วันที่ พุธ เมษายน 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สะดุดรักน้องใหม่ หัวใจแต้มสี (13)


- 13 -

ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรมีแต่นักศึกษาปีที่หนึ่งเท่านั้นที่สวมชุดนักศึกษา พอขึ้นปีสองก็เปลี่ยนไปใส่เสื้อกางเกงตามใจฉัน อารัติยังจำได้ว่า สมัยที่เขาเข้ามาเป็นน้องใหม่เมื่อสี่ปีก่อน เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างวัยรุ่นสมัยเก่ากับสมัยใหม่ ตอนนั้นรุ่นพี่ยังแต่งตัวกันมอมแมมอยู่เลย เสื้อยืดกางเกงยีนส์ตัวเดียวไปไหนมาไหนสบาย บางคนถึงกับใส่เสื้อยืดกางเกงเลมานั่งฟังเล็คเช่อร์ด้วยซ้ำ ยิ่งพวกรุ่นพี่ปีท้ายๆ ก็แทบจะย้ายสัมมะโนครัวมาอยู่ที่มหาวิทยาลัยกันเลยทีเดียว ตกกลางคืนก็เปิดไฟสว่าง เปิดเพลงคลาสสิกลั่นตึกเสียงดังไปถึงหน้าวัง แล้วนั่งจิบกาแฟเสวนาเรื่องศิลปะกันจนดึกกว่าจะมีอารมณ์วาดรูป เช้ามาก็ลุกไปเรียนไม่ไหว ถึงขนาดอาจารย์ต้องมาปลุก ผิดกับนักศึกษายุคใหม่ที่ชอบแต่งตัวสวย-หล่อมานั่งจับกลุ่มกันที่ห้องสมุดบ้างร้านหรูริมวังบ้าง

เวลาที่เปลี่ยนไปทำให้ผู้คนเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ

          วันนี้ทั้งวันอารัติแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย ได้แต่เดินไปมารอบๆ โต๊ะเขียนแบบ หยิบหนังสือมาดูเล่มแล้วเล่มเล่า ดื่มกาแฟ และมองออกไปนอกหน้าต่าง...

นี่ก็เย็นแล้ว...อารัติรู้สึกแปลกใจที่ภาพพิมพ์ไม่แวะขึ้นมาหาเขา ปกติเธอจะแวะมาแต่เช้า ชงกาแฟให้ บางครั้งก็ซื้อปาท่องโก๋บ้าง โจ๊กบ้าง มาฝาก ตอนกลางวันก็ลงไปกินข้าวด้วยกัน บางครั้งก็มีปั้นไปด้วย

          เมื่อคืนแคทอยู่ช่วยงานเขาทั้งคืน และกลับเข้าหอพักตอนใกล้สว่าง หรือเรื่องเมื่อคืนทำให้ภาพพิมพ์ไม่ขึ้นมาหาเขา? ภาพพิมพ์ไม่พอใจที่แคทมาค้างหรือ? เป็นไปได้ยังไง...เราไม่ได้เป็นแฟนกันนี่ จะได้มาแสดงกิริยาแบบนั้น...หรือว่า...

         

          ริมทางเท้ารอบพระบรมมหาราชวัง...

          แดดเหลืองๆ ไล่หลังมาแล้ว เย็นๆ อย่างนี้มักจะมีผู้คนออกมาวิ่งกันเสมอๆ แคทรียากับภาพพิมพ์ก็กำลังวิ่งออกกำลังกายเพื่อเตรียมตัวไปแข่งกีฬาภายในของมหาวิทยาลัยที่จัดขึ้นทุกปีที่วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ บรรยากาศยามเย็นบริเวณท่าช้างมองไปเห็นริ้วคลื่นในแม่น้ำเจ้าพระยาสะท้อนแดดเหลืองอร่ามดูสวยงามนัก

          “พิมชอบพี่อาร์ตเหรอ”

          แคทถามขึ้นมาดื้อๆ ภาพพิมพ์ถึงกับสะดุ้ง ตอบไม่ถูก

          “หืม อะไรนะ?”

