่ตาย ยังมีกำลังวังชา ยังมีความสามารถอยู่ อย่าปล่อยให้เวลาอันมีคุณค่านี้ ผ่านไปโดยไม่ตักตวงประโยชน์จากพระพุทธศาสนา โบราณท่านสอนว่า น้ำขึ้นให้รีบตัก เพราะน้ำก็เป็นเหมือนกับสิ่งอื่นๆ มีขึ้นมีลง ในฤดูฝน น้ำจะมีมากในแม่น้ำลำคลอง ในช่วงนั้นถ้าไม่รีบเก็บกักสะสมไว้ในตุ่ม ในบ่อ ในไห เวลาถึงหน้าแล้ง น้ำก็จะลด แล้วก็จะไม่มีน้ำเหลืออยู่เลย เวลานั้นถ้าต้องการน้ำก็จะลำบาก ถ้าไม่ได้กักเก็บสำรองไว้ ฉันใดชีวิตของเราก็เป็นอย่างนั้น ชีวิตของเราจะค่อยๆหมดไปเรื่อยๆ เหมือนกับระดับน้ำในปลายฤดูฝน หลังจากฝนหยุดตกแล้ว ระดับน้ำก็จะค่อยๆลดลงไปเรื่อยๆ ชีวิตของเราก็เป็นเช่นนั้น เมื่อเกิดมาแล้วก็นับถอยหลังได้เลยว่า วันที่จะอยู่ในโลกนี้มีน้อยลงไปเรื่อยๆไปแต่ละวันๆ วันนี้หมดไป โอกาสทองก็หมดไปวันหนึ่ง พรุ่งนี้หมดไป โอกาสทองก็หมดไปอีกวันหนึ่ง มะรืนนี้หมดไป โอกาสทองก็หมดไปอีกวันหนึ่ง แล้ววันต่อไปจากวันนั้น ก็ไม่แน่ว่าจะมีหรือไม่ เพราะชีวิตของคนเรานั้น สั้นยาวไม่เท่ากัน บางคนโชคดีมีบุญวาสนา ก็มีอายุยืนยาวนาน บางคนบุญวาสนาน้อยทำบาปทำกรรมมามาก ชีวิตก็สั้น แต่ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ในขณะนี้ เรามีความเท่าเทียมกัน สามารถตักตวงผลประโยชน์จากพระพุทธศาสนาได้เท่าเทียมกัน อยู่ที่ว่าจะทำหรือไม่ทำเท่านั้นเอง เราต้องพยายามปลูกฝังศรัทธาให้เกิดขึ้น ต้องเชื่อในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน เชื่อว่าเราไม่ได้เกิดมาเพียงชาตินี้ชาติเดียว ยังเกิดอีกต่อไปอีกหลังจากที่ตายไปแล้ว และจะเกิดตาย เกิดตายอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่มีจบสิ้น ภพชาติที่จะไปเกิดก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นภพชาติที่ดีเสมอไป ภพที่ไม่ดีก็มีอยู่ เช่นภพของอบาย ได้แกเดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก เป็นภพที่จะต้องไปกัน ถ้าทำบาปทำกรรมไว้ ส่วนภพที่ดี ก็คือภพของมนุษย์ ของเทพ ของพรหม เป็นผลที่เกิดจากการทำบุญทำความดี ละเว้นการกระทำบาปทั้งหลาย ส่วนมรรคผลนิพพานก็เป็นผลที่เกิดจากการปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ เจริญวิปัสสนา ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ด้วยปัญญา เพราะเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนเป็นความทุกข์ทั้งสิ้น ทุกข์เพราะความไม่เที่ยง ทุกข์เพราะเป็นสิ่งที่ไม่อยู่ในการควบคุมของผู้หนึ่งผู้ใด มีอะไรในวันนี้ พรุ่งนี้ก็อาจจะหมดไปได้ ไม่มีใครควบคุมบังคับให้อยู่กับตนไปได้เสมอ แม้แต่ชีวิตนี้ คือสังขารร่างกายอันนี้ก็เป็นเช่นนั้น จะหมดไปเมื่อไรก็ไม่มีใครยับยั้งได้ ต่อให้เทวดาก็ไม่สามารถมาหยุดยั้งได้ อย่าว่าแต่พวกหมอดูที่ไปหาเลย เวลาคิดว่าเราจะตาย