วันที่ อาทิตย์ พฤษภาคม 2552

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แผนพัฒนาภาคใต้ ชุมชนกับการมีส่วนร่วม ฝันไกลแต่ไปไม่ถึง


วิพากษ์แผนพัฒนาภาคใต้
ชุมชนกับการมีส่วนร่วม ฝันไกลแต่ไปไม่ถึง

เรื่องแผนพัฒนาภาคใต้ นับวันจะกลายเป็นเรื่องร้อนแรงขึ้นมาทุกที พูดคุยกันวงไหน
ก็กลายเป็นเรื่องฮือฮาของวงนั้น ด้วยแทบทุกพื้นที่ในภาคใต้ ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วย
โครงการพัฒนาขนาดใหญ่
 
ระหว่างวันที่ 22 – 24 เมษายน 2552 ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติ ดิเอ็มเพรส
จังหวัดเชียงใหม่ มีการประชุมนานาชาติ เรื่องการประเมินผลกระทบทางสุขภาพ
ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจาก 20 ประเทศ ประมาณ 300 คน
 
ในการประชุมครั้งนี้ นางศยามล ไกยูรวงศ์ ผู้อำนวยการโครงการเสริมสร้างจิตสำนึก
นิเวศวิทยา ก็ได้รับเชิญให้ไปนำเสนองานวิจัยเรื่องการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม
และสุขภาพทางยุทศาสตร์เชิงพื้นที่แผนพัฒนาภาคใต้บนฐานการพัฒนาที่ยั่งยืน
 
ประเด็นที่น่าสนใจจากการนำเสนอของนางศยามล ก็คือ เมื่อมองไป ถึงเบื้องหลังแนว
คิดแผนพัฒนาภาคใต้  ที่มาจากการศึกษาและจัดทำของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา
การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสศช. ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2518 พบว่าเป็นการวาง
แผนการใช้ทรัพยากรในภาคใต้ ที่นำไปสู่ยุทธศาสตร์การพัฒนา “สะพานเศรษฐกิจ”
เชื่อมโยงฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย ด้วยระบบคมนาคมขนส่งร่วมแบบผสมผสาน
 
ในปี 2532 คณะรัฐมนตรีในรัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ มีมติเห็นชอบให้จัดทำ
แผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัดได้แก่ ภูเก็ต
พังงา กระบี่ สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช 
 
ทิศทางการพัฒนาดังกล่าว ต้องมีการวางแผนโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาพื้นที่
ภาคใต้ ได้แก่ การพัฒนาการท่องเที่ยว การพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมปิ
โตรเคมี อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร การจัดหาแหล่งน้ำดิบ การจัดการสิ่งแวดล้อม
การพัฒนาเส้นทางยุทธศาสตร์พลังงาน (Strategic Energy Landbridge)เพื่อ
เพิ่มทางเลือกเส้นทางการขนส่งน้ำมันแทนช่องแคบมะละกา การพัฒนาตลาดน้ำมัน
และอุตสาหกรรมปิโตรเลียมต่อเนื่องของภูมิภาค เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ
และพื้นที่ภาคใต้
 
สศช. ยังได้วิเคราะห์แนวโน้มการพัฒนาที่ส่งผลต่อการพัฒนาภาคใต้ จากฐานข้อมูล
ของโอกาสที่ภาคใต้ มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีลักษณะภูมิประเทศ ติด
ชายฝั่งทะเล สะดวกต่อการคมนาคมขนส่งสินค้าในการส่งออกในภูมิภาคเอเชียใต้
และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบกับวิเคราะห์ของอุตสาหกรรมรายสาขา ที่มี
แนวโน้มของการสร้างรายได้ประชาชาติ ตัวอย่างเช่น ในอนาคต 5 – 10 ปีข้างหน้า
ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องลงทุนขยายการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ ได้
แก่ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร อุตสาหกรรมปิโตรเคมี
อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมเหล็ก ในที่นี้จะขอนำเสนออุตสาหกรรมบาง
ประเภทที่จะขยายในพื้นที่ภาคใต้ เช่น
 
อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ปัจจุบันมูลค่าการผลิตร้อยละ 92 ของทั้งประเทศอยู่บริเวณ
มาบตาพุดและพื้นที่ใกล้เคียง ขณะที่ความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์จากอย่างดังกล่าว
เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าประเภทอื่นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงขาขึ้นตั้งแต่
ปี 2545 เป็นต้นมา พื้นที่ภาคใต้เป็นพื้นที่ทางเลือกที่มีศักยภาพในการรองรับการ
ขยายตัวของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เนื่องจากมีข้อได้เปรียบด้านที่ตั้งติดทะเล มีพื้น
ที่ผืนใหญ่สามารถพัฒนาเป็นเครือข่ายวิสาหกิจ และนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย
มาใช้เป็นวัตถุดิบอุตสาหกรรม

อุตสาหกรรมเหล็ก ด้านการลงทุนพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กส่วนใหญ่ อยู่ในพื้นที่บริเวณ
ชายฝั่งทะเลตะวันออก และพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันตก โดยเฉพาะบริเวณ
อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งปัจจุบันมีข้อจำกัดด้านการขยายพื้นที่และการจัดหา
แหล่งน้ำสนับสนุน