          “แคทถามว่าพิมชอบพี่อาร์ตเหรอ”

          “ทำไมถามแบบนั้นล่ะแคท”

          “อ้าว!! ก็เมื่อคืนแคทเห็นพิมหน้าตาไม่ดีเลย ตอนที่เจอแคทน่ะ เหมือนหึง...แคทพูดตรงๆ อย่าโกรธนะ”

          ภาพพิมพ์อึกอัก แคทรียาเห็นอาการของเธอได้อย่างไร เธอออกจะรักษามารยาทและไม่ชอบเปิดเผยความรู้สึกให้ใครเห็น

          “ไม่โกรธหรอก แต่พิมไม่ได้คิดอะไรกับพี่อาร์ตเลย การที่แคทถูกชะตาพี่อาร์ตแล้วไปอยู่ช่วยงานเขาเป็นเรื่องธรรมดา พิมก็แวะไปตามประสารุ่นน้องที่พี่อาร์ตเคยติวให้จนสอบติด อะไรพอจะช่วยเขาได้ก็ช่วย เท่านั้นเอง”

          “จริงเหรอ...งั้นแคทก็สบายใจ เพราะแคทไม่อยากแย่งแฟนเพื่อน ถ้าพิมไม่ได้คิดอะไรกับพี่อาร์ต แคทจะได้จีบพี่อาร์ตได้เต็มที่”

          พูดจบแคทก็หัวเราะ ทำเอาภาพพิมพ์อึ้ง

          “แต่พี่อาร์ตเขามีแฟนแล้วนะ”

          “แคทไม่สนหรอก แฟนเค้าอยู่ตั้งไกล อีกอย่างก็แค่แฟนไม่ได้แต่งงานกันนี่ พี่อาร์ตยังมีสิทธิ์เลือกได้อยู่ จริงไหมพิม ห่วงก็แต่พิมนั่นแหละ ถ้าไปชอบพี่อาร์ตเข้าแล้วเค้ามาชอบแคทพิมจะอกหักเสียเปล่าๆ แคทไม่อยากผิดใจกับเพื่อน เลยต้องถามดูก่อนเพื่อความสบายใจ”

          “แคทสบายใจเถอะ คนมีแฟนแล้วพิมไม่สนหรอก ส่วนแคทจะทำอะไรก็เป็นสิทธิ์ของแคท อย่าเอาพิมไปยุ่งเกี่ยวด้วยเลย”

          “นี่รู้ไหม เมื่อคืนพี่อาร์ตพาแคทไปดินเน่อร์แล้วก็ดูหนังด้วย”

          ภาพพิมพ์อึ้งอีกครั้ง...ไหนว่างานเยอะจะค้างที่คณะลุยงาน นี่ยังมีเวลาไปเที่ยวกับสาวอีกหรือ เรารึอุตสาห์เป็นห่วง ที่ไหนได้...

          “เหรอ เรื่องอะไร สนุกมั้ย” คงเพลินล่ะสิตาลามก

          ภาพพิมพ์ทำเสียงปกติ และชวนแคทคุยไปเรื่อยๆ แต่ในใจรู้สึกแปลบๆ ชอบกล ชักแปลกใจแล้วว่าทำไมจึงรู้สึกเหมือนหวง...ใช่ คงเป็นความหวงกระมัง...เหมือนน้องสาวที่หวงพี่ชายนั่นเอง อย่าคิดมากน่ายัยพิม...

         

          มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์...