ก็รีบวิ่งหาหมอดูกันใหญ่ ขอให้หมอดูช่วยต่ออายุให้ การต่ออายุนี้ต่อไม่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยคือบุญกรรมที่ได้ทำมา ถ้าอยากจะมีอายุยืนก็ต้องทำบุญไปเรื่อยๆ ทำบุญให้มากๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ทำบุญในชาตินี้แล้ว จะอายุยืนทันทีในชาตินี้ เพราะบุญที่ทำในวันนี้ ยังต้องใช้เวลาก่อนที่จะแสดงผล เพราะร่างกายที่ได้มาในภพนี้ชาตินี้ เป็นผลของบุญกรรมที่ได้ทำมาในอดีต จึงไปกำหนดชีวิตอายุขัยในชาตินี้ไม่ได้ แต่สามารถกำหนดได้ในภพหน้าชาติหน้า เราสามารถกำหนดภพชาติหน้าได้ อยู่ที่การกระทำของเราในวันนี้ ชีวิตของเรา จะสั้นจะยาวนั้น ถูกกำหนดไว้แล้ว ด้วยบุญด้วยกรรมที่ทำมาในอดีต รวมทั้งบุญกรรมที่ทำในปัจจุบัน ก็มีส่วนด้วย เช่นถ้าประมาท เสพสุรายาเมา แล้วไปขับรถ อย่างนี้ก็เป็นกรรมอีกอย่างหนึ่ง จะทำให้ชีวิตของเราสั้น ถ้าขับรถด้วยความมึนเมา ด้วยความประมาท ก็จะต้องประสบกับอุบัติเหตุ ทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ แต่ถ้าฉลาดมีปัญญา ละเว้นจากการเสพสุรายาเมา ไม่แตะต้องของมึนเมาทั้งหลาย เวลาขับรถก็ขับด้วยความระมัดระวัง อย่างนี้โอกาสที่จะไปประสบอุบัติเหตุ ก็แทบจะไม่มีเลย อายุก็จะอยู่ได้ยืนยาวนาน เพราะบุญกุศลที่ได้ทำไว้ คือความไม่ประมาทนั่นเอง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับตัวเราทั้งสิ้น อยู่ที่การกระทำของเรา ทำดีผลก็จะต้องดีตามมา ทำไม่ดีผลก็จะต้องไม่ดีตามมา ไม่มีใครสามารถแก้การกระทำของเราได้ คือถ้าทำไปแล้ว จะไปกำหนดให้ผลเป็นอีกอย่างหนึ่งนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ จึงขอให้มีความเชื่อมั่นในเรื่องบุญกรรม ในเรื่องเวียนว่ายตายเกิด ในผลของการปฏิบัติธรรม ว่าจะนำพาเราไปสู่การหลุดพ้น จากความทุกข์ทั้งปวง ได้อย่างแน่นอน จึงไม่ควรมองสิ่งต่างๆที่มีอยู่ในโลกนี้ ว่ามีคุณค่ายิ่งกว่าการปฏิบัติ ตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะสิ่งต่างๆในโลกนี้ล้วนเป็นของไม่เที่ยงแท้ทั้งสิ้น มีสมบัติข้าวของเงินทองมากน้อยเพียงไร สักวันหนึ่งก็ต้องจากสมบัติเหล่านั้นไป หรือสมบัติเหล่านั้นจะจากไปก่อนก็ได้ เพราะไม่เที่ยงแท้แน่นอนนั่นเอง แต่สมบัติที่พระพุทธศาสนามอบให้กับเรานั้น เป็นสมบัติที่เที่ยงแท้แน่นอน เป็นสมบัติที่จะอยู่ติดใจของเราไปตลอด เป็นสมบัติที่แท้จริงของเรา ที่ไม่มีใครจะสามารถมาแย่งชิงจากเราไปได้ ไม่มีใครจะมาขโมยสมบัติที่สร้างไว้ในใจได้ นี่แหละคือความประเสริฐของสมบัติ ที่เรียกว่าอริยทรัพย์ อริยสมบัติ คือการทำบุญทำทาน รักษาศีล ปฏิบัติธรรม ไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิ ทำจิตใจให้สงบ เจริญปัญญา พิจารณาสังขารร่างกายว่าเป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอน มีการเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วต้องดับไปในที่สุด ไม่มีใครสามารถควบคุมบังคับได้ ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ของเรา ถ้าพิจารณาเห็นแล้วด้วยปัญญา จิตก็จะปล่อยวาง เมื่อปล่อยวางแล้ว ร่างกายจะเป็นอะไรก็จะไม่มีปัญหา จะไม่สามารถมาสร้างความทุกข์ให้กับใจได้ เวลาร่างกายแก่ใจก็ไม่เดือดร้อน ไม่ทุกข์กับความแก่ เวลาร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วย ใจก็จะไม่ทุกข์ ไม่เจ็บไปกับความเจ็บไข้ได้ป่วยของร่างกาย เวลาร่างกายแตกดับสลายไป ใจก็ไม่ได้แตกดับสลายตามไปด้วย เพราะใจเป็นธรรมชาติที่ไม่แตกไม่ดับนั่นเอง เพียงแต่ว่าจะเวียนว่ายตายเกิดในวัฎฎสงสารต่อไปหรือไม่เท่านั้น นี่คือความแตกต่างของใจ ถ้ามีธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็สามารถทำให้ใจไม่ต้องไปเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป ถ้าจิตใจได้รับการชำระด้วยการปฏิบัติธรรม ตัดความโลภ ความโกรธ ความหลงจนหมดสิ้นไป เวลาตายไปก็ไม่ต้องไปเกิดอีกต่อไป เมื่อไม่ไปเกิดก็ไม่ต้องไปแก่ ไปเจ็บ ไปตาย เมื่อไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ก็ไม่มีความทุกข์อีกต่อไป พระพุทธเจ้าจึงทรงแสดงไว้ว่า ทุกข์ย่อมไม่มีกับผู้ไม่เกิด ตราบใดที่ยังมีการเกิดอยู่ ตราบนั้นก็ยังมีความทุกข์อยู่ ทุกข์ที่เกิดจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย จึงควรเห็นโทษของการเกิด เพราะมันเป็นการพาไปสู่ความทุกข์นั่นเอง และต้องเห็นโทษของต้นเหตุ ที่จะทำให้ไปเกิด คือความโลภ ความโกรธ ความหลง ความอยากต่างๆทั้งหลายนั่นแหละ คือสิ่งที่จะต้องชำระ ที่จะต้องตัดให้ได้ ด้วยการทำบุญทำทาน รักษาศีล ปฏิบัติธรรม เพราะเป็นเครื่องมือที่จะกำจัดชำระความโลภ ความโกรธ ความหลง ความอยาก อวิชชาความไม่รู้ ให้หมดสิ้นไปจากจิตจากใจ เมื่อไม่มีสิ่งเหล่านี้แล้ว ก็จะไม่มีเหตุที่จะทำให้ไปเกิดอีกต่อไป เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว จิตก็จะเป็นจิตที่มีแต่ความสุขไปตลอดอนันตกาล คิดดูซิว่าระหว่างอยู่เฉยๆแล้วมีความสุข กับการดิ้นรนขวนขวายหาความสุข ที่มีแต่ความทุกข์ติดมาด้วย เราจะเอาอย่างไหน อยู่เฉยๆมีความสุขไม่สบายกว่าหรือ หาอะไรมาแล้วก็ต้องมาร้องห่มร้องไห้เมื่อสูญเสียไป อย่างนี้จะเกิดประโยชน์อะไร จะเป็นความสุขได้อย่างไร นักปราชญ์ได้พิจารณา ได้เห็นแล้วว่า การไม่มีอะไรเลยนั้นแหละ คือความสุขที่แท้จริง และเป็นธรรมชาติของจิตที่สามารถอยู่ได้อย่างเป็นสุข จิตไม่ต้องมีอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นวัตถุข้าวของต่างๆ หรือบุคคลต่างๆ จิตไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องมีสิ่งเหล่านั้น เพื่ออำนวยความสุข