วันที่ ศุกร์ พฤษภาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การจากไปของพ้อเลป่า “นักเขียนตาย คนเกิดเป็นร้อยคน”



วันจันทร์ 6 เมษายน 2552  เวลาใกล้จะ 10 โมงเช้า  ผมอยู่ในขบวนแห่

ร่างไร้ชีวิตของกวีนักเขียนบ้านป่าเขาพ้อเลป่า  ขบวนแห่ที่จัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ไม่มีพิธีรีตองอะไร  มีเพียงไม้กางเขนนำหน้า  และกลุ่มคนเดินตามรุมล้อม   ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านในหมู่บ้านแม่แฮใต้และบ้านใกล้เคียง   รวมถึงญาติมิตรคนผูกพันในตัวหนังสือและชีวิตจริงอีกจำนวนหนึ่ง 

นับด้วยสายตาเกือบสองร้อยชีวิตออกเดินจากบ้านไม้ริมถนน  มุ่งหน้าไปตามถนนกรวดดินทราย   ไปให้ถึงป่าช้าของหมู่บ้าน  ที่เป็นผืนป่าใหญ่บนไหล่เขาก่อนถึงหมู่บ้าน  จะเรียกว่าป่าแคระก็ได้   เพราะเป็นป่าที่มีต้นไม้ไม่สูงไปมากกว่านั้นอีกแล้ว  ไม้ต้นใดแก่มาก  กิ่งก้านจะบิดหงิกงออย่างกับกระดูกเคลือบเทาดำโดนบิด       

โลงไม้สี่เหลี่ยมหุ้มกระดาษสีทอง  ผ้าขาวม้าปูห่มคลุม  มีเพียงเชือกร้อยผูกกับไม้ไผ่ดุ้นเดียว  ใส่บ่าแบกหามไป  คนแบกอยู่หัวท้าย  ได้ยินแต่เสียงเดินเท้ารวมหมู่ไปเท่านั้น  ส่งเสียงไปสู่ที่หมาย  พอโลงไม้มุดแหวกดงไม้เข้าไป  คนเดินเรียงแถวตามกันมาเหมือนมด        

เป็นพื้นที่สุสานตระกูลญาติของพ้อเลป่า   ที่ร่างเรียงรายอยู่ใต้ดินก่อนหน้านั้นล้วนเป็นญาติ   พื้นที่กลบฝังร่างถูกเลือกก่อนหน้าไม่กี่วัน  ญาติๆมาเดินดูและเลือกเอาทำเลไม่ไกลจากถนนมากนัก  ใต้เงาไม้ร่มรื่น  เป็นต้นก่อคู้อายุนับ 100 ปี โน้มกิ่งพองาม  ห้อมล้อมด้วยไม้หนุ่ม ที่สำคัญนั้น  มะลิต้น(ต้นพอกะ)กำลังออกดอกเหลืองสะพรั่ง                      

เข็มนาฬิกาเคลื่อนช้าเหลือเกิน  หนืดเนือยเต็มที  พอโลงไม้ตั้งวางลง  ญาติๆก็จับจอบขุดหลุมกันทันที  คนอื่นๆนั่งรุมล้อม  พูดคุยกันบ้าง  มองสิ่งรอบตัวคิดอะไรกันไป   รอเวลาพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์                      

ฝังร่างกวี

ผมนึกถึงคำพูดพ้อเลป่านานมาแล้ว                         

“ชีวิตมาจากดิน  วันหนึ่งต้องกลับลงไปในดิน  เหมือนเมฆเหมือนหมอก เดี๋ยวมีเดี๋ยวก็หาย”                     

คืนนี้  เป็นคืนแรกที่พ้อเลป่าจะได้นอนฟังเสียงเคลื่อนไหวของรากไม้ 

โอ  พ้อเลป่าจากไปจริงๆแล้ว…

งานเขียนเรื่อง  คนปกากะญอ   งานเขียนที่ปรากฏตัวต่อหน้านักอ่านครั้งแรก  บอกตัวตนของพ้อเลป่าได้ชัดเจนที่สุด   ตีพิมพ์เป็นตอนๆครั้งแรกในหนังสือ ฟ้าเมืองทอง  ว่ากันว่า เบื้องหลังการก่อเกิดนั้นน่าทึ่งมาก  “พ้อเลป่า” ลงมาจากภูเขา มาเก็บตัวอยู่ในบ้านท้ายสวน  ริมขอบเมืองลำพูน  บนพื้นที่ของร้านโขง-สาละวินในปัจจุบัน 