รถบัสหน้ายื่นสีเทาคันเก่าแล่นผ่านประตูเข้ามา ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นรถที่มาจากวิทยาเขตวังท่าพระ เพราะมีอยู่คันเดียวที่นักศึกษาชอบเรียกมันว่า “อีแก่” ถึงแม้ภายนอกจะดูเก่าโบราณ แต่อีแก่ก็ถูกซ่อมบำรุงอยู่ตลอดเวลา ในรถคันนั้นมีนักศึกษาทั้งสี่คณะจากวิทยาเขตวังท่าพระนั่งปะปนกันมา ทั้งนักกีฬา กองเชียร์ รวมถึงหนุ่มไร้คู่ที่หาโอกาสมาจีบเด็กทับแก้วก็ติดมาในรถด้วย

          มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ตั้งอยู่ในบริเวณพระราชวังสนามจันทร์เดิม อันเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

          ภาพพิมพ์ได้มาที่นี่เป็นครั้งที่สามแล้ว ครั้งแรกมาในวันปฐมนิเทศ รุ่นพี่เป็นผู้นำทางตลอดทำให้จำหนทางแทบไม่ได้ ที่นี่กว้างกว่าวังท่าพระมาก มาจำตึกจำทางได้ก็ตอนแข่งกีฬาน้องใหม่ เมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง ตอนนั้นเธอถูกเพื่อนๆ บังคับให้เป็นเชียร์ลีดเดอร์คู่กับแคท เพิ่งเป็นน้องใหม่มาหมาดๆ ต้องมาเป็นเชียร์ลีดเดอร์ก็ออกจะอายๆ อยู่ แต่คราวนี้ภาพพิมพ์สมัครเองเลย แต่ขอเป็นนักกีฬา

          ขณะนี้นักศึกษาของมหาวิทยาลัยทุกคณะมารวมตัวกันที่สนาม มีทั้งนักกีฬา กองเชียร์ และคนดู กองเชียร์ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะไม่พ้นจากคณะจิตรกรรมและคณะมัณฑนศิลป์ที่แข่งกันแพ้แข่งกันชนะในการประกวดกองเชียร์แทบทุกปี ที่เห็นลิบๆ อยู่นั่นคือเชียร์ลีดเดอร์หนุ่มที่ใส่ชุดประหลาดคือต่อเป็นโครงสูงขึ้นไปเป็นรูปหอไอเฟล

          “ดู...ดูมัน!! ให้เป็นเชียร์ลีดเดอร์ แทนที่จะออกแบบตัวนำโชคให้มันเกี่ยวกับคณะหน่อย”

          ปั้นบ่นกับอารัติ พลางบุ้ยปากไปกลางสนาม เห็นแจ็คกำลังพยายามทรงตัวอยู่ในชุดหอไอเฟล

          “ฮะๆๆๆ ไอ้แจ๊คน่ะหรือ ยกให้มันคนนึงเถอะ มันหมกมุ่นขนาดนี้สงสัยว่าอนาคตคงได้ไปปารีสจริงๆ แน่”

          “เดี๋ยวพิมไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะคะ สี่คูณร้อยกำลังจะแข่งแล้ว” ภาพพิมพ์ที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้น

          “อะไร?? พิมจะลงแข่งวิ่งสี่คูณร้อยเมตร?”

          “แหม พี่อาร์ตทำตกใจไปได้” ภาพพิมพ์ตอบพลางหัวเราะขัน

          “พิมไม่เคยบอกเลยว่าไปสมัครแข่งกีฬากับเขาด้วย ไม่เห็นเคยซ้อมเลย จะสู้เขาได้เหรอ”

          อารัติติง พลางทำตาเล็กตาน้อยสำรวจไปทั่วเรือนร่างจนภาพพิมพ์รู้สึกเขิน

          “พี่อาร์ตอยู่แต่บนตึกจะเห็นอะไรคะ พิมออกมาวิ่งรอบสนามหลวงกับพี่ปั้นและเพื่อนๆ ทุกเช้าเย็นมาเกือบเดือนแล้วนะคะ”

          “อ้าว ไอ้ปั้นไม่เห็นบอกกู” อารัติหันไปเล่นงานเพื่อน

          “กูมีหน้าที่ต้องรายงานเรื่องน้องพิมกับมึงตั้งแต่เมื่อไหร่? เห็นกำลังง่วนอยู่กับธีสีด” ปั้นตอบแล้วเอียงหน้าไปกระซิบข้างหูเพื่อน