แทนที่จะมีความสุขกับสิ่งเหล่านั้น กลับจะมีแต่ความทุกข์ ความกังวล ความวุ่นวายใจ เวลาอยู่คนเดียว ไม่มีความทุกข์กับใคร พอไปแต่งงาน มีสามี มีภรรยา ก็ต้องไปทุกข์กับสามีกับภรรยา เวลามีลูกก็ต้องทุกข์กับลูก อย่างนี้มันสนุกหรือ เป็นความฉลาดหรือความโง่กันแน่ อยู่เฉยๆ อยู่ตัวคนเดียว ทำไมไม่เอา เพราะอยู่ไม่ได้นั่นเอง เพราะใจยังมีความโลภความอยากอยู่ คอยหลอกคอยล่อ ทำให้เกิดความรู้สึกเหงาว้าเหว่ มีความหิว มีความกระหาย อยากจะได้สิ่งนั้นสิ่งนี้มา เป็นการหลอกล่อของกิเลสตัณหา มีพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ฉลาด ที่สามารถมองทะลุถึงปัญหาอันนี้ได้ ว่า ความทุกข์ของมนุษย์เรานี้ เกิดจากจิตที่มีกิเลสตัณหา และความสุขของมนุษย์ก็เกิดจากการชำระกิเลสตัณหาให้หมดสิ้นไป พระพุทธเจ้าจึงได้ปฏิบัติและต่อสู้จนสามารถกำจัดกิเลสตัณหา ให้หมดสิ้นไปจากพระทัยของพระองค์ได้ พระพุทธเจ้าจึงได้บรรลุถึงบรมสุข ปรมังสุขัง คือจิตที่สะอาดบริสุทธิ์นั่นแหละ เป็นจิตที่มีความสุขอย่างยิ่ง หลังจากนั้นแล้วจึงได้นำมาเผยแผ่สั่งสอนให้กับสัตว์โลกทั้งหลาย สัตว์โลกที่ฉลาด ที่ฟังแล้วเข้าใจ เกิดศรัทธาขึ้นมา ก็นำไปปฏิบัติ ด้วยวิริยะ ความอุตสาหะ ความพากเพียร ขันติ ความอดทน ความกล้าหาญ ที่จะลด ที่จะละ ที่จะตัดทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นพิษเป็นภัย ที่เป็นทุกข์ให้กับใจ จนในที่สุดก็หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งหลายไปได้ พวกเราก็เหมือนกัน ถ้าต้องการที่จะพบกับความสุขที่แท้จริง ต้องการที่จะหลุดพ้นจากความทุกข์ ก็ต้องเชื่อในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนและได้ปฏิบัติมา ต้องมีความขยันที่จะปฏิบัติธรรม มีขันติความอดทน มีความกล้าหาญ กล้าที่จะตัด ที่จะลด ที่จะละ สมบัติข้าวของเงินทองที่เหลือกินเหลือใช้ พร้อมที่จะเสียสละ ยกให้กับผู้อื่นไป ถ้ามีความกล้าหาญแบบนี้แล้ว ก็จะสามารถเข้าถึงธรรมอันประเสริฐ ที่พระพุทธเจ้าได้เข้าถึงอย่างง่ายดาย แต่ถ้ายังมีความเสียดาย ยังกลัวความทุกข์ ความยาก ความลำบาก กลัวอด กลัวอยากอยู่ อย่างนี้รับรองได้ว่า ยังจะต้องติดอยู่ในคุกของการเวียนว่ายตายเกิดไปแบบไม่รู้จักจบจักสิ้น ผู้ที่จะหลุดพ้นได้ จะต้องเป็นผู้ที่มีความกล้าหาญ มีความเข้มแข็ง ไม่กลัวความอด ความอยาก ความลำบากทั้งหลาย ที่เกิดจากการปฏิบัติ ถ้ามีความกล้าหาญแล้วสิ่งต่างๆเหล่านี้ จะไม่เป็นอุปสรรคเลย จะทำให้บรรลุถึงธรรมอันประเสริฐได้อย่างรวดเร็วง่ายดาย การแสดงเห็นว่าสมควรแก่เวลา ขอยุติไว้เพียงเท่านี้



เรียบเรียงโดย พระเดชพระคุณ พระวิสุทธิวราภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเทพธิดาราม วรวิหาร กรุงเทพฯ

โดย โสภึบุตร

 

กลับไปที่ www.oknation.net