ขณะนั้นเรียกกันในชื่อบ้านพันไม้ 

พ้อเลป่าเขียนงานชิ้นนี้รวดเดียวจบภายในหนึ่งเดือน   เขียนด้วยภาษาปกากะญอ  และเจ้าของบ้านร่วมแปลเป็นภาษาไทย  ในชื่อ กัลยา-วีระศักดิ์  ยอดระบำ  จนนำมาสู่การรวมเล่มเป็นพ็อกเก็ตบุคส์ครั้งแรกในปี 2530   และตีพิมพ์มาเป็นครั้งที่ 3 เมื่อปี 2536    

“ความอดอยากแร้นแค้นเกิดขึ้นกับครอบครัวของฉันอีก  เงินหรือ? เงินก็ไม่มี  ข้าวหรือ?  ข้าวก็หมดไปนานแล้ว  ฉันจะไปเป็นลูกจ้างคนอื่น  ก็ยังทำงานไม่เป็น  คงไม่มีใครจ้างฉัน  แต่มีอยู่ทางหนึ่ง  ถ้าอยากกินข้าว  ฉันจะไปช่วยตักน้ำให้เพื่อนบ้าน  เขาก็จะให้ข้าวมากินก้อนหนึ่ง   เพื่อนของฉัน  บางคนพ่อแม่เขามีวัวควาย  เขาก็มาชวนฉันไปเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย  ฉันไปกับเขา  เมื่อกลับมาถึงบ้าน  เขาก็ให้ฉันกินข้าวด้วย  ฉันทำอย่างนี้เอง” (คนปกากะญอ)                     

ตัวหนังสือใช้คำเรียบง่ายๆ  ใสๆซื่อๆ บอกตรงๆ  เล่าเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของตัวเอง  อันเป็นเสมือนตัวแทนของคนปกากะญอตามป่าภูเขา  ครอบคลุมการกินอยู่  พิธีกรรม  ความเชื่อ  การต่อสู้ดิ้นรน  เข้าป่าล่าสัตว์  งานในไร่  ฯลฯ ด้วยฉากจริงในแถบบ้านแม่แฮคี้และหมู่บ้านใกล้เคียง

หนังสือเล่มต่อมาชื่อ จากความทรงจำของฉัน   เป็นเรื่องเล่าเข้าป่าล่าสัตว์  ฉากล่าสัตว์อยู่ตามลำพัง  เต็มไปด้วยบรรยากาศชวนหัว                      

“เรานอนอยู่ในโพรงไม้  คอยฟังเสียงนกที่ลงมากินน้ำ  มันส่งเสียงร้องมาเป็นกลุ่ม  บางตัวร้องดัง กิกอ! กิกอ! ควุย ควุยโล! ควุย ควุย โล! บางตัวดัง แกร๊ กอ! ก็มี กอรอ กอกอ! ก็มี ทางด้านบนด้านข้างโพรงไม้  มีจักจั่นส่งเสียงร้องดังซี้ซี้ซี้แซวแซว! ซี้ซี้ซี้แซวแหว! เราฟังๆดูก็รู้สึกไพเราะเพลิดเพลิน”                        

ตัวหนังสือมีเสียง  กระจายอยู่ทั่วเล่ม  ที่ขาดไม่ได้อีกอย่างคือเพลงทา  เพลงกวีเพลงพื้นบ้านปากเปล่า  ที่ส่งมอบใส่ปากติดตัวกันมา  กระอยู่ทั่วเช่นกัน    พ้อเลป่าเรียบเรียงออกมาเป็นตัวหนังสือครั้งแรก  ตั้งชื่อเป็นเล่มว่า  เพลงชีวิตปกากะญอ                       

“บนภูเขา  มีหญ้ามีหนาม

บนเทือกเขา  มีหญ้ามีหนาม

เด็กๆไป  เด็กๆถามทาง

ผู้ใหญ่ไป  ผู้ใหญ่ถามทาง

ที่ไม่ถามทางคือกระต่าย

ไปเอง  หลงทางเอง”                                           