          “ขืนชวนเอ็งไปวิ่งด้วยก็เป็น ก.ข.ค. กูเปล่าๆ สิ ฮ่าๆๆๆ”

ภาพพิมพ์แยกตัวเข้าไปกลุ่มเพื่อนๆ ปล่อยให้อารัติยืนเซ็งที่ถูกปั้นหัวเราะเยาะที่เขาไม่รู้อะไรเลย

          ไม่นานภาพพิมพ์กับแคทรียาก็วิ่งมาหาทั้งสองคน ตอนนี้สองสาวอยู่ในชุดกีฬาสีส้มสด กางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดที่มีเครื่องหมายคณะทำให้อารัติและปั้นยืนตะลึงกับภาพที่เห็น...ทั้งสองสวยไปคนละแบบ ภาพพิมพ์นั้นสวยน่ารักน่าทะนุถนอม ในขณะที่แคทรียาสวยปราดเปรียวและเซ็กซี่

“สวยเหลือเกิน” ...อารัติได้แต่พึมพำแล้วทอดถอนในหัวใจ เมื่อมองภาพพิมพ์อย่างเต็มตา เขาเห็นความสวยงามและแข็งแรงของภาพพิมพ์เป็นครั้งแรก ปกติเธอดูเป็นคนบอบบาง แต่เมื่อสวมชุดนักกีฬาเธอกลับดูคล่องแคล้วเหมือนนักกีฬาจริงๆ

อารัติแปลกใจนิดหน่อยที่เห็นภาพพิมพ์เดินตรงไปทางปั้น ส่วนแคทรียานั้นกลับเดินมาหาเขา อารัติละสายตาจากร่างสวยของภาพพิมพ์แล้วหันมาคุยกัยแคทรียาด้วยสีหน้าปกติ

เขาแปลกใจตัวเองที่รู้สึกไม่อยากเห็นภาพพิมพ์สวมชุดนักกีฬาทั้งๆ ที่เธออยู่ในชุดนี้แล้วดูดีเหลือเกิน...

         

          ในรถบัสของมหาวิทยาลัย...

          “โธ่!! ได้แค่เหรียญทองแดง”

          “ไม่ได้เรื่องเลย!!”

          “นึกว่าแน่!!”

          เสียงหยอกเย้าของรุ่นพี่ดังตลอดทางที่กลับจากการแข่งกีฬา ภาพพิมพ์เองกลับหัวเราะขำที่รุ่นพี่แซว เพราะเธอกำลังดีใจแม้จะได้แค่เหรียญทองแดง ก็ตอนสมัครแข่งขันไม่ได้หวังด้วยซ้ำไปว่าจะชนะ แค่อยากสนุกสนานกับเพื่อนๆ เท่านั้น

          “แหม...พิมไม่ใช่นักกีฬานะคะ แค่นี้ก็ดีถมไปแล้ว อีกอย่างเคยได้ยินรุ่นพี่ๆ ของเด๊คไปแข่งกีฬาที่ไหนก็แพ้ตลอดไม่ใช่เหรอคะ”

          ประโยคนั้นทำเอาพี่ๆ อึ้ง แต่กลับทำให้รุ่นน้องหัวเราะลั่นแทน

อีแก่สีเทาแล่นผ่านประตูวังท่าพระเข้ามาจอดสนิทที่หน้าห้องสมุด นักศึกษาต่างพากันลงจากรถแล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน ทิ้งให้คนขับรถเดินวนเวียนเก็บกวาดเศษกระดาษ ถุงขนมที่นักศึกษาทิ้งเอาไว้แต่เพียงลำพัง

          “ดึกแล้ว เดี๋ยวน้องพิมกลับพร้อมพี่เลยแล้วกันนะ”