ขณะที่ประเทศไทยมีความต้องการใช้เหล็กประมาณ 12.5 ล้านตันต่อปี ต้องนำเข้าเหล็ก
คุณภาพสูงประมาณ 4.5 ล้านตันต่อปี ปัจจุบันมีบริษัทเอกชนทั้งในและต่างประเทศ สนใจ
ที่จะลงทุนตั้งโรงงานเหล็กขั้นต้นในพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร
สุราษฎร์ธานี ปัตตานี

การพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กขั้นต้นต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่ สามารถก่อสร้างท่าเรือน้ำลึก
และต้องการน้ำในปริมาณมาก จึงต้องให้ความสำคัญกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และ
การยอมรับของประชาชนในพื้นที่ด้วย

อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ในอนาคตคาดว่า จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่ภาคใต้เพิ่มมากขึ้น
โดยเฉพาะพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ จะเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยว
ได้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว หากได้รับการพัฒนาที่เหมาะสม

ก๊าซธรรมชาติในพื้นที่มีบทบาทสำคัญมากขึ้นในเชิงเศรษฐกิจ ปัจจุบันใน
พื้นที่มีแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยหลายแหล่ง และมีการเชื่อมโยงระบบท่อส่งก๊าซ
ธรรมชาติมาใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปัจจุบันมีการพัฒนาโรงแยกก๊าซธรรมชาติ
ที่นครศรีธรรมราชซึ่งเป็นแหล่งพลังงานราคาถูก ช่วยลดต้นทุนการผลิตในกิจกรรมทาง
เศรษฐกิจในพื้นที่ และสนับสนุนการขยายตัวของอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้น

นอกจากนั้น ในพื้นที่ยังมีโรงแยกก๊าซและท่อส่งก๊าซธรรมชาติไทย – มาเลเซีย
ซึ่งจะเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทยในอนาคต

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2550 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ สศช. ดำเนิน
การศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่อุตสาหกรรมในอนาคต เพื่อศึกษารายละเอียดพิจารณา
พื้นที่ใหม่สำหรับรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและพลังงานในอนาคต ให้สอด
คล้องกับศักยภาพและภูมิสังคมของพื้นที่     และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน
และชุมชนตั้งแต่ขั้นเริ่มต้น เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจและเกิดการยอมรับจากประชาชน
ก่อนดำเนินการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่ใหม่ และเน้นการดูแลสุขภาวะของประชาชน
เป็นสำคัญ
 
จากมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปได้ยาก ที่จะให้
ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการกำหนดแผนพัฒนาเชิงพื้นที่ เนื่องจากแผนฯ ถูกกำหนด
โดยสศช. และรัฐบาลมาก่อนแล้ว

ทั้งที่การมีส่วนร่วม คือ การสร้างยอมรับต่อการพัฒนาโครงการ และไม่ให้เกิด
ปัญหาความขัดแย้ง การแก้ไขปัญหา คือ การเยียวยาความเสียหายและการฟื้นฟูสุขภาวะ
จากการได้รับผลกระทบจากการพัฒนา

การจัดทำรายงานการศึกษาผลกระทบทางด้านสังคม หรือ SEA โดยภาครัฐ
คือ การว่าจ้างที่ปรึกษาทางเทคนิคในการดำเนินการโครงการ เพื่อป้องกันและบรรเทาปัญหา
ภายในกรอบของกฎหมายและแผนพัฒนาดังกล่าว การมีส่วนร่วมในการกำหนดวิสัยทัศน์
การพัฒนา และการตัดสินใจว่า พื้นที่ของชุมชนควรถูกพัฒนาในทิศทางใด ไม่ใช่ประเด็นของ
การจัดทำ SEA

ตัวอย่างงานศึกษาดังกล่าวได้ปรากฏขึ้น ในกรณีที่สำนักงานนโยบายและแผน
ทรัพยากรรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือสผ. มอบหมายให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
โดยศูนย์วิศวกรรมพลังงานและสิ่งแวดล้อมบางเขน ดำเนินการโครงการประเมินศักยภาพ
สิ่งแวดล้อมเชิงพื้นที่ใน 5 จังหวัดชายฝั่งทะเลภาคใต้ (สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่
พังงา ภูเก็ต)

ด้วยการนำแนวทางการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ SEA มาเป็น
เครื่องมือในการกำกับดูแลการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เหมาะสมกับ
ศักยภาพของพื้นที่ เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งในการพัฒนาระดับโครงการ สอดคล้องกับ
แนวคิด SEA ที่ปรากฏในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 และแผน
การจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2550 – 2554 
             