“แม่น้ำสาละวินใหญ่  หลงตัวว่าใหญ่เอง

แม่น้ำโขงใหญ่  หลงตัวว่าใหญ่เอง

ใหญ่เพราะห้วยเล็กๆ  ไหลลงสู่

ใหญ่เพราะสายน้ำเล็กๆ ไหลลงสู่

เล็กๆ ไม่ไหลลงสู่

ใหญ่ๆก็แห้งขอด”

ยังมีงานเขียนอีกชิ้นหนึ่ง  ซึ่งยังไม่ได้แปลออกมา   เป็นเรื่องต่อเนื่องจากเรื่อง คนปกากะญอ  ซึ่งบทสุดท้ายนั้น  พ้อเลป่าเขียนว่า “บนภูเขาเดี๋ยวนี้สบายขึ้นมากแล้ว  มีทางรถยนต์ไปถึงหมู่บ้าน  แต่บางหมู่บ้าน  ก็ยังไปไม่ถึง  ฉันไม่รู้หรอกว่า  ความสะดวกสบายที่เราได้รับจะนำความสุขหรือความทุกข์มาให้คนภูเขา” 

หลังจากนั้น  มีคนผ่านเข้าไปหมู่บ้านมากขึ้น  พ้อเลป่าบันทึกเรื่องเหล่านี้ไว้ 

ผมพบหน้าพ้อเลป่าครั้งแรก  เมื่อครั้งถูกเชิญมาพูดถึงงานเขียนให้คนทำงานเขียน บนดอยสุเทพจังหวัดเชียงใหม่  พ้อเลป่าบอกว่า เห็นทุกคนจับปากกาเขียนหนังสือกันทั้งนั้น  อย่างนี้ก็เขียนหนังสือได้แล้ว 

พร้อมกับย้อนไปถึงวันคืนในป่าเขา  ที่ใช้ถ่านเขียนไว้ตามฝาบ้านพื้นบ้าน  ต่อมามีคนเอาสมุดทิ้งไว้ให้  จึงเริ่มเขียน  หน้าสมุดเหล่านั้นกลายเป็นกระดาษห่อยาเส้นยาสูบก็มี  มันถูกจุดสูบไปก็มี  กว่าจะถูกรวบรวมไว้เป็นชิ้นเป็นอัน

และปฏิเสธไม่ได้ว่า  ความคิดเชื่อมโยงถึงชีวิตสังคมนั้น  สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นมีส่วนอย่างมาก  พ้อเลป่าต้องกลายเป็นข้อต่อให้แนวความคิดฝ่ายซ้าย  ให้นักศึกษาที่เข้าไปยังหมู่บ้าน  ตั้งค่ายสร้างที่พัก  สร้างโรงเรียน  สอนหนังสือ  จากความปรารถนาดี  ให้อยู่รอดปลอดภัยได้

พะเลอโดะชื่อเรียกกันตามหมู่บ้าน  เป็นหนึ่งในแนวร่วมต่อสู้อยู่ตามป่าเขา

“หลายครั้งที่พ้อเลป่าช่วยเหลือชีวิตพวกในป่า ให้ที่หลบซ่อนตัวอย่างดี  ให้ที่พัก  ให้อาหาร และให้ความเป็นมิตรกับแนวร่วม”

จากสายสัมพันธ์และความคุ้นเคยเช่นนี้เอง  ที่นำไปสู่การเกิดเป็นตัวหนังสือในเวลาต่อมา  ทำให้ตัวหนังสือที่จารึกอยู่ตามฝาบ้านพื้นบ้าน  กลับมีคุณค่าความหมายขึ้นมา  อธิบายวิถีชีวิตความเป็นอยู่คนปกากะญอได้ลึกซึ้ง

ทุกครั้งที่เข้าไปเยือน  พ้อเลป่ามักพาเดินไปตามทางเก่าๆที่ตัดผ่านทุ่งไร่ข้าว  เลาะสันเขา  ไปหมู่บ้านใกล้เคียงอย่าง เซโดซา  แม่สะป๊อก  บ้านลัวะมืดหลอง  พร้อมกับเล่าเรื่องเหตุการณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้อง