          ปั้นเอ่ยขึ้นเมื่อลงจากรถ ส่วนแคทรียานั้นลงที่หอตั้งแต่ตอนที่รถผ่านแถวปิ่นเกล้าแล้ว ภาพพิมพ์ไม่ตอบแต่หันไปทางอารัติ

          “แล้วพี่อาร์ตไม่กลับบ้านหรือคะ น่าจะกลับบ้านไปพักผ่อนบ้าง”

          “คืนนี้พี่ต้องเก็บงานอีกนิดหน่อย คงกลับพรุ่งนี้ ปั้นไปส่งน้องหน่อยนะ”

          อารัติโยนกลอง ไม่ทันสังเกตว่าในความมืดนั้นภาพพิมพ์มีสีหน้าหงุดหงิดเล็กน้อย

          “ถ้างั้น...” ภาพพิมพ์หยุดคิดนิดหนึ่งก่อนเอ่ยขึ้น “พิมขอไปเอากระเป๋าบนห้องพี่อาร์ตก่อนนะคะ พี่ปั้นรอที่นี่แป๊บนึง”

          “อื้ม...เร็วหน่อยนะน้องพิม เดี๋ยวจะดึกมาก”

          ปั้นตอบแล้วหันไปคุยกับแจ๊ค ปล่อยให้อารัติกับภาพพิมพ์เดินหายไปในเงามืด ตรงประตูทางเข้าสวนแก้ว

          “พิม” อารัติเอ่ยขึ้นเมื่ออยู่กันเพียงลำพัง

          “คะ...”

          “เราไม่ค่อยได้คุยกันตามลำพังเลยนะ”

          “ทำไมจะไม่ได้คุย ก็ตอนที่พิมขึ้นไปช่วยงานพี่อาร์ตไงคะ”

          “โอ้โฮ!! คนเต็มห้องเนี่ยนะ”

          ภาพพิมพ์หัวเราะเบาๆ คิดถึงแคทรียาขึ้นมา

          “พิมไม่สามารถอยู่คุยกับพี่อาร์ตลำพังตอนค่ำๆ มืดๆ เหมือนคนอื่นหรอกค่ะ”

          “อ่ะ โดนซะแล้ว...พี่อยากจะบอกอะไรพิมจัง...บอกตอนนี้ได้ไหม”   

          “เอ่อ...ค่ะ”

          ภาพพิมพ์รู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้า ตอบไม่เต็มเสียงเอาเสียเลย รู้สึกหวั่นๆ ว่าพี่อาร์ตจะพูดอะไร? พี่อาร์ตจะพูดเรื่องนั้น? จะมาบอกความในใจกันตอนนี้น่ะหรือ...

          “พี่อยากบอกว่า...วันนี้พิมเก่งจังเลย”

          เฮ้อ!!!...อีตาพี่อาร์ต ทำพิมใจหายใจคว่ำอีกแล้ว จะขำหรือผิดหวังดีนะเนี่ย!!!

          อารัติพาภาพพิมพ์เดินขึ้นบันไดตึกมาจนถึงชั้นสาม ตึกทั้งตึกปิดไฟมืดเพราะนักศึกษาเพิ่งส่วนใหญ่ไปเที่ยวทับแก้วเพื่อเชียร์กีฬาและพักสมอง บางกลุ่มก็ชวนกันไปดูหนังแก้เครียดแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

          อารัติเอื้อมมือไปเปิดไฟที่โต๊ะเขียนแบบ แสงไฟสีเหลืองนวลส่องใบหน้าภาพพิมพ์ให้ดูโดดเด่นในความมืด

          “พี่อาร์ต...”