ผลการศึกษาเป็นการวิเคราะห์ศักยภาพสิ่งแวดล้อมเชิงพื้นที่ ภายใต้กรอบของ
การพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ โดยพิจารณาจากพื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่กลางน้ำ และพื้นที่
ปลายน้ำ บริเวณไหนมีความเหมาะสมสำหรับการพัฒนาตามแผนพัฒนาภาคใต้ และต้อง
มีกิจกรรมอย่างไร จึงจะเหมาะสมกับศักยภาพของระบบนิเวศน์ ซึ่งมีทั้งข้อจำกัด และมีความ
เป็นไปได้ของการพัฒนา ผู้ศึกษาได้เสนอทางเลือกระดับยุทธศาสตร์ในการพัฒนาพื้นที่
โดยให้ความสำคัญสูงสุดต่อมิติด้านเศรษฐศาสตร์ รองลงมามิติด้านสิ่งแวดล้อม
ด้านเทคโนโลยี และสังคมตามลำดับ

แนวทางการศึกษาได้มีการจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย
ใน 5 จังหวัด จังหวัดละ 1 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 500 คน มาจากหน่วยงานราชการส่วน
ภูมิภาค และภาคส่วนต่างๆ ของแต่ละจังหวัด ได้แก่ ส่วนราชการระดับจังหวัด หน่วยงาน
ท้องถิ่น และองค์กรเอกชน

คณะผู้ศึกษาได้ประเมินข้อจำกัดต่อแนวทางการศึกษาดังกล่าวว่า ผู้แทนจาก
หน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมพิจารณามีแนวคิดและความเข้าใจเกี่ยวกับ SEA ในระดับที่แตก
ต่างกัน ผู้แทนหน่วยงานต่างๆมักเน้นให้มีการพิจารณาในประเด็น และตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้อง
กับหน่วยงานของตนเอง และยังไม่มีความชัดเจนในด้านกรอบแนวคิดของหลักเกณฑ์และ
แนวทาง ขั้นตอนในการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม

สรุปได้ว่า แนวคิดการจัดทำ SEA ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย
ที่ต้องการพิจารณาวางแผนพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างบูรณาการ และการใช้ข้อมูลเฉพาะ
จากหน่วยงานราชการไม่เพียงพอ ต้องมีการหาข้อมูลจากพื้นที่จริง

กระบวนการมีส่วนร่วม จึงต้องดำเนินการจากคนในพื้นที่ที่มีส่วนได้เสีย
กับการพัฒนาโดยตรง ประการสำคัญการกำหนดตัวชี้วัดของการประเมินผล และการ

วางแผนพัฒนาเชิงพื้นที่ ต้องมาจากประชาชนในพื้นที่ จากเหตุผลดังกล่าว
จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่การเริ่มต้นวางแผนพัฒนาเชิงพื้นที่ การประเมินผลกระทบสิ่งแวด
ล้อมและสุขภาพทางยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ ต้องมาจากชุมชนโดยตรง

เนื่องจากชุมชนเป็นผู้ที่มีข้อมูลว่า ฐานทรัพยากรในท้องถิ่นของตนเองเป็น
อย่างไร ศักยภาพของพื้นที่มีความเหมาะสมที่จะพัฒนาอย่างไร ภูมิปัญญาตั้งแต่อดีต
ปัจจุบัน และอนาคต ควรจะหวงแหน รักษา ปรับเปลี่ยนพัฒนาให้สอดคล้องกับสังคมอย่างไร

ปัญหาทางสุขภาพของคนในท้องถิ่นทั้งสุขภาพทางกาย จิตใจ สังคม และ
ปัญญา คืออะไร ที่สำคัญวิสัยทัศน์การพัฒนาของคนในท้องถิ่นหรือจังหวัดนั้น มีดัชนีชี้
วัดความสุขที่ยั่งยืนประกอบด้วยปัจจัยอะไร ที่จะก่อให้เกิดกระบวนการพัฒนาที่สอดคล้อง
เหมาะสม   
            
 งานวิจัยศึกษาชุมชนที่มีการศึกษาในส่วนขององค์กรพัฒนาเอกชน และ
สถาบันวิชาการได้สะท้อนให้เห็นว่า    ชุมชนและฐานทรัพยากรในสังคมไทยมีศักยภาพ
ในการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

แน่นอน มีความจำเป็นมี่จะต้องสร้างกระบวนการวิเคราะห์เชื่อมโยงให้ชุมชน
เห็นบทบาทของตนเองร่วมกับองค์กรปกครองท้องถิ่น ในการมีส่วนร่วมกันกำหนดแผนพัฒนา

ในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับระหว่างประเทศมาจนถึงระดับหมู่บ้านชุมชนต้องเห็นว่า
พลวัตการเปลี่ยนแปลงของชุมชน สืบเนื่องมาจากทิศทางการพัฒนาประเทศและระหว่าง
ประเทศ ที่ส่งผลให้ชุมชนได้รับผลกระทบ

เมื่อถนนถูกตัดผ่านเข้าหมู่บ้าน  นั่นหมายความว่า การติดต่อจากโลกภายนอก
ได้ทำให้สภาพชุมชนเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และสิ่งแวดล้อม
ประเด็นอยู่ตรงที่ชุมชนจะมีส่วนร่วม กำหนดทิศทางการพัฒนาของชุมชนในอนาคตได้อย่างไร

เป้าหมาย ก็คือ การทำให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาทาง
ยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่ตั้งแต่เริ่มต้น

โดย ศูนย์สื่อสังคมภาคใต้

 

กลับไปที่ www.oknation.net