หลายเหตุการณ์เกิดขึ้นเสมือนหนึ่งตำนานมีชีวิตขึ้นมาวูบหนึ่งแล้วดับไป   เมื่อครั้งนักรบจีนก๊กมินตั๋งพลัดถิ่น  กลายมาเป็นคนค้าขายธรรมดา  สร้างบ้านอยู่ระหว่างแม่แฮใต้กับเซโดซา  แผ่นดินแถบนี้ดูราวกับเมืองคาวบอย   ที่เหล่านักรบต่างมีชีวิตอยู่บนหลังม้า                     

การปรากฏตัวของคนต่างถิ่น  ในฐานะคนค้าขาย  ไม่ได้นำความยุ่งยากใดมาให้หมู่บ้าน  คนกลุ่มนี้เหมือนไม่มีที่มา ไม่มีที่ไป  แต่มีสิ่งขายจากถิ่นอื่นมาขาย   บางคนมาแต่งงานอยู่กินกับลูกหลานปกากะญอ                          

บ้านหลังหนึ่งยังหลงเหลืออยู่ที่เซโดซา   เซโดซาอยู่ห่างจากแม่แฮใต้ราว 2 กิโลเมตรกว่าๆ  บ้านไม้สร้างขึ้นต่างจากบ้านหลังอื่นตามแบบจีน  พ้อเลป่าชวนขึ้นบ้านหลังนั้นในวันฝนโปรยละอองละเอียดยิบ  อากาศเย็นเฉียบ ฟ้าปิดทั้งวัน                    

วันนั้นเอง  พ้อเลป่ากับพะเลอโดะได้นั่งย้อนรอยความหลังกัน  ย้อนไปถึงปืนอาก้าตั้งวางใกล้ตัว  ขณะนั่งกินอาหารหมักดองตำราจีนอย่างดี  นักรบในป่ามักแวะเวียนมาที่แห่งนี้เสมือนหนึ่งโอเอซีสกลางทุ่งภูเขา                      

วันนั้นเช่นกัน  เหล้าป่าเซโดซาไหลมาเทมาจนหมดหมู่บ้าน  และค้างคืนกันในหมู่บ้านนั้น   พ้อเลป่าชวนขึ้นบ้านญาติ  หลังแล้วหลังเล่า              

อีกครั้งและอีกครั้งของการเดินไปตามทางเล็กๆ  และมากมายด้วยเรื่องเล่า  ดินแดนแห่งนี้เคยเป็นถิ่นไกลลึก  ที่ฝ่ายรัฐก็อยากได้มวลชนและฝ่ายป่าก็ขยายแนวร่วมออกไป  เพียงแต่เกิดเสียงปืนดังขึ้นน้อยมาก                   

พ้อเลป่าชี้ให้ดูน้ำแม่แฮที่ไหลอยู่ก้นเหวลุ่มลึก  ที่นั่นมีปลาบนหินอร่อย  ห่างออกไปจากแม่แฮใต้ราว 7 กิโลเมตร  มีน้ำแม่ตูม  เป็นห้วยใหญ่ที่เป็นแหล่งอาหารแห่งหนึ่ง  ฉากเรื่องเล่ามากมาย  เกิดขึ้นที่สายห้วยแม่ตูม                    

“ในจิตใจของคนกะเหรี่ยงนั้น  ฉันรู้ดี  พวกเราคนกะเหรี่ยงรักความสงบ  อยากอยู่ตามลำพัง  ใครจะทำอย่างไรกับเราก็แล้วแต่  พวกเราไม่โต้ตอบเขา  เราทำงาน เรามีชีวิตอยู่ไปเรื่อยๆ  ค่อยทำค่อยไป  ไม่รีบร้อน  หากมีใครฆ่าเรา  เราก็ตาย  หากเขาเอาเราไว้  เราก็อยู่  ถ้าใครทำไม่ดี  ทำความลำบากต่อเรา  ฟ้าจะมองลงมาเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเอง  พวกเราไม่สามารถทำอะไรได้  เราต้องยึดถือประเพณีความเชื่อของพ่อแม่เราไว้..” (คนปกากะญอ)                      