          ภาพพิมพ์เรียกเบาๆ ใบหน้าสวยนั้นถูกแสงสว่างทาบจับส่วนโค้งเว้าของโหนกแก้ม ปลายจมูก มุมปากจิ้มลิ้มชวนมองนัก และนัยน์ตากลมโตคู่นั้นกำลังมองมาที่อารัติ

          อารัติจับจ้องใบหน้านั้น...สายตาของคนทั้งสองประสานกันนิ่งนาน...รู้สึกเหมือนเวลาหยุดอยู่เพียงเท่านั้น

          ภาพพิมพ์เอื้อมมือถอดเหรียญทองแดงที่คล้องอยู่ที่คอตัวเองออก แล้วขยับตัวมาใกล้จนแทบจะชิด ใบหน้าสวยนั้นอยู่ตรงหน้าอารัตินี่เอง...

          ภาพพิมพ์คล้องเหรียญทองแดงนั้นที่คอของอารัติ เขาเอื้อมมือมาจับแขนของเธอไว้

          “พิมตั้งใจกับการแข่งกีฬาในวันนี้มากนะคะ อยากเอาเหรียญทองมาให้พี่อาร์ต...แต่จนใจ ได้แค่เหรียญทองแดง”

อารัติคว้าข้อมือคนที่อยู่ตรงหน้ามากุมไว้ แล้วกอดเธออย่างสุดจะห้ามใจได้ เป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสผิวกายเธออย่างตั้งใจ ไม่ใช่ลากเธอขึ้นมาจากบันไดรถเมล์ในวันฝนตก ไม่ใช่เพราะล้มในห้องนอนคุณแม่ของเธอ ไม่ใช่บังเอิญอย่างในเพิงหมาแหงนริมทะเล แต่เป็นการสัมผัสที่เขาตั้งใจ มือเธอเย็นเฉียบและสั่นเทา มันนุ่มนิ่มจนอารัติไม่อยากปล่อย ในที่สุดอารัติก็ยอมแพ้หัวใจตัวเอง...เขาประทับรอยจูบลงบนริมฝีปากของเธอ...

          ภาพพิมพ์ตกใจเล็กน้อยกับอ้อมกอดและรอยจูบนั้น...แต่เพียงเสี้ยววินาทีเธอกลับรู้สึกอบอุ่นหัวใจยิ่งนัก แล้วจึงโอบกอดร่างนั้นไว้เช่นกัน...อยากอยู่แบบนี้นานๆ จัง...

วูบหนึ่งในความรู้สึก อารัติคิดถึงนิภา เธอคนนั้นต่างหากล่ะที่เขาควรจะห่วงหาอาทร...

อารัติกอดภาพพิมพ์อยู่สักครู่จึงปล่อยเธอเป็นอิสระ แล้วสานสายตากันนิ่งนาน...

          “พี่ขอบใจในความมีน้ำใจของพิมมาก จะเก็บเหรียญนี้ไว้ตลอดไป”

          อารัติพูดพลางเชยคางของภาพพิมพ์ขึ้นมา ทั้งสองมองตากันและกัน ในวินาทีนั้น...อารัติเห็นน้ำตาหยดหนึ่งจากนัยน์ตาของภาพพิมพ์

          กว่าภาพพิมพ์และอารัติจะกลับลงมาจากตึกก็เกือบครึ่งชั่วโมง ปั้นไม่ทันสังเกตความเปลี่ยนแปลงในสีหน้าของทั้งสอง เพียงแต่สงสัยว่าทำไมภาพพิมพ์ไม่ถือกระเป๋าลงมา

          “อ้าว ไหนล่ะกระเป๋า”

          “พิมเพิ่งนึกได้ว่าฝากไว้ในล็อคเกอร์ของยัยปิ๊กเมื่อตอนเย็น ไว้พรุ่งนี้ค่อยเอาคืนก็ได้ค่ะ เราไปกันเถอะค่ะพี่ปั้น สวัสดีค่ะพี่อาร์ต”

          สวัสดีจ้ะพิม...สายตาอารัติพูดอย่างนั้น...แล้วเราคงได้คุยกันมากกว่านี้

          ถ้าหัวใจเราตรงกัน...

 

 

 

 

โดย ครูอุ๋ย

 

กลับไปที่ www.oknation.net