เป็นบทหนึ่งที่สะท้อนออกมาเสมือนเป็นตัวแทนชีวิตจิตใจคนเผ่า

ครั้งหนึ่ง  พ้อเลป่าเดินทางไปตามถนนทางหลวง  ผ่านด่านตรวจในหัวเมืองชายแดน    พ้อเลป่าถูกถามถึงบัตรประชาชน  หรือเอกสารอื่นใดที่แสดงฐานะว่ามีถิ่นฐานอยู่บนแผ่นดินไทยอย่างถูกต้อง                                

เป็นวันที่พ้อเลป่าไม่ได้พกบัตรใดๆไปด้วย  

พ้อเลป่ายื่นหนังสือ คนปกากะญอ  แทนบัตรประชาชน  เท่านั้นเอง  ด่านตรวจตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่เห็น  ว่าคนเฒ่าคนหนึ่ง  ทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร                       

วันที่เรายืนอยู่บนยอดดอยพุ้ยโข่  พ้อเลป่าชี้ให้ดุสายหมอกที่ไหลมาเป็นทางในหุบเขาลึก  พ้อเลป่าบอกว่า  หมอกไหลมาตามใจ  คนเดินไปตามทาง  มองดูหมอกได้อย่างเดียว  ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง  ดูแล้วสบายใจ              

“คนขับโลก” งานเขียนที่ อุดร วงษ์ทับทิม เก็บความจากการพูดคุยมาตีพิมพ์  เสมือนเป็นงานมาสเตอร์พีชทางความคิดอีกชิ้นหนึ่ง  ว่าด้วยโลกชีวิตในสถานการณ์ชวนหัว  เมื่อประชาชนเหมือนผู้โดยสาร  ขับรถโดยนายทุน  มีทหารเป็นเด็กท้ายรถ  ไม่ว่าคนขับรถจะขับไปทางไหน  ประชาชนก็ต้องทนนั่งไป

แม้แต่เครื่องบินยังต้องกินข้าว  คนขี่เครื่องบินก็ต้องลงมากินข้าว…

ใครผ่านไปเยือนพ้อเลป่า ต้องได้ฟังความคิดเห็นแปลกๆเหล่านี้ 

พ้อเลป่าล้มป่วย  วันที่ 8 มีนาคม 2552 หนึ่งเดือนก่อนพ้อเลป่าจะจากไป  ผมตั้งใจขึ้นไปเยี่ยมเยือนถึงบ้านแม่แฮใต้  พ้อเลป่าลุกขึ้นนั่งได้ครั้งแรกในรอบหลายวันที่ผ่านมา  กินได้แต่นมเท่านั้น  กินได้น้อย  พูดได้น้อย  สังเกตได้หลังการพูดคุย  มีอาการเหนื่อยมาก                      

เพียงไม่กี่คำพูด  ก็เต็มไปด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ 

“เดือนหน้าผมจะมาอีกครับ” ผมพูดไปอย่างนั้น

“ไม่เจอผมแล้ว” เสียงดังเบาๆ  สีหน้าสลด  ผมจับมือไว้แน่น  บอกว่าลุงยังแข็งแรง  ผมจะชวนเพื่อนมาร้องเพลงให้ฟัง  ผมพูดด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริงเหมือนที่เคยเป็นมา

ผมรีบๆรนๆขึ้นรถในสายๆวันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2552  หลังรู้ข่าวผ่านมาทางโทรศัพท์  ว่าพ้อเลป่าเสียชีวิตแล้ว  เมื่อตอน 4 ทุ่มกว่าๆคืนวันที่ 2 เมษานั่นเอง                    

ธรรมเนียมงานศพของคนปกากะญอจะไม่เก็บไว้นาน  แต่ญาติๆลงความเห็นว่าจะคอยเพื่อนมิตรใกล้ไกล  จะฝั่งร่างในวันจันทร์ที่ 6 เมษายน  ร่างไร้ชีวิตของพ้อเลป่าตั้งไว้ในมุมบ้านที่ใช้นอนอยู่เป็นประจำ   โลงไม้หุ้มด้วยกระดาษสีทอง  และผ้าขาวม้าห่มคลุมไว้เพียงเท่านั้น                    

เพื่อนชีวิตพ้อเลป่า  อยู่ใกล้ๆตลอดเวลา

“เฮามาจากดิน  เฮาจะกลับไปดินสักวันหนึ่ง  ไม่มีอะไรจริงสักอย่าง” พ้อเลป่าเคยพูดถึงความตายไว้อย่างนั้น                       

ใกล้โลงไม้ที่จะหย่อนลงสู่พื้นใต้ดิน  มีปืนประจำตัว  ย่าม  เสื้อผ้า ถ้วยชา จาน ชาม หม้อ จอบ ขวาน ถังน้ำ พร้อมเครื่องมือเครื่องใช้อีกจำนวนหนึ่ง  พร้อมจะกลบไปกับร่างพ้อเลป่าด้วย   รวมถึงหน่อกล้วย  ส่วนยอดของอ้อย  และต้นไม้อีกจำนวนหนึ่ง  ปลูกไว้รำลึกและเป็นเครื่องมือเดินทางสู่ภพอื่น   


เพลงชื่อ พ้อเลป่า  เขียนเนื้อ-ทำนองโดย ลีซะ ชูชื่นจิตสกุล  หลานของพ้อเลป่า และศิลปินเพลงปกากะญอ  ดังก้องกังวานทุกคืน  แม้กระทั่งต่อหน้าร่างที่รอดินกลบอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า  ผมร่วมร้องเพลง  ร่วมกับ ชิ สุวิชาน  ด้วยความรู้สึกอาลัยรักในผู้เฒ่ากวีนักเขียนแห่ง

แม่แฮใต้

“ปัญญาแผ่นดินของโลกป่า  ที่ผู้คนเข้าใจว่าถึกเถื่อน

กำเนิดอักษรแห่งทุ่งเขา  เสียงผู้เฒ่าดังก้องกังวาน

เขียนเรื่องโลกป่าด้วยสองมือ  สื่อเรื่องราวชีวิตในเผ่าพันธุ์

จารึกชีวิตด้วยสีขาว   ให้โลกรู้ปัญญาของโลกป่า

พ้อเลป่า   ผู้เฒ่าแห่งแม่แฮ

เขียนชีวิต  เขียนแผ่นดินด้วยเลือดเนื้อ

พ้อเลป่า  ผู้เฒ่าแห่งแม่แฮ

เขียนชีวิต  เขียนแผ่นดินด้วยวิญญาณ

จากมือที่หยิบถ่านไม้ขีด  เป็นเรื่องราวรอยเท้าเหนือทุ่งเขา

เกิดเป็นนักเขียนบ่ต้องตาย    นักเขียนตายคนเกิดเป็นร้อยคน

คน คนต้องตาย  แต่คนไม่ตายได้ต้องเขียนหนังสือ

ขับโลกให้เคลื่อนด้วยอักษร  เป็นตำนานนักเขียนแห่งทุ่งไร่”

พร้อมกับอ่านงานเขียนของพ้อเลป่า  ให้คนที่มาในงานได้ฟังกัน

…“ สำหรับพวกเราเด็กๆ  กลิ่นที่หอมที่สุด  เป็นกลิ่นอะไรรู้ไหม  มันคือกลิ่นหอมควันไฟจากเสื้อเรานั้นเอง... บนภูเขาเดี๋ยวนี้สบายขึ้นมากแล้ว  มีทางรถยนต์ไปถึงหมู่บ้าน  แต่บางหมู่บ้านก็ยังไปไม่ถึง  ฉันไม่รู้หรอกว่า  ความสะดวกสบายที่เราได้รับจะนำความสุขหรือความทุกข์มาให้คนภูเขา”..

พ้อเลป่าละสังขารด้วยวัย 85 ปี ณ บ้านแม่แฮใต้  ขอให้ดวงวิญญาณไปสู่สุขคติ  ใต้ร่มเงาไม้บนแผ่นดินถิ่นเกิด  “นักเขียนตาย คนเกิดเป็นร้อยคน” ประโยคจากปากคำพ้อเลป่าบทนี้  จะมีชีวิตต่อไปอีกนิรันดร์

 

 

 

โดย สุวิชานนท์รัตนภิมล

 

กลับไปที่ www.oknation.net